ต้มแซ่บกระดูกอ่อน เคี่ยวให้นุ่ม น้ำซุปหอมสมุนไพร ซดร้อนแล้วโล่งคอ

ฝาหม้อเปิดขึ้นทีเดียว กลิ่นตะไคร้ ข่า ใบมะกรูดกับหอมแดงก็ขึ้นมาก่อนเลย
ต้มแซ่บกระดูกอ่อนไม่ใช่เมนูที่ยาก แต่เป็นเมนูที่รีบมากไม่ได้ ถ้าอยากได้กระดูกอ่อนนุ่ม ๆ เคี้ยวแล้วหนึบกำลังดี ต้องยอมให้เวลากับไฟอ่อนสักหน่อย ช่วงแรกน้ำซุปอาจยังดูธรรมดา แต่พอเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ความหวานจากกระดูกหมูจะค่อย ๆ ออกมาเอง
หม้อนี้เหมาะกับวันที่อยากได้อะไรร้อน ๆ เปรี้ยว เผ็ด เค็มพอดี ไม่หนักกะทิ ไม่หวานนำ และกินกับข้าวสวยได้แบบไม่ต้องมีเครื่องเคียงเยอะ แค่ไข่เจียวสักจานก็พอแล้ว
เคล็ดลับจริง ๆ อยู่ตรงจังหวะปรุง
น้ำมะนาวไม่ควรใส่ตอนน้ำเดือดพล่าน เพราะกลิ่นสดจะหายง่าย ปิดไฟแล้วค่อยเติมจะได้รสเปรี้ยวที่คมกว่า ส่วนพริกขี้หนู ถ้าอยากได้กลิ่นสดให้บุบใส่ท้ายหม้อ แต่ถ้าอยากให้เผ็ดลึกขึ้น ค่อยเสริมด้วยพริกป่นทีหลัง
วัตถุดิบสำหรับ 4-5 ที่
กระดูกอ่อนหมู 700 กรัม
น้ำเปล่า 2 ลิตร
ตะไคร้ 3 ต้น ทุบแล้วหั่นท่อน
ข่าแก่หั่นแว่น 8-10 ชิ้น
ใบมะกรูดฉีก 5-6 ใบ
หอมแดงทุบ 5 หัว
เห็ดฟาง 150 กรัม
ผักชีฝรั่งซอย 2 ต้น
พริกขี้หนูสวนบุบ 10-15 เม็ด
น้ำมะนาว 4-5 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
พริกป่น 1-2 ช้อนโต๊ะ
เริ่มจากล้างกระดูกอ่อนให้สะอาด ตั้งน้ำให้เดือดแล้วลวกกระดูกอ่อนประมาณ 2-3 นาที เทน้ำทิ้ง แล้วล้างอีกรอบ ขั้นตอนนี้ช่วยลดกลิ่นคาวและทำให้น้ำซุปใสขึ้น ไม่ขุ่นเป็นฟองตั้งแต่ต้นหม้อ
ตั้งหม้อใหม่ ใส่น้ำ 2 ลิตร ตามด้วยกระดูกอ่อน ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด และหอมแดง ใช้ไฟกลางจนเดือด พอเดือดแล้วลดเป็นไฟอ่อน ช้อนฟองออกเป็นระยะ เคี่ยวประมาณ 45-60 นาที ถ้าได้กระดูกอ่อนชิ้นใหญ่หรืออยากให้นุ่มกว่านี้ เพิ่มเวลาได้อีกเล็กน้อย
อย่าเร่งไฟแรงทั้งหม้อ
ไฟแรงทำให้น้ำเดือดกระแทก เนื้อหมูหดและน้ำซุปขุ่นง่ายกว่าเดิม ไฟอ่อนแบบเดือดเบา ๆ จะดึงรสจากกระดูกและสมุนไพรออกมาได้ดีกว่า ใครมีเวลาสักชั่วโมงกว่า ๆ หม้อนี้จะอร่อยขึ้นชัดเจน
เมื่อกระดูกอ่อนเริ่มนุ่ม ใส่เห็ดฟางลงไป ต้มต่อไม่กี่นาทีให้เห็ดสุก แล้วปรุงด้วยน้ำปลา เกลือ และพริกป่น ช่วงนี้ควรชิมให้ออกรสเค็มนำเล็กน้อย เพราะตอนท้ายยังต้องเติมน้ำมะนาว ถ้าปรุงเปรี้ยวตั้งแต่แรก รสจะคุมยาก
ปิดไฟก่อน แล้วค่อยใส่น้ำมะนาว พริกขี้หนูบุบ และผักชีฝรั่ง คนเบา ๆ ชิมอีกครั้ง ถ้าชอบเปรี้ยวจัดเพิ่มมะนาวได้ ถ้าชอบเผ็ดแบบซดแล้วตื่น ใส่พริกขี้หนูเพิ่มตอนตักเสิร์ฟจะหอมกว่าใส่ทิ้งไว้นาน
เรื่องความสุกของหมูก็อย่ามองข้าม เนื้อหมูควรสุกทั่วถึงก่อนเสิร์ฟ ตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ หมูทั้งชิ้นควรมีอุณหภูมิภายในอย่างน้อย 63 องศาเซลเซียสและพัก 3 นาที แต่สำหรับกระดูกอ่อนหรือซี่โครง การเคี่ยวนานกว่านั้นมักช่วยให้เนื้อและเอ็นนุ่มขึ้น กินง่ายขึ้นด้วย
ต้มแซ่บหม้อนี้กินตอนร้อนที่สุดจะดีที่สุด ตักใส่ถ้วยแล้วโรยผักชีฝรั่งเพิ่มอีกนิด กลิ่นจะชัดมาก ข้าวสวยร้อน ๆ อยู่ข้าง ๆ ไม่นานก็พร่องจานเอง
แหล่งที่มา: Wongnai / USDA Food Safety and Inspection Service / FoodSafety.gov
อ้างอิง: https://www.wongnai.com/recipes/hot-and-spicy-soup-with-pork-ribs , https://www.fsis.usda.gov/food-safety/safe-food-handling-and-preparation/food-safety-basics/safe-temperature-chart , https://www.foodsafety.gov/food-safety-charts/safe-minimum-internal-temperatures
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
อีกา vs เรเวน ต่างกันอย่างไร? ดูขนาด ปาก หาง และเสียงร้อง
เลข 67 คืออะไร ทำไมเด็กเจนใหม่พูดกันทุกวัน
3 จังหวัดที่ถูกพูดถึงว่ามีคนถูกรางวัลที่ 1 บ่อยที่สุด
12 ผักสารพัดประโยชน์ อึด ทน สารอาหารแน่น
เธอคือใคร? ใบหน้าลึกลับที่กลายเป็นหุ่น CPR ทั่วโลก
ประวัติการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย และผลกระทบต่อการศึกษา
ศัพท์ไวรัล “สลิ้งแตก” คืออะไร? เปิดความหมายและที่มาของคำฮิตบนโซเชียล
เชือกสีแดงบนไหล่ตำรวจ คืออะไร และมีไว้ใช้ทำหน้าที่อะไร?
“กินคาวไม่กินหวาน” ทำไมถึงถูกมองว่า “สันดานไพร่”
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
แอบบันทึกเสียงคุยกันโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ เอาไปใช้เป็นหลักฐานได้ไหม
สัตว์ที่ไม่มีวันเป็นมะเร็ง: ทำไมตัวตุ่นไร้ขนถึงมีภูมิคุ้มกันมหัศจรรย์?
จังหวัดที่คนกรุงเทพฯ ชอบไปซื้อบ้านตากอากาศ เพราะอะไรถึงเป็นทำเลยอดนิยม
5 วิธีตอปคำถาม How are you doing ? จาก Mark Tuan Suptar เกาหลี
“กินคาวไม่กินหวาน” ทำไมถึงถูกมองว่า “สันดานไพร่”
ศัพท์ไวรัล “สลิ้งแตก” คืออะไร? เปิดความหมายและที่มาของคำฮิตบนโซเชียล
ชนสนั่นแผง! เสือตกถังฯ ปะทะ ม้าสีหมอก 16/7/69 เลขเด่นตรงกันตัวเดียวเน้นๆ
สิงโตตัวเมียคือผู้ล่าหลักของฝูง ทำไมตัวผู้จึงไม่ได้ออกล่าเสมอไป


