หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ฤดูร้อนสุดท้าย - Last Summer 02

เขียนโดย Bougainvillea

-02-

ฝั่งตรงข้าม

 

          เสียงปิดประตูดังปังจากฝั่งตรงข้าม ทำให้ฉันยืนนิ่งอยู่หลังประตูห้องของตัวเองอยู่พักใหญ่ แรงลมที่พัดมาจากระเบียงกลางมักดันประตูให้ปิดกระแทก แขกทุกคนที่มาที่นี่ครั้งแรกมักไม่ทันตั้งตัว ทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องลวดลายสวยงามทอดยาวจากระเบียงกลางคั่นห้องของฉันกับห้องนอนสำหรับแขกไว้ ยายแดงจะขึ้นมาเปิดประตูระเบียงทิ้งไว้ให้ลมพัดผ่านตั้งแต่เช้าตรู่

          “สวัสดีตอนเช้า” เสียงทักทายดังขึ้น หลังจากที่ฉันตัดสินใจเปิดประตูออกมาจากห้อง

          “สวัสดีตอนเช้าค่ะ”

          ฉันไม่แน่ใจว่าเมื่อวาน ฉันมัวแต่มองปลายเท้าของตัวเอง หรือแค่ไม่ได้ใส่ใจสังเกตกันแน่ เพราะผมสีดำที่เห็นในวันแรกกลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตา เส้นผมของเขาภายใต้แสงแดดยามเช้าสะท้อนเป็นสีก่ำกึ่งระหว่างน้ำตาลกับสีทอง สีอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้จะหาคำไหนมาเรียกมัน และมันก็ยิ่งขับให้ผิวขาวของเขาดูสว่างขึ้นอย่างน่ามอง

          “เฟื่อง!”

          “คะ”

          “พี่ขอโทษที่ขึ้นเสียงนะ แต่พี่เรียกเฟื่องหลายรอบแล้ว แต่เฟื่องไม่ได้ยินน่ะ มีอะไรติดหน้าพี่เหรอเปล่า”

          “เปล่าค่ะ คือว่า...เราจะชวนลงไปทานข้าวเช้าด้วยกัน ไม่นึกว่าพี่จะตื่นแล้ว” แต่ถึงจะตอบแบบนั้น สายตาของฉันก็ยังเผลอไล่มองสีผมไม่มีชื่อเรียกของเขาอีกครั้ง

          ฉันไม่แน่ใจว่าเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเมื่อครู่นั้นเป็นของคนที่ยืนอยู่ตรงระเบียง หรือฉันแค่หูแววไปเองกันแน่ ความเงียบค่อย ๆ ตกลงมาระหว่างเราแทนธรณีประตูที่แบ่งพวกเราออกจากกัน เสียงใบของต้นจำปาที่สูงขึ้นมาจนถึงระเบียงกำลังเสียดสีกันไปมาตามแรงลม กลิ่นหอมอ่อนของดอกมะลิกำลังทำหน้าที่ส่งกลิ่นสบายจมูกก่อนถึงฤดูของดอกแก้วในช่วงต้นฤดูฝน

          ฉันเบนสายตาลงมาเรื่อย ๆ จนถึงดวงตาคู่นั้นที่มองมาทางเดียวกัน ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวกเราถึงมายืนแข่งจ้องตากันอยู่แบบนี้แทนที่จะลงไปทานข้าวเช้าให้อิ่มท้อง

          ปัง! เสียงประตูระเบียงปิดลงตามแรงลมที่พัดแรงขึ้น ดึงสติของฉันให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง ฉันอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่ากระจกบานนั้นยังรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ทุกครั้งที่มันปิดกระแทกลงมา มันก็ปล่อยตัวไปตามแรงลมไม่ไยดีต่อความเปราะบางที่พร้อมจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ของมันได้ตลอดเวลาเลยแม้แต่น้อย

          “เราลงไปพร้อมกันไหมครับ” เสียงของเขาดังขึ้นหลังจากคล้องตัวเกี่ยวประตูกับตัวยึดเข้าที่เรียบร้อยแล้ว

          “คุณลูคัส! หนูเฟื่อง! อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะ!” เสียงของยายแดงมอบคำตอบให้เขาแทนเสียงของฉัน ร่างสูงสมส่วนของเขาขยับหลบให้ฉันเดินนำลงบันไดก่อน ส่วนเขาเดินตามมาเงียบ ๆ จนฉันรับรู้ได้ถึงฝีเท้าอยู่ด้านหลังตลอดทาง

          “เมื่อคืนหลับสบายไหมลูก” แม่ของฉันทักขึ้น เมื่อเห็นเขาเดินมานั่งลงตรงข้างป้าสา

          “หลับสนิทเลยครับ ขอบคุณที่เตรียมห้องให้นะครับ”

          “ยายแดงเขาตื่นเต้นน่ะ เตรียมห้องไว้ตั้งแต่สองวันก่อนเรามาอีกจ้ะ” แม่ฉันกล่าวหยอก เมื่อยายแดงที่กำลังเดินถือถาดที่มีจานปาท่องโก๋กับโกปี๊วางอยู่

          “ขอบคุณนะครับ” เขาหันไปพูดกับยายแดงพร้อมกับยื่นมือออกไปรับจานปาท่องโก๋มาวางไว้บนโต๊ะ

          “โอ้ย ไม่พรือลูก มันหน้าที่ยายอยู่แล้ว ยายแลเรินนี้มานาน เวลามาแขกมาบ้านยายก็เตรียมแบบนี้มาตลอด” ยายแดงอาศัยอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่แม่ยังเด็ก หลังจากยายแท้ ๆ ของฉันเสียชีวิตไปตอนคลอดแม่เพราะอาการตกเลือด แกจึงถูกฝากให้เข้ามาช่วยดูแลบ้านและเลี้ยงแม่ของฉันผ่านการแนะนำของสามีแกที่ทำงานเป็นคนสวนอยู่ที่นี่มาก่อนแล้ว หลังจากแม่แต่งงานกับพ่อ ย่าก็ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนจึงกลายเป็นเพื่อนคอยพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่สามีของยายแดงเสียชีวิตไปหลายปีก่อนหน้านั้น แกเงียบลงจนน่าเป็นห่วง แต่พอย่าเข้ามาอยู่ด้วย แกก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง บางครั้งดูเหมือนจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่หลังจากย่าเสียไป ยายแดงกลับยังคงเป็นคนร่าเริงเหมือนเดิม แกเคยบอกฉันว่า แกเสียใจนะ แต่พออายุมากขึ้น แกก็เริ่มเข้าใจว่าสักวันหนึ่งทุกคนต้องจากกันอยู่ดี เราจึงควรมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่ยังอยู่เคียงข้างกันแทนที่จะทิ้งชีวิตที่เหลือให้คนที่จากไปแล้ว

          “เอานี่ จาโก้ยกินกับโกปี๊ร้อน ๆ ยายทำเองเลยนะ หรอยอย่าบอกใครเลย”

          “ขอบคุณครับ” เขาตอบกลับอย่างสุภาพพร้อมพยักหน้ารับเสียดิบดีจนฉันเริ่มสงสัยว่าเขาฟังออกจริง ๆ หรือแค่ตอบรับทุกอย่างเพราะเกรงใจยายแดงกันแน่

          บรรยากาศครึกครื้นบนโต๊ะอาหารหลังบ้านค่อย ๆ เลือนหายไปราวกับเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ที่กำลังเปลี่ยนฉาก ความเงียบเข้ามาแทรกกลางระหว่างเราอีกครั้ง หลังจากแม่บอกให้ฉันเดินเล่น และแนะนำสวนผลไม้ของบ้าน และอีกเช่นเคยที่เสียงของธรรมชาติคอยประคับประคองพวกเราเอาไว้ในความอึมครึม เพื่อให้พวกเรายังเดินไปด้วยกันได้ แม้กำแพงล่องหนจะหายไปแล้ว แต่อากาศระหว่างเรายังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป หากมันหายไปเมื่อไร พวกเราอาจขาดอากาศหายใจกันทั้งคู่

          “นั่นต้นอะไรเหรอ” ฉันหันไปมองตามนิ้วของเขา

          “อ๋อ ต้นมะม่วงหิมพานต์น่ะ”

          “ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

          “แต่พี่น่าจะเคยเห็นนะ ตอนมันอยู่ในถุงน่ะ”

          “เหรอ”

          “อือฮึ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไรน้า” ฉันพยายามนึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษแสนน้อยนิดเที่มีอยู่ในหัว

          “อ๋อ! cashew nut ใช่ ๆ อันนี้แหละ”

          “พี่ไม่เคยเห็นตอนมันอยู่บนต้นมาก่อนเลย”

          “ภาษาใต้เขาเรียกว่า ลูกท้ายล่อ หรือบางที่เขาเรียกว่า หัวครก”

          “ฟังดูแปลกดี” เขาพูดขึ้นพลางมองผลสีแดงอมเหลืองที่ห้อยแกว่งอยู่บนต้นราวกับโคมไฟ

          “พี่อยากลองทำไหม”

          “เอาสิ”

          ฉันเดินไปหยิบกระทะคั่วที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีเงิน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสีดำเก่า เพราะถูกแผดเผาจากไฟที่กลืนกินยางมะม่วงพิมพานต์ที่ถูกคั่วอยู่ในกระทะ แม้เวลาจะผ่านไปแต่มันยังคงวางพิงอยู่ใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นเดิมที่ฉันเคยปีนพลาดจนตกลงมากระแทกพื้นหญ้า จนก้นซีกหนึ่งช้ำเขียวอยู่หลายสัปดาห์ แถมยังโดนแม่ดุจนหูชา เนื้อแขนเขียวช้ำจากการถูกหยิกซ้ำเป็นการทำโทษอีกด้วย พอโตขึ้นฉันจึงเข้าใจว่า อย่างน้อยการโดนหยิกก็คงดีกว่าการถูกตีซ้ำบนรอยช้ำจนเจ็บกว่าเก่า ตอนนั้นมันอาจเจ็บจนอยากร้องไห้ แต่พอนึกย้อนกลับไป สิ่งที่เคยเจ็บปวดกลับอบอุ่นเสียยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

          ฉันก้มลงเก็บเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ร่วงอยู่ใต้ต้นใส่ใบตองที่ถูกม้วนเป็นกรวย เขาเอื้อมมือไปเด็ดผลสีแดงอมเหลืองแกว่งไหวเหนือหัวตามแรงลมอ่อน

          “สีแบบนี้เก็บได้ไหม”

          “ได้ค่ะ พี่จะกินผลมันด้วยก็ได้นะ แต่มันจะคันคอหน่อย” ฉันพูดพลางเทเม็ดที่เก็บได้ลงในกระทะ

          “แต่ไม่มีไฟแช็ก งั้นเดี๋ยวเราเดินกลับไปแป๊ปนึงนะ” ฉันพูดพลางตั้งท่าจะเดินกลับไปที่บ้าน แต่เขากลับยื่นไฟแช็กสีเงินมาตรงหน้าฉันเสียก่อน

 

          “พี่สูบบุหรี่ด้วยเหรอ”

          “บางครั้งน่ะ แต่กะว่าจะเลิกแล้วล่ะ”

          “มันเลิกยากไหม”

          “ก็ยากอยู่นะ พยายามหลายรอบ โดนดุหลายรอบ แต่ก็เลิกไม่ได้สักที” เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนทอดสายตามองไฟแช็กในมือ

          “...”

          “บางครั้งมนุษย์เราแปลกดี มักคิดได้ตอนที่มันสายเกินกว่าจะกลับไปแก้แล้ว” ฉันไม่ได้ตอบกลับไป เพียงแต่มองใบหน้าของเขาและรับฟังเสียงที่ค่อย ๆ หม่นลง ราวกับกำลังพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับฉัน

          “ขอโทษนะ ที่พูดอะไรแปลก ๆ”

          “ไม่แปลกหรอก มันก็เรื่องจริงนั่นแหละ” ฉันพูดก่อนจะยื่นมือไปหยิบไฟแช็กในมือของเขา แต่เขากลับกำมือขึ้นกะทันหัน จนมือของฉันถูกกุมอยู่ในฝ่ามือของเขา มือของเขาใหญ่กว่ามาก ใหญ่พอจะกุมมือของฉันเอาไว้ได้ทั้งหมด สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือนั้นค่อย ๆ ห่อหุ้มผิวหนังของฉันจนหัวใจของฉันสะดุดไปวูบหนึ่งโดยไม่ทันตั้งตัว

          “เดี๋ยวพี่จุดให้ พี่กว่า” เขาว่าพลางปล่อยมือฉันให้เป็นอิสระ ก่อนก้มลงไปจุดไฟราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าไออุ่นจากสัมผัสเมื่อครู่กลับยังหลงเหลืออยู่บนฝ่ามือของฉันไม่จางหาย

          กลิ่นไหม้อ่อน ๆ เริ่มลอยขึ้นปะปนกับควันจาง ๆ ฉันสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกองไฟที่แล่นผ่านแขน เมื่อเขาขยับตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม เสียงสวบสาบจากเสื้อเชิ้ตของเขาดังคลอไปกับแรงแขนที่กำลังจับไม้สอยมะม่วงของลุงแสน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นไม้คั่วเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปแล้ว

          “เฟื่อง”

          “คะ”

          “พับแขนเสื้อให้พี่หน่อยได้เหรอเปล่า”

          “...”

          “มือพี่ไม่ว่าง” ฉันไม่ได้ตอบ แต่กลับขยับเข้าไปใกล้เขามากกว่าเดิม ปลายนิ้วค่อย ๆ แตะแขนเสื้อเชิ้ตสีฟ้าหม่นตรงข้อมือของเขา ก่อนพับแขนเสื้อขึ้น กลิ่นควันอ่อน ๆ กับกลิ่นโคโลญจน์จาง ๆ จากตัวเขาลอยปะปนกันอยู่ในอากาศ จนฉันเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าความอุ่นที่ค่อย ๆ แล่นผ่านผิวหนังนั้นมาจากกองไฟตรงหน้า หรือจากคนที่กำลังยืนอยู่ข้างกันแน่

          “ขอบคุณนะ” ฉันทำเพียงพยักหน้ารับ

          เสียงปะทุจากยางมะม่วงหิมพานต์ดังเป๊าะแป๊ะถี่ยิบ แข่งกับจังหวะหัวใจของฉัน ก่อนเปลวไฟสีส้มจะลุกพรึ่บขึ้นท่วมกระทะ

          “พลิกเลย!” ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจ

          เขารีบคว่ำกระทะลงบนกองไฟตามที่ฉันบอก ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นกลางอากาศพร้อมกลิ่นไหม้อ่อน ๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่รอบตัว พวกเราหัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมกัน

          สุดท้ายพวกเราก็ไม่ได้กินเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ช่วยกันเก็บมาตั้งเยอะแยะ เพราะมันไหม้เกือบหมด ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาพับแขนเสื้อให้เขา เขาได้จดจ่ออยู่กับกระทะตรงหน้าบ้างหรือเปล่า

เนื้อหาโดย: Bougainvillea
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Bougainvillea's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 10 ครั้ง
เขียนโดย Bougainvillea
นักเขียน-นิยาย บทความออนไลน์ นามปากกา Bougainvillea/สวนขวัญและดาวเรือง
ช่องทางติดตามอื่น ๆ
TikTok: Bougainvillea (@belloda.4)
YouTube: Raelynn Jann (https://youtu.be/0OdeIR7A3Zw?si=OFdT55sczba6xlrB)
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ลิงก์ไลฟ์สดไวรัล Lina Miaa ระวังของปลอม กดพลาดเสี่ยงเสียบัญชีปลากัดอันตูตา ปลากัดป่าบอร์เนียวตัวใหญ่ สายอมไข่ที่นักเลี้ยงหลงเสน่ห์ไขข้อสงสัย! ทะเบียนบ้านไม่มี "เจ้าบ้าน" ได้ไหม? ส่องข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เจ้าของบ้านควรรู้เจาะรหัสลับ "แปลปกสลากฯ" ประจำวันที่ 1 มิ.ย. 69อิลยา อิวานอฟ โปรเจกต์มนุษย์-ลิงโซเวียตที่ล้มเหลวก่อนเกิดจริง5 คู่เมนู 7-11 สำหรับวันอยากคุมแคล กินง่าย อิ่มพอดี ไม่ต้องต้มอกไก่นอร์ทเซนทิเนล เกาะหวงห้ามในอันดามันที่โลกเลือกไม่เข้าไปยุ่งเอ็นข้อไก่ทอด ทำไมกินที่ร้านกรอบกว่า และทำเองมักพลาดตรงไหนปริศนาปุ่มลิฟต์ที่หายไป: เจาะลึกเหตุผลทางจิตวิทยาและธุรกิจที่อยู่เบื้องหลัง "ชั้น 13"เมืองชายแดนที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่สรุปกระแส “10 สำนัก อาจารย์ดัง” ที่แนวเลขหวยลาวงวด 26 พฤษภาคม 2569 มีเลขชนกันมากที่สุดทำไมศรีราชาถึงมีคนญี่ปุ่นเยอะ จนถูกเรียกว่า Little Osaka
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ประเทศที่คนชอบซื้อหวยมากที่สุด“จังหวัดนี้ไม่มีรถไฟผ่าน แต่เศรษฐกิจกลับโตเร็ว”
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
จะกลัวอะไรกันฤดูร้อนสุดท้าย-Last Summer 0110 แม่น้ำไทยที่สวยน่าไปเห็นสักครั้ง จากโขงถึงตาปี9 อำเภอไทย ที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งเกินคาด รายได้สะพัดแม้ไร้นักท่องเที่ยวต่างชาติ
ตั้งกระทู้ใหม่