เรื่องขี้ที่ไม่ขี้ๆ! วิจัยชี้ 'ระยะเวลาที่อุจจาระตกค้างในร่างกาย' ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและเสี่ยงโรคเรื้อรัง
การขับถ่ายเป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวันที่หลายคนอาจมองข้าม แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า "ระยะเวลา" ที่อาหารเดินทางผ่านระบบย่อยและกลายเป็นอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้ก่อนจะถูกขับออกมานั้น สำคัญแค่ไหน? ล่าสุดมีงานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันแล้วว่า ระยะเวลาที่อุจจาระตกค้างอยู่ในร่างกาย (Gut Transit Time) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพโดยรวม และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด
การศึกษาที่ถูกเปิดเผยบนเว็บไซต์ Healthline ชี้ให้เห็นว่า ระยะเวลาในการขับถ่ายที่ช้าหรือเร็วเกินไป จะส่งผลให้ระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปกติแล้วเมื่ออุจจาระอยู่ในลำไส้นานขึ้น แบคทีเรียจะมีเวลาในการหมักหมมและสร้างสารต่างๆ มากขึ้น ซึ่งหากอุจจาระตกค้างนานเกินไป (ภาวะท้องผูก) กระบวนการทำงานในลำไส้จะเปลี่ยนจากการหมักน้ำตาลที่ให้สารที่มีประโยชน์อย่างกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ไปเป็นการหมักโปรตีน ซึ่งจะก่อให้เกิดสารพลอยได้ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น แอมโมเนียและฟีนอล
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพลำไส้ระบุว่า ภาวะการย่อยอาหารล่าช้าหรือท้องผูกเรื้อรัง ไม่ได้ส่งผลแค่ความอึดอัดแน่นท้องเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงปัญหาสุขภาพระยะยาวที่ร้ายแรงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม โรคทางระบบประสาท (เช่น พาร์กินสันและอัลไซเมอร์) โรคหัวใจ โรคไต ไปจนถึงความผิดปกติของระบบเผาผลาญที่นำไปสู่โรคเบาหวานและโรคอ้วน
ในทางกลับกัน หากอุจจาระเคลื่อนตัวผ่านลำไส้เร็วเกินไป (ภาวะท้องเสียเรื้อรัง) ก็ส่งผลเสียเช่นกัน เพราะนอกจากร่างกายจะสูญเสียน้ำแล้ว ยังทำให้เกราะป้องกันลำไส้อ่อนแอลง แบคทีเรียอาจเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบระดับเซลล์ที่เชื่อมโยงกับโรคแพ้ภูมิตัวเองได้อีกด้วย
เราสามารถสังเกตและประเมินระยะเวลาการตกค้างของอุจจาระได้คร่าวๆ ผ่าน "Bristol Stool Scale" ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดลักษณะทางสายตา หากอุจจาระเป็นก้อนแข็งคล้ายเม็ดกระสุนหรือขี้แพะ นั่นหมายถึงอุจจาระตกค้างมานานและขาดน้ำ แต่หากเหลวเป็นน้ำหรือเละเกินไป แสดงว่าเคลื่อนตัวเร็วเกินไปจนลำไส้ดูดซึมน้ำกลับไม่ทัน
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากคุณมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ควรเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง และหมั่นออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ แต่หากอาการท้องผูกยังคงเรื้อรังนานกว่า 2-3 สัปดาห์แม้จะปรับพฤติกรรมแล้ว ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ หรือปัญหาการทำงานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อรับการรักษาอย่างตรงจุดต่อไป
อย่าเพิ่งมโน! สรุปให้ชัด "รัฐช่วย 60/40" สรุปต้องเติมเงินเองกี่บาทกันแน่? (วิธีคิดจากเป๋าตัง)
อาชีพไหนในไทยที่ผ่อนบ้านและรถมากที่สุด
10 เลขขายดี "สลากพารวย" งวดวันที่ 1 มิถุนายน 69 อยากรวย ซื้อหวยด่วน!!
คอนโดหมูหรือฟาร์มเลี้ยงหมูที่สูงที่สุดในโลก
เปิด 5 โรงเรียนสายวิทย์-คณิต ที่เด็กเก่งทั่วประเทศอยากสอบติดมากที่สุด
เน็ตอืด เว็บหมุน? อย่าเพิ่งโทษสายแลน! มาเช็ก DNS กันก่อน (คู่มือฉบับจบปัญหาที่ชาว IT ควรรู้)
วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาหญิง เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย
เจาะลึกไวรัสอีโบลา ภัยร้ายจากแอฟริกาและมาตรการรับมือของประเทศไทย
แนวทางเลข "ขุนพันธุ์นำโชค" 1/6/69
บริษัทรัสเซียเล็งเป้าดาวเทียมที่ช่วยยูเครน นักวิเคราะห์เตือนความเสี่ยงอวกาศเพิ่ม
วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาหญิง เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย
เอนไซม์ย่อยกลูเตนช่วยได้จริงไหม? ผู้เชี่ยวชาญเตือนอย่าคาดหวังเกินจริง
บอกลาอาการท้องอืด! แนะนำ 'เอนไซม์ช่วยย่อย' (Digestive Enzymes) ตัวช่วยสำคัญสำหรับคนอาหารไม่ย่อย
สายแฟมีเฮ! งานวิจัยใหม่ชี้ 'กาแฟ' ช่วยปรับสมดุลลำไส้-สมอง (Gut-Brain Axis) ลดความเครียดได้
เควิน วอร์ช สาบานตนรับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อและแรงกดดันจากทรัมป์