การทําลาย “ขีดจํากัดบน” ของคุณ และวิธีที่ผู้คนเหนี่ยวรั้งตัวเองไม่ให้ มีความสุขที่แท้จริง
เขียนโดย machete007
คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีความสุข พวกเขาจึงไม่มีความสุขจริง ๆ แค่ไม่รู้ตัวเท่านั้น
คนเราถูกกำหนดมาให้ไล่ตามความปรารถนาสูงสุดของตัวเองไม่ว่าจะ ยากเย็นแค่ไหนก็ตาม (ลองจินตนาการถึงผู้คนที่ดูเหมือนมีพลังเหนือมนุษย์เวลาเผชิญสถานการณ์คับขันที่ชี้เป็นชี้ตายดูสิ)
ประเด็นอยู่ที่ว่าความปรารถนาสูงสุดนั้นคืออะไร หลาย ๆ ครั้งมันคือความสบายใจ ไม่ก็ความคุ้นเคย เหตุผลที่คนเราต่อต้านความสุขมีอยู่หลายข้อด้วยกัน แต่เหตุผลจํานวนมากเกี่ยวข้องกับการทึกทักเอาเองว่าความสุขหมายถึงการเลิกไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ไม่มีใครอยากเชื่อว่าความสุขเป็นสิ่งที่เลือกได้ เพราะมันหมายความว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบความสุขของตัวเอง
นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่คนเราสงสารตัวเอง เพื่อผัดผ่อนการลงมือทําและโวยวายใส่จักรวาล ราวกับว่า ยิ่งบ่นว่าสิ่งต่าง ๆ เลวร้ายมากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ที่จะมีคนแก้ไขมันก็จะ มากขึ้นเท่านั้น
ความสุขไม่ใช่ความรู้สึกเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเหตุการณ์ที่ไร้แบบแผนดําเนินไปในทางที่คุณคิดว่าควรจะเป็น นั่นไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน
ความสุขที่แท้จริงเป็นผลมาจากการฝึกฝนตัวเองอย่างตั้งใจและมีสติในทุกวันและมันเริ่มต้นจากการให้คํามั่นว่าจะทําเช่นนั้น
ทุกคนล้วนมีความทนทานต่อความสุข หรือที่เรียกว่าขีดจํากัดบน (Upper limit) ซึ่งเป็นคําที่คิดค้นขึ้นโดยเกย์ เฮนดริกส์" มันหมายถึงขอบเขต ที่เรายอมให้ตัวเองรู้สึกดี ส่วนนักจิตวิทยาคนอื่น ๆ ใช้คําว่า “เส้นฐาน (Base- line)” ซึ่งหมายถึงระดับความสุขที่เรารู้สึก “ตามธรรมชาติ” และหวนกลับ ไปหาในท้ายที่สุด แม้เหตุการณ์หรือสถานการณ์บางอย่างจะทําให้ระดับความสุขของเราเปลี่ยนแปลงไปชั่วคราวก็ตาม
ที่เราไม่ยอมให้เส้นฐานความสุขของตัวเองเปลี่ยนไปมีสาเหตุมาจาก ขีดจํากัดบนนี่เอง โดยทันทีที่สถานการณ์หนึ่ง ๆ ทําให้เรามีความสุขเกินกว่า ระดับที่คุ้นเคย เราก็เริ่มจะบ่อนทําลายตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราถูกกําหนดมาให้แสวงหาสิ่งที่รู้จัก ดังนั้น แม้เราคิดว่าตัวเองกําลัง ไล่ตามความสุข แต่จริง ๆ แล้วเรากําลังพยายามมองหาสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคย มากที่สุด และเราทําเช่นนี้กับเรื่องต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่เป็นอุปสรรค ทางจิตวิทยาจํานวนหนึ่งที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เราได้ใช้ชีวิตที่ต้องการ ต่อไปนี้คืออุปสรรคอื่น ๆ
1.ทุกคนมีความทนทานต่อความสุขที่จํากัด เมื่อสิ่งต่าง ๆ ทําให้เรามีความสุขเกินขีดจํากัด เราก็จะบ่อนทําลายตัวเองเพื่อ กลับไปสู่คอมฟอร์ตโซนอีกครั้ง คําแนะนําที่บอกให้เราออกจากคอมฟอร์ตโซน นั้นทั้งเกร่อและน่าเบื่อ แต่ก็สําคัญตรงที่ช่วยให้เราสบายใจกับความอึดอัดใจและนี่เป็นวิธีเพิ่มระดับความทนทานต่อความสุข
- มี “ขีดจํากัดของความน่าคบหา" ซึ่งคนเรายินดีที่จะไม่ข้ามไป พูด อีกอย่างว่า ทุกคนมีระดับ “ความสําเร็จ” ที่ตัวเองมองว่าน่าพึงพอใจ และไม่ทําให้ผู้อื่นรู้สึกถูกคุกคามความฝัน ผู้คนทําสิ่งต่าง ๆ โดยมากก็เพื่อให้ตัวเอง “ได้รับ” ความรัก มีความปรารถนา และความทะเยอทะยานมากมายที่เกิดจากความรู้สึกขาดแคลนอย่าง รุนแรง ด้วยเหตุนี้ คนที่รู้สึกขาดแคลนบางคนจึงเป็นคนที่ประสบความสําเร็จ มากที่สุดด้วย เพราะพวกเขาใช้ความปรารถนาที่จะได้รับความรัก การยอมรับ และการเติมเต็มเป็นแรงผลักดัน ไม่ว่าจะดีหรือแย่ก็ตาม ประเด็นคือ เมื่อเราประสบความสําเร็จจนถึงจุดที่คิดว่าคนอื่นจะตัดสิน และหัวเราะเยาะเรา (ไม่ใช่กล่าวชื่นชม)
ทันใดนั้นเราก็จํากัดโอกาสที่ตัวเอง จะประสบความสําเร็จมากขึ้น ไม่ก็พูดเหมือนความสําเร็จของตัวเองไม่ได้สลักสําคัญเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคนที่เราอยากได้รับการยอมรับ จากพวกเขา (คนเราไม่ได้ให้ความสําคัญกับอัตตาและวัตถุมากกว่าความรัก แต่คิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะทําให้ได้รับความรัก)
- คนส่วนใหญ่ชอบความสบายใจซึ่งเกิดจากสิ่งที่รู้จัก มากกว่าความ เปราะบางซึ่งเกิดจากสิ่งที่ไม่รู้จัก แม้แต่ในตอนที่ “สิ่งที่ไม่รู้จัก” จะดีกว่ามากเมื่อพิจารณาอย่างเป็นกลางก็ตาม ถ้าเรานิยามคําว่า “ความสุข” ในแง่ของสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาโดยเนื้อแท้ (เช่น ความสบายใจ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และการมีเป้าหมาย) เสียใหม่ เราก็สามารถเลือกที่จะแสวงหาความสบายใจจากสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง
- หลายคนกลัวว่า “การมีความสุข” คือการเลิกไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยแก่นแท้แล้วความสุขหมายถึงการยอมรับ เรามีความสุขเมื่อไปถึงเป้าหมาย สุดท้าย เข้าเส้นชัย และปล่อยให้คลื่นความสําเร็จซัดผ่านเราไป การที่เรา เลือกจะมีความสุขในทุก ๆ วันอาจดูเหมือนว่าเส้นทางอันยาวไกลสิ้นสุดลงแล้ว เราจึงเชื่อมโยง “ความสุข” และ “การยอมรับ” เข้ากับ “การล้มเลิก” โดย ไม่รู้ตัว แต่ความจริงนั้นตรงกันข้ามเลยต่างหาก เส้นทางสู่ชีวิตที่ยอดเยี่ยม กว่าเดิมไม่ใช่ “การทนทุกข์จนกว่าจะบรรลุบางสิ่ง” แต่เป็นการปล่อยให้ ความสุข ความรู้สึกขอบคุณ ความหมาย และเป้าหมายค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ทีละเล็กละน้อย
5.คนเราผัดผ่อนการลงมือทําเมื่อรู้ว่าต้องทําอะไร และการรู้แต่ไม่ลงมือทําก็ทําให้ทุกข์ทรมาน
โดยส่วนใหญ่แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องของการไม่รู้ว่าต้องทําอะไร (หรือไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร) แต่เป็นการรู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไรแต่ก็เลือกทําสิ่งที่ง่ายดาย รวมถึงรู้ว่าสิ่งที่ดีในระยะยาวคืออะไรแต่ก็เลือกทําสิ่งที่ดีที่สุดในระยะสั้น
เราได้ยินเสียงสัญชาตญาณของตัวเองอยู่ตลอด แต่เราแค่ไม่ฟังมัน บ่อเกิด หนึ่งเดียวของความอึดอัดใจที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การรู้ว่าต้องทําอะไรแต่ไม่ลงมือทํา เราเสพติดการผัดวันประกันพรุ่งและหมกมุ่นกับสิ่งที่ช่วยเบี่ยงเบน ความสนใจ เราไม่ลงมือทําทันทีโดยคิดไปเองว่านั่นเปิดโอกาสให้สิ่งที่ต้องทํา มีการเปลี่ยนแปลง ทว่าจริง ๆ แล้วเรารังแต่จะทําให้ตัวเองรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้น ต่างหาก (แล้วเราก็ทุกข์ทรมานโดยไม่จําเป็น)
6.คนเราเชื่อว่าการไม่ยินดียินร้ายคือสิ่งที่ปลอดภัย
คนเราต่างหวาดกลัวที่จะสูญเสียสิ่งต่าง ๆ และผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต บางคนพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวดด้วยการทําราวกับว่าไม่ต้องการสิ่งของและผู้คนเหล่านั้นตั้งแต่แรก
ประเด็นที่ซ่อนอยู่คือ แน่นอนว่า ทุกสิ่งล้วนมีจุดจบและไม่คงทนถาวร แต่การสูญเสียก็ทําให้ชีวิตมีความหมาย ด้วยเช่นกัน เมื่อคุณสามารถยอมให้ตัวเองได้สูญเสียสิ่งที่มี มันก็จะกลายเป็น สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ล้ําค่า และน่าอัศจรรย์ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อสูญเสียไปแล้ว คุณเจ็บปวดแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณเจ็บปวดเพื่ออะไร คุณสามารถเลือกได้ว่า จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทําให้รู้สึกดี จะได้ไม่ต้องเผชิญการสูญเสียและไม่ยินดียินร้ายหรือมีชีวิตอันยอดเยี่ยมและเสียใจแทบคลั่งเมื่อสูญเสียสิ่งที่ทําให้มีความสุขไป แต่อย่างน้อยคุณก็ได้มีช่วงเวลาที่ดีก่อนที่มันจะจบลง
- มีเพียงไม่กี่คนที่รู้วิธีฝึกที่จะรู้สึกดี (และรู้ว่าทําไมจึงต้องฝึก) เป็นเรื่องสําคัญที่คุณต้องขยายขีดจํากัดบน ต้นเส้นฐานขึ้นไป และซึมซับ เรื่องราวบทใหม่ของชีวิตโดยไม่บ่อนทําลายมันเพราะรู้สึกไม่คุ้นเคย การฝึก ที่จะรู้สึกดีคือการปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกดีจริง ๆ อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ยืดช่วงเวลานั้น ออกไปสักสองสามวินาที พิจารณาสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณ และปล่อยให้ความ รู้สึกนั้นพัดผ่านคุณไปให้มากที่สุด จงแสวงหาสิ่งที่ทําให้รู้สึกดี แล้วคุณจะพบว่าขอบเขตที่คุณยอมให้ตัวเองรู้สึกดีขยายตัวขึ้นเมื่อคุณตัดสินใจให้มันเป็นเช่นนั้น
8.คนเราคิดว่าความสุขเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ที่เกิดจาก สถานการณ์ ไม่ได้เกิดจากการเลือกและการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ / การตระหนักรู้
หลายคนดูจะยึดมั่นอย่างแน่วแน่กับความเชื่อที่ว่าสถานการณ์คือตัวกําหนดความสุข ซึ่งก็สมเหตุสมผล เราก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกันด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือ มันง่ายกว่า ทั้งยังเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการรับมือกับอารมณ์ของ ตัวเองในแต่ละวัน ความเชื่อดังกล่าวดูจะมีเหตุผลและทําตามได้ง่าย แล้ว ทําไมเราถึงไม่ยึดถือเช่นนั้นอย่างกล้าหาญต่อไปล่ะ
เหตุผลคือท้ายที่สุดแล้วมันเป็นความเชื่อที่ผิดน่ะสิ มันหมายความว่าเราต้องรอคอยจนกว่าตัวเอง จะมีความสุข และอย่างที่รู้กันว่าถ้าเราไม่ดันเส้นฐานของตัวเองให้สูงขึ้นจริงๆ เราก็จะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการแตะเส้นฐานที่เราคิดว่าสูงต่อไป ข้อมูลสถิติ ระบุว่าบางประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลกเป็นประเทศที่ถือว่ายากจน คนที่มีชื่อเสียงและใช้ชีวิตอย่างสงบที่สุดบางคนก็จากโลกใบนี้ไปโดยแทบไม่มีเงิน สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือการมีเป้าหมาย การรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่ม และความรัก ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะสัมผัสและบ่มเพาะขึ้นมา ได้ ไม่ว่าสถานการณ์ทางกายภาพและวัตถุจะเป็นอย่างไร
- คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าการขยับเส้นฐานนั้นเป็นไปได้ เพราะเข้าใจผิดว่ามัน เป็น “ธรรมชาติของคนคนหนึ่ง” มาโดยตลอด สิ่งที่ฉันได้ยินมาเป็นพันครั้งคือ ผู้หญิงที่วิตกกังวลพูดว่า “ฉันก็เป็นของฉัน แบบนี้" หรือผู้ชายที่กลัวอย่างไร้เหตุผลบอกว่ามันเป็น “ลักษณะนิสัยของเขา" ประเด็นสําคัญคือ ความรู้สึกเหล่านี้โดยเฉพาะความวิตกกังวลและความกลัว ไม่จําเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของเรา เว้นแต่เราจะตัดสินใจให้เป็นเช่นนั้น อันที่จริง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเราเลย แต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
มันคือการตอบสนองของความทะนงตนที่เกิดขึ้นโดยไม่ถูกยับยั้ง เป็นเหมือน สัญญาณเตือนจากตัวตนลึก ๆ ที่บอกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ แต่เราก็เลี่ยงที่จะสร้าง การเปลี่ยนแปลง (โดยเบี่ยงประเด็นว่าสถานการณ์นั้นควบคุมไม่ได้)
- คนเราเชื่อว่าความทุกข์ทรมานทําให้ตัวเองมีคุณค่าการมีสิ่งดี ๆ ในชีวิตโดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอาจทําให้รู้สึกว่าเรายังไม่ “คู่ควร” กับสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ มันจึงไม่ใช่ของเราโดยสมบูรณ์ ในอีกทางหนึ่ง ความคิด ที่ว่าสิ่งที่สวยงามและน่าพอใจสามารถเป็นของเราได้โดยไม่ต้องทําอะไร ก็น่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะนั่นหมายความว่าสิ่งที่เลวร้ายก็อาจเกิดขึ้นกับเราโดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน
- หลายคนเชื่อว่าตัวเองสามารถเอาชนะความกลัวได้จนถึงที่สุด ความกังวลเป็นสิ่งทีฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตก ท้ายที่สุดมันคือการ เบี่ยงเบนความสนใจจากข้อเท็จจริงที่ว่าเรากําลังล่องลอยอยู่ระหว่างสองสิ่งที่สุดขั้ว ได้แก่ การไม่ใส่ใจอะไรเลยกับการใส่ใจมากเกินไปจนมันทําลายเรา
ความกังวลทําให้เราเตรียมพร้อมสําหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจ เกิดขึ้น เราจะได้ไม่เจ็บปวดมากนักถ้ามันเกิดขึ้นจริง ๆ เราพิจารณาทุก ความเป็นไปได้ที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่เราจะได้หาคําอธิบาย และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่มันจะจู่โจมเราโดยไม่ทันตั้งตัว เราพยายาม จินตนาการถึงทุกคําพูด “แย่ ๆ” ที่คนอื่นอาจพูดถึงเรา พวกเขาจะได้ หมดโอกาสพูดคําเหล่านั้นออกมาเป็นคนแรก
ทว่าการทําแบบนี้ไม่ช่วยอะไร เพราะเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสิ่งที่ยากลําบาก จะเกิดขึ้นไหม รวมถึงจริง ๆ แล้วคนอื่นคิดอะไรและคิดบ่อยแค่ไหน เรา ไม่สามารถเตรียมรับมือกับความกลัวที่ไร้เหตุผลได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราไม่มีทางเอาชนะความกลัวได้จนถึงที่สุดและไม่อาจใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด เรากําลังไล่ตาม สิ่งเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแข็งขันต่างหาก
- คนที่มีความสุขมักถูกมองว่าไร้เดียงสาและเปราะบาง คนที่มีความสุขมักถูกตีตราว่าหัวทึบ ไม่รู้เรื่องรู้ราว มองโลกในแง่ดีเพื่อหลอก ตัวเอง และไม่อยู่กับความเป็นจริง แต่ผู้ที่มองคนที่มีความสุขในแง่นั้นทํา ทุกวิถีทางเพื่อแก้ต่างเรื่องเชิงลบในชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองควบคุมไม่ได้ คนที่ไร้เดียงสาและเปราะบางจริง ๆ คือคนที่ไม่เลือกชีวิตที่ดีกว่าเดิมต่างหาก ในขณะที่ “คนที่มีความสุข” อาจสูญเสียทุกสิ่งที่มี แต่คนที่ไม่เคยเลือกที่จะ รับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ไม่มีทางได้ครอบครองสิ่งใด
อำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย
มีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้น
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?
คณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด
5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
ทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่น
"งูเขียวล้วงตับตุ๊กแก" มิตรภาพ หรือ เพชฌฆาต
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
5 อันดับเรียนคณะอะไร เงินเดือนสูงที่สุดในไทย
ศาลสั่งให้ Netflix คืนเงินค่าสมาชิกให้แก่ผู้ใช้งาน 7 ปีย้อนหลัง
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!
"งูเขียวล้วงตับตุ๊กแก" มิตรภาพ หรือ เพชฌฆาต
2จังหวัดที่ทำนาได้ทั้งปี
ประเทศที่มีคนแข่งHyroxเยอะที่สุด
'ฝานฉางอวี้' นางเอกล่าหยก เสน่ห์แรง มีผู้ชายมาชอบถึง 6 คน
แท้จริงครูไทยได้ปิดเทอมกี่วัน
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?



