การทําลาย “ขีดจํากัดบน” ของคุณ และวิธีที่ผู้คนเหนี่ยวรั้งตัวเองไม่ให้ มีความสุขที่แท้จริง
คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีความสุข พวกเขาจึงไม่มีความสุขจริง ๆ แค่ไม่รู้ตัวเท่านั้น
คนเราถูกกำหนดมาให้ไล่ตามความปรารถนาสูงสุดของตัวเองไม่ว่าจะ ยากเย็นแค่ไหนก็ตาม (ลองจินตนาการถึงผู้คนที่ดูเหมือนมีพลังเหนือมนุษย์เวลาเผชิญสถานการณ์คับขันที่ชี้เป็นชี้ตายดูสิ)
ประเด็นอยู่ที่ว่าความปรารถนาสูงสุดนั้นคืออะไร หลาย ๆ ครั้งมันคือความสบายใจ ไม่ก็ความคุ้นเคย เหตุผลที่คนเราต่อต้านความสุขมีอยู่หลายข้อด้วยกัน แต่เหตุผลจํานวนมากเกี่ยวข้องกับการทึกทักเอาเองว่าความสุขหมายถึงการเลิกไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ไม่มีใครอยากเชื่อว่าความสุขเป็นสิ่งที่เลือกได้ เพราะมันหมายความว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบความสุขของตัวเอง
นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่คนเราสงสารตัวเอง เพื่อผัดผ่อนการลงมือทําและโวยวายใส่จักรวาล ราวกับว่า ยิ่งบ่นว่าสิ่งต่าง ๆ เลวร้ายมากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ที่จะมีคนแก้ไขมันก็จะ มากขึ้นเท่านั้น
ความสุขไม่ใช่ความรู้สึกเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเหตุการณ์ที่ไร้แบบแผนดําเนินไปในทางที่คุณคิดว่าควรจะเป็น นั่นไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน
ความสุขที่แท้จริงเป็นผลมาจากการฝึกฝนตัวเองอย่างตั้งใจและมีสติในทุกวันและมันเริ่มต้นจากการให้คํามั่นว่าจะทําเช่นนั้น
ทุกคนล้วนมีความทนทานต่อความสุข หรือที่เรียกว่าขีดจํากัดบน (Upper limit) ซึ่งเป็นคําที่คิดค้นขึ้นโดยเกย์ เฮนดริกส์" มันหมายถึงขอบเขต ที่เรายอมให้ตัวเองรู้สึกดี ส่วนนักจิตวิทยาคนอื่น ๆ ใช้คําว่า “เส้นฐาน (Base- line)” ซึ่งหมายถึงระดับความสุขที่เรารู้สึก “ตามธรรมชาติ” และหวนกลับ ไปหาในท้ายที่สุด แม้เหตุการณ์หรือสถานการณ์บางอย่างจะทําให้ระดับความสุขของเราเปลี่ยนแปลงไปชั่วคราวก็ตาม
ที่เราไม่ยอมให้เส้นฐานความสุขของตัวเองเปลี่ยนไปมีสาเหตุมาจาก ขีดจํากัดบนนี่เอง โดยทันทีที่สถานการณ์หนึ่ง ๆ ทําให้เรามีความสุขเกินกว่า ระดับที่คุ้นเคย เราก็เริ่มจะบ่อนทําลายตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราถูกกําหนดมาให้แสวงหาสิ่งที่รู้จัก ดังนั้น แม้เราคิดว่าตัวเองกําลัง ไล่ตามความสุข แต่จริง ๆ แล้วเรากําลังพยายามมองหาสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคย มากที่สุด และเราทําเช่นนี้กับเรื่องต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่เป็นอุปสรรค ทางจิตวิทยาจํานวนหนึ่งที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เราได้ใช้ชีวิตที่ต้องการ ต่อไปนี้คืออุปสรรคอื่น ๆ
1.ทุกคนมีความทนทานต่อความสุขที่จํากัด เมื่อสิ่งต่าง ๆ ทําให้เรามีความสุขเกินขีดจํากัด เราก็จะบ่อนทําลายตัวเองเพื่อ กลับไปสู่คอมฟอร์ตโซนอีกครั้ง คําแนะนําที่บอกให้เราออกจากคอมฟอร์ตโซน นั้นทั้งเกร่อและน่าเบื่อ แต่ก็สําคัญตรงที่ช่วยให้เราสบายใจกับความอึดอัดใจและนี่เป็นวิธีเพิ่มระดับความทนทานต่อความสุข
- มี “ขีดจํากัดของความน่าคบหา" ซึ่งคนเรายินดีที่จะไม่ข้ามไป พูด อีกอย่างว่า ทุกคนมีระดับ “ความสําเร็จ” ที่ตัวเองมองว่าน่าพึงพอใจ และไม่ทําให้ผู้อื่นรู้สึกถูกคุกคามความฝัน ผู้คนทําสิ่งต่าง ๆ โดยมากก็เพื่อให้ตัวเอง “ได้รับ” ความรัก มีความปรารถนา และความทะเยอทะยานมากมายที่เกิดจากความรู้สึกขาดแคลนอย่าง รุนแรง ด้วยเหตุนี้ คนที่รู้สึกขาดแคลนบางคนจึงเป็นคนที่ประสบความสําเร็จ มากที่สุดด้วย เพราะพวกเขาใช้ความปรารถนาที่จะได้รับความรัก การยอมรับ และการเติมเต็มเป็นแรงผลักดัน ไม่ว่าจะดีหรือแย่ก็ตาม ประเด็นคือ เมื่อเราประสบความสําเร็จจนถึงจุดที่คิดว่าคนอื่นจะตัดสิน และหัวเราะเยาะเรา (ไม่ใช่กล่าวชื่นชม)
ทันใดนั้นเราก็จํากัดโอกาสที่ตัวเอง จะประสบความสําเร็จมากขึ้น ไม่ก็พูดเหมือนความสําเร็จของตัวเองไม่ได้สลักสําคัญเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคนที่เราอยากได้รับการยอมรับ จากพวกเขา (คนเราไม่ได้ให้ความสําคัญกับอัตตาและวัตถุมากกว่าความรัก แต่คิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะทําให้ได้รับความรัก)
- คนส่วนใหญ่ชอบความสบายใจซึ่งเกิดจากสิ่งที่รู้จัก มากกว่าความ เปราะบางซึ่งเกิดจากสิ่งที่ไม่รู้จัก แม้แต่ในตอนที่ “สิ่งที่ไม่รู้จัก” จะดีกว่ามากเมื่อพิจารณาอย่างเป็นกลางก็ตาม ถ้าเรานิยามคําว่า “ความสุข” ในแง่ของสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาโดยเนื้อแท้ (เช่น ความสบายใจ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และการมีเป้าหมาย) เสียใหม่ เราก็สามารถเลือกที่จะแสวงหาความสบายใจจากสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง
- หลายคนกลัวว่า “การมีความสุข” คือการเลิกไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยแก่นแท้แล้วความสุขหมายถึงการยอมรับ เรามีความสุขเมื่อไปถึงเป้าหมาย สุดท้าย เข้าเส้นชัย และปล่อยให้คลื่นความสําเร็จซัดผ่านเราไป การที่เรา เลือกจะมีความสุขในทุก ๆ วันอาจดูเหมือนว่าเส้นทางอันยาวไกลสิ้นสุดลงแล้ว เราจึงเชื่อมโยง “ความสุข” และ “การยอมรับ” เข้ากับ “การล้มเลิก” โดย ไม่รู้ตัว แต่ความจริงนั้นตรงกันข้ามเลยต่างหาก เส้นทางสู่ชีวิตที่ยอดเยี่ยม กว่าเดิมไม่ใช่ “การทนทุกข์จนกว่าจะบรรลุบางสิ่ง” แต่เป็นการปล่อยให้ ความสุข ความรู้สึกขอบคุณ ความหมาย และเป้าหมายค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ทีละเล็กละน้อย
5.คนเราผัดผ่อนการลงมือทําเมื่อรู้ว่าต้องทําอะไร และการรู้แต่ไม่ลงมือทําก็ทําให้ทุกข์ทรมาน
โดยส่วนใหญ่แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องของการไม่รู้ว่าต้องทําอะไร (หรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร) แต่เป็นการรู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไรแต่ก็เลือกทําสิ่งที่ง่ายดาย รวมถึงรู้ว่าสิ่งที่ดีในระยะยาวคืออะไรแต่ก็เลือกทําสิ่งที่ดีที่สุดในระยะสั้น
เราได้ยินเสียงสัญชาตญาณของตัวเองอยู่ตลอด แต่เราแค่ไม่ฟังมัน บ่อเกิด หนึ่งเดียวของความอึดอัดใจที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การรู้ว่าต้องทําอะไรแต่ไม่ลงมือทํา เราเสพติดการผัดวันประกันพรุ่งและหมกมุ่นกับสิ่งที่ช่วยเบี่ยงเบน ความสนใจ เราไม่ลงมือทําทันทีโดยคิดไปเองว่านั่นเปิดโอกาสให้สิ่งที่ต้องทํา มีการเปลี่ยนแปลง ทว่าจริง ๆ แล้วเรารังแต่จะทําให้ตัวเองรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้น ต่างหาก (แล้วเราก็ทุกข์ทรมานโดยไม่จําเป็น)
6.คนเราเชื่อว่าการไม่ยินดียินร้ายคือสิ่งที่ปลอดภัย
คนเราต่างหวาดกลัวที่จะสูญเสียสิ่งต่าง ๆ และผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต บางคนพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวดด้วยการทําราวกับว่าไม่ต้องการสิ่งของและผู้คนเหล่านั้นตั้งแต่แรก
ประเด็นที่ซ่อนอยู่คือ แน่นอนว่า ทุกสิ่งล้วนมีจุดจบและไม่คงทนถาวร แต่การสูญเสียก็ทําให้ชีวิตมีความหมาย ด้วยเช่นกัน เมื่อคุณสามารถยอมให้ตัวเองได้สูญเสียสิ่งที่มี มันก็จะกลายเป็น สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ล้ําค่า และน่าอัศจรรย์ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อสูญเสียไปแล้ว คุณเจ็บปวดแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณเจ็บปวดเพื่ออะไร คุณสามารถเลือกได้ว่า จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทําให้รู้สึกดี จะได้ไม่ต้องเผชิญการสูญเสียและไม่ยินดียินร้ายหรือมีชีวิตอันยอดเยี่ยมและเสียใจแทบคลั่งเมื่อสูญเสียสิ่งที่ทําให้มีความสุขไป แต่อย่างน้อยคุณก็ได้มีช่วงเวลาที่ดีก่อนที่มันจะจบลง
- มีเพียงไม่กี่คนที่รู้วิธีฝึกที่จะรู้สึกดี (และรู้ว่าทําไมจึงต้องฝึก) เป็นเรื่องสําคัญที่คุณต้องขยายขีดจํากัดบน ต้นเส้นฐานขึ้นไป และซึมซับ เรื่องราวบทใหม่ของชีวิตโดยไม่บ่อนทําลายมันเพราะรู้สึกไม่คุ้นเคย การฝึก ที่จะรู้สึกดีคือการปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกดีจริง ๆ อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ยืดช่วงเวลานั้น ออกไปสักสองสามวินาที พิจารณาสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณ และปล่อยให้ความ รู้สึกนั้นพัดผ่านคุณไปให้มากที่สุด จงแสวงหาสิ่งที่ทําให้รู้สึกดี แล้วคุณจะพบว่าขอบเขตที่คุณยอมให้ตัวเองรู้สึกดีขยายตัวขึ้นเมื่อคุณตัดสินใจให้มันเป็นเช่นนั้น
8.คนเราคิดว่าความสุขเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่เกิดจาก สถานการณ์ ไม่ได้เกิดจากการเลือกและการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ / การตระหนักรู้
หลายคนดูจะยึดมั่นอย่างแน่วแน่กับความเชื่อที่ว่าสถานการณ์คือตัวกําหนดความสุข ซึ่งก็สมเหตุสมผล เราก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกันด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือ มันง่ายกว่า ทั้งยังเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการรับมือกับอารมณ์ของ ตัวเองในแต่ละวัน ความเชื่อดังกล่าวดูจะมีเหตุผลและทําตามได้ง่าย แล้ว ทําไมเราถึงไม่ยึดถือเช่นนั้นอย่างกล้าหาญต่อไปล่ะ
เหตุผลคือท้ายที่สุดแล้วมันเป็นความเชื่อที่ผิดน่ะสิ มันหมายความว่าเราต้องรอคอยจนกว่าตัวเอง จะมีความสุข และอย่างที่รู้กันว่าถ้าเราไม่ดันเส้นฐานของตัวเองให้สูงขึ้นจริงๆ เราก็จะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการแตะเส้นฐานที่เราคิดว่าสูงต่อไป ข้อมูลสถิติ ระบุว่าบางประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลกเป็นประเทศที่ถือว่ายากจน คนที่มีชื่อเสียงและใช้ชีวิตอย่างสงบที่สุดบางคนก็จากโลกใบนี้ไปโดยแทบไม่มีเงิน สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือการมีเป้าหมาย การรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่ม และความรัก ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะสัมผัสและบ่มเพาะขึ้นมา ได้ ไม่ว่าสถานการณ์ทางกายภาพและวัตถุจะเป็นอย่างไร
- คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าการขยับเส้นฐานนั้นเป็นไปได้ เพราะเข้าใจผิดว่ามัน เป็น “ธรรมชาติของคนคนหนึ่ง” มาโดยตลอด สิ่งที่ฉันได้ยินมาเป็นพันครั้งคือ ผู้หญิงที่วิตกกังวลพูดว่า “ฉันก็เป็นของฉัน แบบนี้" หรือผู้ชายที่กลัวอย่างไร้เหตุผลบอกว่ามันเป็น “ลักษณะนิสัยของเขา" ประเด็นสําคัญคือ ความรู้สึกเหล่านี้โดยเฉพาะความวิตกกังวลและความกลัว ไม่จําเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของเรา เว้นแต่เราจะตัดสินใจให้เป็นเช่นนั้น อันที่จริง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเราเลย แต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
มันคือการตอบสนองของความทะนงตนที่เกิดขึ้นโดยไม่ถูกยับยั้ง เป็นเหมือน สัญญาณเตือนจากตัวตนลึก ๆ ที่บอกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ แต่เราก็เลี่ยงที่จะสร้าง การเปลี่ยนแปลง (โดยเบี่ยงประเด็นว่าสถานการณ์นั้นควบคุมไม่ได้)
- คนเราเชื่อว่าความทุกข์ทรมานทําให้ตัวเองมีคุณค่าการมีสิ่งดี ๆ ในชีวิตโดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอาจทําให้รู้สึกว่าเรายังไม่ “คู่ควร” กับสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ มันจึงไม่ใช่ของเราโดยสมบูรณ์ ในอีกทางหนึ่ง ความคิด ที่ว่าสิ่งที่สวยงามและน่าพอใจสามารถเป็นของเราได้โดยไม่ต้องทําอะไร ก็น่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะนั่นหมายความว่าสิ่งที่เลวร้ายก็อาจเกิดขึ้นกับเราโดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน
- หลายคนเชื่อว่าตัวเองสามารถเอาชนะความกลัวได้จนถึงที่สุด ความกังวลเป็นสิ่งทีฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตก ท้ายที่สุดมันคือการ เบี่ยงเบนความสนใจจากข้อเท็จจริงที่ว่าเรากําลังล่องลอยอยู่ระหว่างสองสิ่งที่สุดขั้ว ได้แก่ การไม่ใส่ใจอะไรเลยกับการใส่ใจมากเกินไปจนมันทําลายเรา
ความกังวลทําให้เราเตรียมพร้อมสําหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจ เกิดขึ้น เราจะได้ไม่เจ็บปวดมากนักถ้ามันเกิดขึ้นจริง ๆ เราพิจารณาทุก ความเป็นไปได้ที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะได้หาคําอธิบาย และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่มันจะจู่โจมเราโดยไม่ทันตั้งตัว เราพยายาม จินตนาการถึงทุกคําพูด “แย่ ๆ” ที่คนอื่นอาจพูดถึงเรา พวกเขาจะได้ หมดโอกาสพูดคําเหล่านั้นออกมาเป็นคนแรก
ทว่าการทําแบบนี้ไม่ช่วยอะไร เพราะเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสิ่งที่ยากลําบาก จะเกิดขึ้นไหม รวมถึงจริง ๆ แล้วคนอื่นคิดอะไรและคิดบ่อยแค่ไหน เรา ไม่สามารถเตรียมรับมือกับความกลัวที่ไร้เหตุผลได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราไม่มีทางเอาชนะความกลัวได้จนถึงที่สุดและไม่อาจใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด เรากําลังไล่ตาม สิ่งเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแข็งขันต่างหาก
- คนที่มีความสุขมักถูกมองว่าไร้เดียงสาและเปราะบาง คนที่มีความสุขมักถูกตีตราว่าหัวทึบ ไม่รู้เรื่องรู้ราว มองโลกในแง่ดีเพื่อหลอก ตัวเอง และไม่อยู่กับความเป็นจริง แต่ผู้ที่มองคนที่มีความสุขในแง่นั้นทํา ทุกวิถีทางเพื่อแก้ต่างเรื่องเชิงลบในชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองควบคุมไม่ได้ คนที่ไร้เดียงสาและเปราะบางจริง ๆ คือคนที่ไม่เลือกชีวิตที่ดีกว่าเดิมต่างหาก ในขณะที่ “คนที่มีความสุข” อาจสูญเสียทุกสิ่งที่มี แต่คนที่ไม่เคยเลือกที่จะ รับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ไม่มีทางได้ครอบครองสิ่งใด
9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทย
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา
สถิติเลขท้ายสองตัวงวดกลางเดือน 10 ปีย้อนหลัง บวกมุมมองวันพระใหญ่ปลายเดือนสิงหา งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569
จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้าน
เลขมงคล "เพชรกล้า เด็กชายนำโชค" 16 สิงหาคม 2569
พี่บ่าว ปู่วัดสายป่า เปิดแนวทางเลขงวด 16 สิงหาคม 2569 ลุ้น 760-60-70-76 ล่าง 85
รุ่นพี่ ม.6 เทพฯ นนท์ สุดทน! ขอพูดบ้าง หลังเห็นกระแสโทษโรงเรียน ลั่น “คนทำไม่ปกติ อย่าโยนความผิดให้ใคร”
“งวดสุดท้าย” หลวงพ่อไห้ 16 ส.ค. 69
รู้จัก “อู๋จุน” จากนักเต้นคัฟเวอร์ สู่นักแสดงและยูทูบเบอร์ 10 ล้านซับ
10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุด
ความลับพริกน้ำปลา ทำไมบางร้านวางหลายวันแล้วพริกยังดูสดไม่ดำคล้ำ
กำแพงเมืองจีนสร้างไว้กันใคร ประโยชน์ไม่ใช่แค่ป้องกันมองโกลอย่างเดียว
9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทย
ส่องบัญชีทรัพย์สิน นายก อบจ. นนทบุรี หลังถูกบุกยิง
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา
แคปชั่นวันแม่ สั้นๆ กวนๆ ฮาๆ ซึ้งๆ เอาไว้โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
เปิดจอ = ปิดปาก? ทำไม "กินข้าวไปดูทีวีไป" ถึงกลายเป็นมิวสิกวิดีโอแห่งความเงียบเหงา! 📺🍚
เก๋าสุดในรุ่น “หัสดิน” แบรนด์รถคนไทยยุค 60
ลูกชายกลับบ้านหลังห่าง 1 ปี พบกล่องกองเต็มบ้าน แม่วัย 81 จ่ายค่าสินค้าเดือนละ 6–8 หมื่นเยน