ภูฏาน ซูรินาม ปานามา 3 ประเทศที่ถูกพูดถึงว่า “คาร์บอนติดลบ”
คำว่า “Carbon Negative” หรือ “คาร์บอนติดลบ” ฟังดูเหมือนประเทศที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ประเทศเหล่านี้ยังมีกิจกรรมเศรษฐกิจ การเดินทาง การใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเหมือนประเทศอื่น เพียงแต่ธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้ สามารถดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าปริมาณที่ปล่อยออกมาในภาพรวม
กลุ่มประเทศที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฐานะประเทศคาร์บอนติดลบ คือ ภูฏาน ซูรินาม และปานามา ทั้งสามประเทศเคยประกาศจับมือกันในเวที COP26 เมื่อปี 2021 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางรักษาสถานะคาร์บอนติดลบ และผลักดันให้โลกเห็นคุณค่าของประเทศที่ยังรักษาป่าไว้ได้มาก
ภูฏาน เป็นตัวอย่างเด่นที่สุด เพราะวางเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้ในกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญของภูฏานกำหนดให้ต้องรักษาพื้นที่ป่าไม้อย่างน้อย 60% ของพื้นที่ประเทศไว้ตลอดไป ไม่ใช่แค่นโยบายชั่วคราวของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ปัจจุบันภูฏานยังมีพื้นที่ป่าราว 69.7% ตามข้อมูล National Forest Inventory ของประเทศ จึงยังสูงกว่าขั้นต่ำในรัฐธรรมนูญมาก จุดแข็งอีกอย่างคือภูฏานใช้พลังงานน้ำเป็นฐานสำคัญ ทำให้ภาพรวมการปล่อยคาร์บอนต่ำเมื่อเทียบกับความสามารถของป่าในการดูดซับ
ซูรินาม เป็นประเทศเล็กในอเมริกาใต้ที่มีป่าไม้หนาแน่นมาก องค์การสหประชาชาติระบุว่าซูรินามมีพื้นที่มากกว่า 90% ปกคลุมด้วยป่าปฐมภูมิ และถูกจัดเป็นประเทศคาร์บอนติดลบ เพราะป่าฝนดูดซับการปล่อยก๊าซได้มากกว่าที่ประเทศปล่อยออกมา
จุดน่าสนใจของซูรินามคือ ประเทศมีประชากรและอุตสาหกรรมไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับพื้นที่ป่า WWF ระบุว่าซูรินามเป็นประเทศกลุ่ม High Forest Cover and Low Deforestation หรือประเทศที่มีป่าสูงและตัดไม้ทำลายป่าต่ำ อีกทั้งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อโลกเพียงราว 0.01%
ปานามา เป็นอีกประเทศที่ถูกพูดถึงในกลุ่มคาร์บอนติดลบ โดย Climate & Clean Air Coalition ระบุว่าปานามามีพื้นที่ป่าประมาณ 65.4% และเป็นหนึ่งในสามประเทศที่เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศคาร์บอนติดลบ ปานามายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นเพียงราว 0.045% ของโลก
ปานามาไม่ได้พึ่งป่าอย่างเดียว แต่ยังผูกเรื่องนี้เข้ากับแผนภูมิอากาศระยะยาว ล่าสุด UNDP ระบุว่าปานามายื่น NDC ฉบับที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2025 โดยย้ำเป้าหมายรักษาความเป็นประเทศคาร์บอนติดลบ และตั้งเป้าฟื้นฟูระบบนิเวศ 100,000 เฮกตาร์ภายในปี 2035 รวมถึงป่าชายเลน 2,500 เฮกตาร์
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า “คาร์บอนติดลบ” ไม่ได้เกิดจากโชคดีที่มีป่าเยอะอย่างเดียว แต่ต้องมีเงื่อนไขหลายอย่างประกอบกัน ทั้งประชากรไม่หนาแน่นเกินไป การปล่อยก๊าซไม่สูง การรักษาป่าจริงจัง และนโยบายที่ไม่ปล่อยให้การพัฒนากินพื้นที่ธรรมชาติมากเกินไป
อีกด้านหนึ่ง ประเทศคาร์บอนติดลบก็ไม่ได้ปลอดภัยจากโลกร้อนโดยอัตโนมัติ ซูรินามมีประชากรและกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมากอยู่บริเวณชายฝั่งต่ำ ส่วนปานามาก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากพายุ น้ำท่วม และภัยแล้ง แม้ตัวเองจะปล่อยก๊าซน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
สำหรับผู้อ่านทั่วไป บทเรียนสำคัญจาก 3 ประเทศนี้อาจไม่ใช่แค่ว่า “ประเทศไหนรักษ์โลกที่สุด” แต่คือการเห็นมูลค่าของป่าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ป่าไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นระบบดูดซับคาร์บอน ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ และช่วยให้ประเทศมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในเวทีภูมิอากาศโลก
แหล่งที่มา: Mission Panama, United Nations in Suriname, WWF, Climate & Clean Air Coalition, UNDP Climate Promise, รัฐธรรมนูญภูฏาน
อ้างอิง: https://suriname.un.org/en/246130-suriname-gives-hope-and-inspiration-world-save-our-rainforests-un-chief
https://www.ccacoalition.org/partners/panama
https://wwf.panda.org/discover/our_focus/climate_and_energy_practice/ndcs/first_round_of_ndcs2/suriname/
เขียนโดย Idea DD
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
สวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบัน
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
ควักเครื่องในตัวเองมาสู้! กลยุทธ์สุดสยองของ “ปลิงทะเล”
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
ลา ดอนเซยา มัมมี่สาวแห่งยอดภูเขาไฟ ผู้หลับใหลมานานกว่า 500 ปี
นี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก
รายงานสภาพความยากจนของคนไทย
ล็อตเตอรี่ใบแรกของไทย
เกาะกระแสเลขดัง! แนวทาง หวยลาว 21 กรกฎาคม 2569 เลขไหนถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกออนไลน์?
รถยนต์พระที่นั่ง Hispano-Suiza ตำนานรถหรูแห่งสเปนในยุคก่อนสงครามโลก


