"กระสือ" ตำนานผีเเห่งอาเซียนผู้ฉีกทุกกฏของหลักทางทางวิทยาศาสตร์
ในจักรวาลของสิ่งเหนือธรรมชาติ ไม่มีผีตนใดที่ท้าทายจารีตและหักล้างกฎฟิสิกส์ของไอแซก นิวตัน ได้อย่างเด่นชัดเท่ากับ “กระสือ” ขณะที่วิญญาณตนอื่นอาจดำรงอยู่เป็นเพียงมวลพลังงานที่จับต้องไม่ได้ หรือซอมบี้เป็นเพียงซากศพที่เคลื่อนที่อย่างไร้ทิศทางบนพื้นโลก ทว่าผีสาวกระสือกลับเลือกแนวทางสุดโต่งด้วยการแยกชิ้นส่วนอวัยวะที่มีน้ำหนักมหาศาลออกจากร่างกายให้ลอยละล่องไปในอากาศ
ปรากฏการณ์นี้มิใช่เพียงเรื่องราวสยองขวัญประดับค่ำคืน แต่คือ “นวัตกรรมทางจินตนาการ” ระดับสากลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่หลอมรวมวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา และไสยศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างแยบยล วันนี้ผู้เขียนจะขอพูดถึงกระสือ ผู้ฉีกทุกกฏที่มีทางหลักการวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะหลักการ Aerodynamics (อากาศพลศาสตร์)
สมาคมหัวลอยแห่งอาเซียน: เครือข่ายวัฒนธรรมร่วมก่อนยุค AEC
กระสือไม่ได้ดำรงอยู่เพียงลำพังในจารีตความเชื่อของไทย หากแต่มีชาติพันธุ์ในระบบความเชื่อร่วมกระจายอยู่ทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น “ปินังกาลัน” (Penanggalan) ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย “มานานังกัล” (Manananggal) ในฟิลิปปินส์ และ “ม่าไล๋” (Ma lai) ในเวียดนาม นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ทางมานุษยวิทยาว่า ผู้คนในแถบนี้มีการส่งออกและแบ่งปันวัฒนธรรม "หัวลอยพร้อมพวงไส้" ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ก่อนการเกิดขึ้นของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน
อากาศพลศาสตร์แห่งความหิวและระบบพลังงานแสงเย็น
เมื่อลองแปรเปลี่ยนมุมมองและวิเคราะห์โครงสร้างทางกายภาพของกระสือผ่านหลักวิศวกรรมและการบิน จะพบข้อเท็จจริงทางกลศาสตร์ที่น่าสนใจดังนี้:
-
ระบบควบคุมเสถียรภาพโดยลำไส้ (Intestinal Stability Control): ตามหลักฟิสิกส์ การที่หัวมนุษย์ซึ่งมีมวลหนาแน่นจะลอยตัวได้โดยปราศจากปีกหรือไอพ่นถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่พวงไส้ที่ขดไปมาและห้อยยาวลงมาของกระสือ ทำหน้าที่เป็น "ลูกตุ้มถ่วง" (Pendulum) ช่วยรักษาจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ไม่ให้ส่วนหัวหมุนคว้างกลางอากาศยามปะทะกระแสลม โดยใช้กล้ามเนื้อหลอดอาหารและลำไส้โบกสะบัดเพื่อขับเคลื่อนมวลอากาศ (Propulsion) พุ่งไปข้างหน้า
-
อุณหพลศาสตร์ของแสงเย็น (Bioluminescence & Thermodynamics): แสงวูบวาบสีเขียวอมฟ้าใต้ศอของกระสือ ถือเป็นระบบการแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงตามหลักเทอร์โมไดนามิกส์ เนื่องจากเป็น "แสงเย็น" ที่ปราศจากความร้อนเช่นเดียวกับหิ่งห้อย ในเชิงชีววิทยาทางเลือก นี่คือสภาวะการพึ่งพากัน (Symbiosis) ระหว่างมนุษย์กับแบคทีเรียเรืองแสงพิเศษในระบบทางเดินอาหาร ที่ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์สดคาวให้กลายเป็นพลังงานโฟตอน (Photon) เพื่อนำทางและพรางตัวในความมืด
สุนทรียศาสตร์แห่งความสยองขวัญ: ทำไมต้องเป็นสตรี?
ในเชิงมานุษยวิทยาและศิลปะ เหตุผลที่รูปลักษณ์ของกระสือต้องจำกัดอยู่เฉพาะเพศหญิง เป็นเพราะความต้องการสร้าง "ความย้อนแย้งที่รุนแรง" (Contrast) ใบหน้าของสตรีคือตัวแทนของความอ่อนโยน การโอบอุ้ม และการให้กำเนิดชีวิต เมื่อภาพดังกล่าวถูกกระชากออกมาร่วมกับพวงไส้และตับไตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดิบเถื่อนและความตาย จึงก่อให้เกิดสภาวะจิตวิทยาที่เรียกว่า Uncanny หรือความประหลาดล้ำที่สะเทือนอารมณ์มนุษย์ได้ลึกที่สุด นอกจากนี้ เส้นผมที่สยายยาวของผู้หญิงยังช่วยสร้างความสมดุลเชิงทัศนียภาพ (Harmony) ร่วมกับสายรกและพวงไส้ที่พะรุงพะรัง ต่างจากหากเป็นเพศชายที่อาจให้ภาพลักษณ์ของเศษซากสงครามหรืออุบัติเหตุทางกายภาพมากกว่าความสุนทรีย์อันสยองขวัญ
จากดวงไฟในปกรณัม สู่สยองขวัญแบบภาพยนตร์ (Cinematic Re-design)
ภาพจำของกระสือที่มีหัวกับพวงไส้เด่นชัด ไม่ได้เป็นคติความเชื่อดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรืออยุธยา เพราะในหลักฐานวรรณกรรมโบราณ กระสือปรากฏตัวเป็นเพียง "ดวงไฟวูบวาบ" ตามธรรมชาติเท่านั้น ทว่าภาพลักษณ์กึ่งชีวะกึ่งไสยะในปัจจุบัน ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยฝีมือของ อาจารย์ทวี วิษณุกร นักวาดการ์ตูนไทยผู้ให้กำเนิดผลงาน “กระสือสาว” ในนิตยสารหนูจ๋า เมื่อปี พ.ศ. 2511 ก่อนที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุค 70 จะนำไปขยายความต่อ นี่คือหลักฐานทางวัฒนธรรมที่แสดงว่า สังคมไทยมีการออกแบบและปรับปรุง (Re-design) ผีโบราณให้มีโครงสร้างทางกายภาพที่ชัดเจน เพื่อตอบสนองความบันเทิงในระบบแสงและเสียงสมัยใหม่
ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และปัญหาอัตลักษณ์แห่งตัวตน
เงื่อนไขทางเวลาที่กระสือต้องกลับคืนสู่ร่างเนื้อก่อนรุ่งสาง นำมาซึ่งข้อสมมติฐานทางนิเวศวิทยาเกี่ยวกับระบบนำทาง (Homing Instinct) หากนกอพยพใช้สนามแม่เหล็กโลก กระสือก็อาจใช้กลิ่นเฉพาะของร่างตนเองในการระบุพิกัด ซึ่งจำกัดด้วยช่องสัญญาณ (Bandwidth) ของกลิ่น เป็นเหตุผลรองรับว่าเหตุใดในหนึ่งผืนป่าหรือหนึ่งหมู่บ้านจึงไม่ปรากฏกระสือซ้ำซ้อนกันเพราะอาจทำให้ระบบระบุพิกัดเกิดความล้มเหลว (Crash)
ในมุมมองทางชีววิทยาและการแพทย์ สมองคือศูนย์กลางของความทรงจำและอัตลักษณ์ ส่วนร่างกายคือระบบสนับสนุน (Life Support) กระสือได้พิสูจน์สมมติฐานนี้อย่างสุดโต่งด้วยการทิ้งร่างกายไว้เบื้องหลัง แล้วพาเพียงก้อนสมองและระบบย่อยอาหารออกไปเผชิญโลก มันคือภาพสะท้อนของการแยกจิตสำนึกออกจากร่างเนื้อ (Mind Uploading) ในรูปแบบไซไฟพื้นบ้านที่เกิดขึ้นก่อนยุคอินเทอร์เน็ต
พฤติกรรมและการดำรงอยู่ของกระสือจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าไร้สาระ หากแต่เป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ ในชีวิตประจำวัน เราต่างแยก "หัว" ออกจาก "ร่างกาย" อยู่ตลอดเวลาผ่านการคิดอย่างหนึ่งแต่กระทำอีกอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่เรานั่งนิ่งอยู่กับที่แต่ปล่อยให้จิตสำนึกและสายตาโลดแล่นไปในโลกเสมือนผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟนยามค่ำคืน เรากำลังดำเนินปฏิบัติการแยกส่วนไม่ต่างจากกระสือ เพียงแค่เปลี่ยนจากการใช้พวงไส้เป็นการใช้สัญญาณเครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi) และเปลี่ยนจากแสงเย็นสีเขียวใต้ลำคอ มาเป็นแสงสีฟ้าที่สะท้อนอยู่บนใบหน้าของเราเอง
เขียนโดย แด๊ดดี้จอแดน โค้ดชีวิตพลิกชะตา
5 มหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่า “เดินเหนื่อยที่สุดในไทย”
5 ประเทศจิ๋ว สุดน่าอยู่ ที่หลายคนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลก
ซองกันชื้น ในซองขนม เอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย
ข้าราชการที่กู้ยืมเงินมากที่สุดในไทย
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
เมืองที่เงินเดือนน้อยแต่อยู่สบายที่สุดในประเทศไทย
เขื่อนดินที่มีความยาวสันเขื่อนมากที่สุดในประเทศไทย
ทำไม "ข้าวกะเพราร้านข้างทาง" ถึงอร่อยสะท้านใจกว่าร้านหรูแพงระยับ?
จังหวัดที่คนทำงานเริ่มย้ายออก
ก่อนเปลี่ยนรถ ลองดูค่าใช้จ่าย 3 ปี EV ไฮบริด น้ำมัน แบบไหนคุ้มกว่า
สลัมลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โรงเรียนที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทย







