หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ดูกันให้ชัด ๆ! นี่คือหน้าตาของ "เหา" สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่อยู่คู่มนุษย์มานับล้านปี

เขียนโดย dukedick

เมื่อพูดถึง “เหา” หลายคนมักนึกถึงปัญหากวนใจในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยเรียนที่เด็ก ๆ ต้องอยู่ใกล้ชิดกันตลอดวัน ทั้งเล่น เรียน หรือทำกิจกรรมร่วมกัน จึงไม่น่าแปลกที่เหาจะเป็นแขกไม่ได้รับเชิญที่พบได้บ่อยในโรงเรียน เหา หรือ Head Lice เป็นแมลงขนาดเล็กไม่มีปีก ใช้ชีวิตแบบปรสิตโดยอาศัยดูดเลือดจากหนังศีรษะของมนุษย์เป็นอาหาร แม้ตัวจะเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับไม่เล็กตาม เพราะทั้งทำให้คัน รำคาญ เสียความมั่นใจ และอาจลุกลามไปสู่การติดเชื้อจากการเกาได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ เหาตัวเต็มวัยมีขนาดเพียงประมาณ 2–3 มิลลิเมตร ใกล้เคียงกับเมล็ดงา สีของมันอาจดูเป็นสีเทา ขาว หรือออกน้ำตาลอมแดง โดยเฉพาะหลังดูดเลือดจนเต็มท้อง ส่วนที่หลายคนมักสับสนกับรังแคก็คือ “ไข่เหา” หรือ nits ซึ่งเป็นเม็ดเล็กสีขาวหรือเหลือง ติดแน่นอยู่บริเวณโคนเส้นผม ความต่างสำคัญคือรังแคมักปัดออกง่าย แต่ไข่เหาจะเกาะแน่นราวกับถูกกาวยึดไว้ จึงไม่หลุดออกง่าย ๆ ภาพประกอบชุดนี้ช่วยให้เห็นทั้งตัวเหา ไข่เหา และลักษณะการเกาะอยู่บนเส้นผมได้ชัดขึ้น

ในทางชีววิทยา วงจรชีวิตของเหาค่อนข้างรวดเร็ว เริ่มจากระยะไข่ซึ่งใช้เวลาฟักประมาณ 7–10 วัน จากนั้นจะกลายเป็นตัวอ่อนหรือ  และเริ่มดูดเลือดได้ทันทีเมื่อออกจากไข่ เมื่อเติบโตเต็มที่ เหาจะมีอายุบนศีรษะคนได้ราว 30 วัน และในช่วงชีวิตสั้น ๆ นี้ ตัวเมียสามารถวางไข่ได้วันละประมาณ 7–10 ฟอง นั่นหมายความว่าหากปล่อยไว้โดยไม่จัดการ ปริมาณเหาอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน

แม้หลายคนจะรู้สึกเหมือนเหาเป็นแมลงที่ “แพร่กระจายเก่ง” แต่ความจริงคือเหาไม่สามารถบินหรือกระโดดได้ การติดต่อจึงเกิดขึ้นจากการสัมผัสโดยตรงเป็นหลัก เช่น การเอาศีรษะชนกันหรืออยู่ใกล้ชิดกันมาก ๆ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน นอกจากนี้ การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น หวี หมวก ผ้าเช็ดตัว หรือหมอน ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เหาแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ ดังนั้นการระบาดของเหาในบ้านหรือในห้องเรียนจึงมักเกิดจากความใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน มากกว่าจะเกี่ยวกับสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว

อาการเด่นที่สุดเมื่อเป็นเหาคือ “คัน” ซึ่งไม่ได้เกิดจากการที่เหาเดินไปมาเท่านั้น แต่เกิดจากปฏิกิริยาแพ้น้ำลายของเหาขณะดูดเลือด หลายคนจึงรู้สึกคันมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยและหลังหู บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างคลานอยู่บนหนังศีรษะหรือเส้นผมตลอดเวลา ความรำคาญนี้มักทำให้เผลอเกาจนเกิดรอยถลอก และหากเการุนแรงหรือเกาซ้ำ ๆ ก็อาจทำให้เกิดแผลและมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ความคัน แต่รวมถึงสุขภาพหนังศีรษะโดยรวมด้วย

ข่าวดีคือ เหาเป็นปัญหาที่จัดการได้ หากรู้วิธีรักษาอย่างถูกต้อง วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือการใช้ยาฆ่าเหา ซึ่งมีทั้งในรูปแบบแชมพูและครีมนวด การรักษาควรทำซ้ำอีกครั้งหลังครั้งแรกประมาณ 7–10 วัน เพื่อกำจัดตัวอ่อนที่เพิ่งฟักจากไข่ซึ่งอาจรอดจากการรักษารอบแรก นอกจากยาแล้ว  เพราะช่วยดึงทั้งตัวเหาและไข่ออกจากเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะต้องอาศัยความอดทนและความละเอียดมากสักหน่อย แต่เป็นขั้นตอนที่ช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้มาก

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือการดูแลสิ่งของรอบตัว เพราะแม้เหาจะอยู่บนศีรษะเป็นหลัก แต่ของใช้ที่สัมผัสใกล้ชิดก็ควรได้รับการทำความสะอาดไปพร้อมกัน ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน หรือผ้าเช็ดตัวควรซักให้สะอาด ส่วนหวีหรืออุปกรณ์แต่งผมควรแช่ในน้ำร้อนประมาณ 55–60 องศาเซลเซียส นาน 5–10 นาที เพื่อช่วยลดโอกาสที่เหาจะยังหลงเหลืออยู่ ขณะเดียวกัน การไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะหวีและหมวก ก็เป็นมาตรการป้องกันง่าย ๆ ที่ได้ผลดีอย่างมาก

สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจใหม่คือ การมีเหาไม่ได้แปลว่าเป็นคนสกปรกเสมอไป เหาสามารถอาศัยอยู่ได้กับผมทุกประเภท ไม่ว่าจะสะอาดหรือไม่ ขอเพียงมีหนังศีรษะและเลือดให้ดูดกินก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับอีกความเชื่อหนึ่งที่ควรรู้ไว้ คือเหาไม่สามารถไปอาศัยอยู่บนตัวสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขหรือแมวได้ เพราะเหาในคนมีความจำเพาะกับมนุษย์ นั่นจึงหมายความว่าปัญหาเหาไม่ใช่เรื่องของความสกปรกหรือสัตว์เลี้ยงในบ้าน แต่เป็นเรื่องของการสัมผัสใกล้ชิดและการดูแลป้องกันที่เหมาะสม

ท้ายที่สุด เหาอาจเป็นแมลงตัวจิ๋วที่หลายคนมองข้าม แต่เมื่อมันเข้ามาอยู่บนศีรษะเมื่อไร ความวุ่นวายก็ตามมาไม่น้อย การรู้จักลักษณะของมัน เข้าใจวงจรชีวิต รู้ช่องทางการติดต่อ  จะช่วยให้รับมือกับปัญหานี้ได้อย่างถูกต้องและไม่ตื่นตระหนกเกินไป เพราะบางครั้งความรู้ที่ถูกต้อง ก็เป็น “หวีเสนียด” ชั้นดีที่ช่วยจัดการกับเรื่องกวนใจได้ตั้งแต่ต้น

เนื้อหาโดย: dukedick
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
dukedick's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 179 ครั้ง
เขียนโดย dukedick
สวัสดีครับ ผมเป็นนักเขียนที่ชอบงานเขียนทางด้านเกร็ดความรู้ต่างๆ ไม่วาจะเป็นเกี่ยวกับสัตว์โลกน่ารัก หรือ เกร็ดความรู้ และเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?"Tupai King" ราชาของทุเรียนที่มีรสชาติเอร็ดอร่อย และหาทานได้ยากที่สุดชนิดหนึ่งโรงเรียนเอกชนชื่อดังและเก่าแก่ที่ปิดกิจการไปแล้ววิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?หนึ่งชาติสองดินแดน : รู้จัก 4 ประเทศที่ตั้งอยู่บนสองทวีปสิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/5/69มหาลัยที่มีเด็กเรียนจบมากที่สุดในไทยใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เอง5 มหาลัยเอกชนที่เด็กไทยนิยมเรียนที่สุดอำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ5 (ต่าง)จังหวัด ที่สอบติดหมอมากที่สุดในประเทศไทย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
รู้หรือไม่!ประเทศไทยก็ปลูกแอปเปิ้ล ได้นะเปิดประวัติเครื่องหมาย # จากปุ่มโทรศัพท์ สู่สัญลักษณ์เปลี่ยนโลก!รีวิวหนัง HONEST THIEF ทรชนปล้นชั่ว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
รอน วีสลีย์ แผลในใจวัยเด็กกับ "พี่น้องแกล้งกัน"รู้หรือไม่!ประเทศไทยก็ปลูกแอปเปิ้ล ได้นะเมืองที่มี “ความเครียด” ที่สุดในโลก4 ของเก่า ที่แพงที่สุดในโลก
ตั้งกระทู้ใหม่