ความรู้สึกที่คุณเก็บกดเอาไว้กำลังพยายามบอกอะไรคุณ
การจัดการอารมณ์เก่งไม่ใช่เรื่องที่ว่าคุณฝึกตัวเองให้ “ด้านชา” จนรู้สึก “แย่”น้อยครั้งแค่ไหน ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่ว่าคุณเลือกว่าจะคิดอะไรได้ง่ายแค่ไหน ปล่อยให้มันมีผลกระทบต่อคุณไหม หรือตอบสนองต่อสถานการณ์หนึ่งได้อย่างใจเย็นเพียงใด
วุฒิภาวะทางอารมณ์ที่แท้จริงเป็นเรื่องของการปล่อยให้ตัวเองรู้สึกถึงทุกสิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันคือการเข้าใจว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นสุดท้ายก็เป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้นมันเป็นแค่ความรู้สึก! ลองจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดดูสิ
สิ่งแย่ ๆ เพียงอย่างเดียวคือความรู้สึกที่คุณมีต่อเหตุการณ์นั้น ความคิดของคุณปรุงแต่งเหตุการณ์นั้นไปเองว่ามันดูเป็นอย่างไร รวมถึงคาดเดาว่าจะเกิดผลกระทบแบบไหนตามมา และผลกระทบเหล่านั้นจะส่งผลต่อความรู้สึกของคุณอย่างไร
คุณรู้สึกสารพัด ไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัว การรู้สึกเหมือนถูกบีบ ทุบตี หรือทิ่มแทง ความหิวกระหาย ความทะนงตัว ความรู้สึกไร้ค่า หรือความแปลกแยก (ที่น่าสนใจคือแม้ความรู้สึกทางกายจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและอยู่ได้เพียงชั่วคราว แต่ความคิดที่วนเวียนอยู่กับความเจ็บปวดกลับดูไม่จางหายไปไหน....)
ทว่าคุณกลับหลีกเลี่ยงที่จะรู้สึกอะไรบางอย่างเพราะถูกพร่ำสอนมาว่าความรู้สึกมีชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าเราตระหนักถึงการมีอยู่ของมันแม้เพียงชั่วขณะ มันก็จะคงอยู่ไปตลอดกาล คุณเคยมีความสุขเกินสองสามนาทีไหม ความโกรธล่ะ ก็คงอยู่ไม่นานสินะ แล้วถ้าเป็นความตึงเครียด ความซึมเศร้า และความเสียใจล่ะ มันคงอยู่นานกว่าใช่ไหม โดยอาจนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือกระทั่งหลายปีใช่หรือเปล่า
สาเหตุเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นอาการของโรคต่างหาก แต่เราจะพูดถึงสาเหตุของมันกันทีหลัง สิ่งที่คุณต้องรู้คือ ความทุกข์ทรมานเกิดจากการไม่ยอมรับสิ่งต่าง ๆอย่างที่มันเป็น ถ้าพูดถึงที่มาของภาษา คำว่าทรมาน (Suffer) มาจากคำในภาษาละตินที่หมายความว่า “แบกรับ” หรือ “ต่อต้าน อดกลั้น ทำให้หมดความรู้สึก”
ดังนั้น วิธีเยียวยาคือการปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกขอ / คุณต้องขุดคุ้ยบาดแผลทางใจ ความอับอาย และความสูญเสียขึ้นมา จากนั้นปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกในแบบที่คุณไม่สามารถทำได้ตอนที่เกิดประสบการณ์เหล่านั้น การปล่อยให้ตัวเองได้กลั่นกรองและประมวลความรู้สึกที่เคยเก็บกดเอาไว้ช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้ หรืออาจถึงขั้นช่วยให้คุณมีชีวิตอยู่ต่อไป
เราต่างกลัวว่าความรู้สึกของตัวเองจะท่วมท้นเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เรากำลังเกิดความรู้สึกนั้นจริง ๆ เราถูกสอนว่าอย่ารักมากเกินไป ไม่อย่างนั้นจะเจ็บปวด อย่าฉลาดเกินไป ไม่อย่างนั้นจะถูกกลั่นแกล้ง และอย่าขลาดกลัวเกินไป ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคนเปราะบาง เราถูกสอนให้เชื่อฟังในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เรารู้สึก ตอนที่ยังเป็นเด็กเราอาจเคยถูกลงโทษที่ร้องไห้ออกมาจนทำให้พ่อแม่ยุ่งยากใจ (จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้เราก็ยังทำแบบเดิม)
ประเด็นคือ คนที่กลัวว่าตัวเองจะรู้สึกมากเกินไปไม่ใช่คุณหรอก แต่เป็นคนที่บอกว่าคุณเหลวไหล เล่นใหญ่เกินจริง หรือผิดปกติต่างหาก พวกเขาไม่รู้วิธีรับมือกับความรู้สึกและต้องการให้คุณอยู่นิ่ง ๆ เข้าไว้ คนที่ต้องการให้คุณไม่รู้สึกอะไรเลยคือพวกเขา ไม่ใช่ตัวคุณเอง รู้ไหมว่าฉันรู้ได้อย่างไร ฉันรู้เพราะความด้านชาไม่ใช่การที่คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเสียทีเดียว แต่เป็นการรู้สึกทุกสิ่งแต่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะประมวลความรู้สึกใดเลย ความด้านชาไม่ได้ว่างเปล่า การไม่ยินดียินร้ายต่างหากที่ว่างเปล่า
ความเสียใจของคุณกำลังบอกว่า “ฉันยังยึดติดกับการที่บางสิ่งแตกต่างไปจากนี้” ความรู้สึกผิดของคุณกำลังบอกว่า “ฉันกลัวว่าจะทำเรื่องแย่ ๆในสายตาคนอื่น” ส่วนความอับอายของคุณก็กำลังบอกว่า “ฉันกลัวว่าจะเป็นคนเลวร้ายในสายตาคนอื่น”คุณวิตกกังวลเมื่อพยายามต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของคุณที่จะคว้าอำนาจควบคุมเอาไว้ในขณะที่ตระหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าตัวเองไม่มีอำนาจควบคุม
คุณอ่อนล้าเมื่อคุณปฏิเสธตัวตนที่แท้จริงและสิ่งที่คุณอยากเป็นจริง ๆ คุณรำคาญใจเมื่อคุณระงับความโกรธเอาไว้ คุณซึมเศร้า (ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยทางชีวภาพมาเกี่ยวข้อง) เมื่อคุณแผดเสียงตะคอกให้ทุกความรู้สึกที่ผุดขึ้นมามุดหัวกลับลงไปและเมื่อได้ข้อสรุปว่าคุณไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบนี้ต่อไปได้ รวมถึงคุณกำลังพลาดบางสิ่ง ออกนอกเส้นทาง รู้สึกติดแหง็ก และสับสน คุณก็จะตระหนักว่าคุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของตัวเอง แค่ต้องเรียนรู้ที่จะเปิดใจรับฟังสิ่งที่มันพยายามจะบอก
การพยายามเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของตัวเองก็เหมือนการเจอป้ายที่ชี้ไปคนละทิศกับเส้นทางที่คุณตั้งใจมุ่งหน้าไป คุณเลยลงจากรถและพยายามหมุนป้ายนั้นใหม่แทนที่จะเปลี่ยนการกระทำของตัวเองและเมื่อเราเก็บซ่อนความรู้สึกที่มาพร้อมประสบการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ให้เวลาตัวเองได้ประมวลผล รวมถึงบังคับให้ตัวเองรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาใดเวลาหนึ่ง ก็เท่ากับเราเพิกเฉยสิ่งที่ทำให้เราสุขสงบอย่างที่สุด นั่นคือการปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ตัดสิน
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงความรู้สึก แต่อยู่ที่การรับฟัง สิ่งสำคัญคือคุณต้องไม่ยอมรับสิ่งที่ความรู้สึกเหล่านั้นดูจะสื่อออกมาแบบผิวเผิน แต่ใช้สัญชาตญาณในการทําความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน นี่คือวิธีที่คุณสื่อสารกับตัวเอง
ทุกความรู้สึกล้วนมีคุณค่า คุณจะพลาดอะไรไปมากมายถ้าพยายามเปลี่ยนแปลงมัน หรือถ้าคุณคิดว่ามีความรู้สึกจำนวนหนึ่งที่ผิดหรือถูก ดีหรือเลวร้าย รวมถึงควรมีหรือไม่ควรมี นั่นก็เพราะคุณกลัวว่าจะเผลอพูดกับตัวเองในสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน
ความรู้สึกที่คุณเก็บกดเอาไว้มากที่สุดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการนำทางตัวเอง สาเหตุที่คุณไม่กล้ารับฟังความรู้สึกไม่ได้เป็นเพราะคุณต้องการเช่นนั้น แต่เป็นเพราะคุณกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากคุณมีบางอย่างมากกว่าหรือน้อยกว่า ดีกว่าหรือแย่กว่า ไม่ก็แค่เพราะคุณไม่เหมือนคนอื่น
เมื่อคุณอยากได้การยอมรับจากคนอื่นมากกว่าจากตัวเอง ก็เท่ากับคุณยอมรับชะตากรรมในการต่อสู้กับสัญชาตญาณเพื่อทำตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของคนอื่น ในระหว่างนั้นโลกและชีวิตที่เปิดโอกาสให้คุณรับฟัง พึ่งพา ยอมรับ ทำตาม รับรู้ รู้สึก และสัมผัสประสบการณ์ก็จะค่อย ๆ หลุดลอยไป
ความเสียใจจะไม่ฆ่าคุณ ความซึมเศร้าก็เช่นกัน แต่การต่อสู้กับความรู้สึกเหล่านั้นคือสิ่งที่จะฆ่าคุณทั้งเป็น รวมถึงการเงินเฉย การพยายามหลีกหนีแทนที่จะเผชิญหน้า การปฏิเสธ การยับยั้ง และการกดมันลงไปในจิตใต้สำนึกแล้วควบคุมเอาไว้ การทำเช่นนี้อาจไม่ทำให้คุณฆ่าตัวตายจริง ๆ หรือทำลายทุก “สิ่งดี ๆ” ที่คุณได้รับ (แต่ก็ไม่แน่) แต่มันจะฆ่าคุณด้วยการพรากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจากชีวิตคุณ ถ้าคุณไม่ปล่อยให้ตัวเองสัมผัสทุกความรู้สึก คุณก็จะด้านชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย คุณเลือกไม่ได้ว่าจะรู้สึกแบบใด ถ้าไม่ไหลไปตามกระแสความรู้สึก คุณก็ต้องต่อต้านธรรมชาติของมัน สุดท้ายแล้วคุณคือผู้ตัดสินใจว่าเลือกทางไหน
______________
ส่วนต่าง ๆ ของคุณที่ไม่ใช่ “ตัวคุณ”
สมมุติว่าเราผ่าเอาอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของคุณออกแล้ววางไว้บนโต๊ะลองนึกถึงการเต้นของหัวใจคุณ จินตนาการว่ามันอยู่นอกร่างกาย คุณคงไม่มองหัวใจของตัวเองแล้วคิดว่า “นี่คือตัวฉัน” แต่จะคิดว่า “นี่คือหัวใจของฉัน”
ทีนี้นึกถึงลมหายใจของคุณไปพร้อม ๆ กับการเต้นของหัวใจ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่คุณมักไม่ได้นึกถึงทั้งที่มันทำงานอยู่ตลอดเวลา คุณคงไม่พูดว่า “ฉันคือลมหายใจ” แต่จะพูดว่า “ฉันกำลังหายใจ”
ลองนึกถึงตับ ไต กระดูก เลือด ขา นิ้วมือ เส้นผม และสมองของคุณดู คุณมองพวกมันอย่างเป็นกลางว่าเป็นแค่อวัยวะส่วนต่าง ๆ สุดท้ายแล้ว (และโดยส่วนใหญ่) อวัยวะเหล่านี้สามารถถูกตัดออกและแทนที่ได้ มันคงอยู่ในร่างกายของคุณชั่วคราว คุณไม่ได้นึกถึงพวกมันแล้วมองเห็น “ตัวคุณ”แต่จะมองเห็นเป็นส่วนต่าง ๆ ถ้าคุณแยกอวัยวะแต่ละชิ้นออกเป็นส่วน ๆ คุณก็จะเห็นเพียงกลุ่มเซลล์ที่รวมตัวกัน คุณไม่ได้มองพวกมันแล้วคิดว่า“นั่นคือตัวฉัน!” แต่จะคิดว่า “นั่นคือเซลล์ของฉัน"แล้วมันจะต่างอะไรเมื่อเรารวบรวมเซลล์เหล่านี้เข้าด้วยกัน
พลังงานและการรับรู้ตัวตนกระจุกตัวกันอย่างหนาแน่นบริเวณหน้าอกกับลำคอ รวมถึงบริเวณศีรษะอีกนิดหน่อย คุณไม่รับรู้ถึงตัวตนของตัวเองบริเวณขา และความรู้สึกของคุณไม่ได้เกิดขึ้นบริเวณแขน เพราะทุกสิ่งล้วนอยู่ที่แกนกลางร่างกาย บริเวณแกนกลางร่างกายเป็นที่ที่อวัยวะซึ่งเราไม่ได้เชื่อมโยงกับตัวตนและพลังงานที่เรารู้สึกเชื่อมโยงนั้นอยู่ร่วมกัน ถ้าเราถอนพลังงานออกไปแล้วมันจะเหลืออะไร มันจะมีอะไร สิ่งใดจะคงอยู่เมื่อคุณไม่อยู่แล้ว
คุณเคยคิดถึงเรื่องนี้หรือไม่ คุณเคยนึกถึงร่างกายแต่ละส่วนแล้วตระหนักว่ามันไม่ใช่ “ตัวฉัน” หรือเปล่า เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองเมื่ออวัยวะต่าง ๆ อยู่รวมกันไหม และเคยแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นของคุณกับตัวตนของคุณหรือไม่
การรู้จักตัวตนของตัวเองสร้างความรู้สึกมั่นคงและทำให้คุณรู้สึกถึงการเติบโต แต่เมื่อเรากำหนดถ้อยคำและความหมายให้สิ่งที่เราชอบ เห็นคุณค่าและต้องการ ก็เท่ากับเราได้สร้างการยึดติด จากนั้นเราก็พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในขอบเขตที่ตัวเองยอมรับ พอไม่เป็นเช่นนั้นเราก็รู้สึกล้มเหลวและทำให้ตัวตนของตัวเองทุกข์ทรมาน เราเริ่มเชื่อว่าความคิดที่ตายตัวสามารถอธิบายตัวตนที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราจึงคับข้องใจอย่างยิ่งเมื่อตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้
ฉันคิดว่าบางครั้งเรายึดติดกับโครงสร้างภายนอกเพราะเราไม่ชอบสิ่งที่อยู่ภายใน เราสนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรามากกว่าตัวตนที่แท้จริงของเราคืออะไร เราให้ความสำคัญกับชื่อตำแหน่งงานมากกว่างานที่ต้องทำในแต่ละวัน รวมถึงประโยคที่ว่า “คุณช่วยสัญญาว่าจะรักฉันตลอดไปได้ไหม”มากกว่าการแสดงความรักความใส่ใจในทุกวัน
สิ่งที่ฉันจะบอกคือ เราสบายใจกับความคิดของตัวเองเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่มันเป็นจริง ๆ เราชอบมองว่าตัวเราก็คือร่างกาย เพราะนั่นไม่ทำให้เกิดค่าถามปลายเปิดที่ว่า “มีอะไรนอกเหนือจากนี้ไหม"
แต่ถ้าคำถามที่ว่า “มีอะไรนอกเหนือจากนี้ไหม” ไม่ใช่จุดสิ้นสุดแต่เป็นจุดเริ่มต้นล่ะ ถ้าการตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากสารพัดสิ่ง ช่วยให้เราไม่คิดฟุ้งซ่าน และบรรเทาความเจ็บปวดทั้งหลายได้ล่ะ ถ้าเกิดว่าการเยียวยาตัวเองไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิดเห็น หรือสุนทรียศาสตร์ แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ตัวตน การตระหนักรู้ และพลังงานจะเป็นอย่างไร
ถ้าเป็นเช่นนั้น การเปลี่ยนแปลงส่วนต่าง ๆ ภายนอกก็ไม่อาจเยียวยาตัวตนภายในได้ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงคุณและชีวิตของคุณคือการตระหนักว่าส่วนต่าง ๆ นั้นไม่ใช่ “ตัวฉัน” นี่คือสิ่งที่สมบูรณ์ เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดหมาย อีกทั้งเป็นสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลง กระตุ้น และส่งเสริมการตระหนักรู้ซึ่ง ช่วยให้คุณตั้งคําถามเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ภายใน
ฉันไม่ได้ขอให้คุณพิจารณาทฤษฎีเหล่านี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ฉันแค่อยากรู้ว่าคุณนึกถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า
______________
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
พนักงานกะดึกร้านสะดวกซื้อ ทำอะไรบ้างตอนคนส่วนใหญ่หลับ
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
ส่องเลขเด่นงวดใหม่ แนวทางม้าสีหมอก วันที่ 16 มิถุนายน 2569
ปลาทะเลที่หาได้ยากที่สุด ที่พบในทะเลไทย
มารู้จัก "หัวท้าวยายม่อม" พืชพื้นบ้านที่ซ่อนแหล่งแป้งชั้นดีของขนมไทย
กะเพราหมูสับ ทำไมถึงเป็นเมนูสิ้นคิดที่คนไทยสั่งซ้ำไม่เบื่อ
つづく แปลว่าอะไร คำท้ายการ์ตูนญี่ปุ่นที่หลายคนเห็นมาตั้งแต่เด็ก
"เมฆยักษ์" ปกคลุมท้องฟ้านครนายก สวยแปลกตาจนคนแห่แชร์ ที่แท้คือ "เมฆอาร์คคัส"
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เพิ่งรู้ว่า "ไก่ใต้น้ำ" ไม่ได้หมายถึงไก่อยู่ใต้น้ำ แต่หมายถึงไก่อยู่ใต้หม้อน้ำ!
หุ่นยนต์งูบนสายไฟจีน ตรวจระบบไฟรับเกาเข่า ไม่ใช่งูจริงอย่างที่เห็น
ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ร้านเล็กได้แรงหนุน แต่ร้านอาหารกลางต้องปรับราคาให้คุ้ม
つづく แปลว่าอะไร คำท้ายการ์ตูนญี่ปุ่นที่หลายคนเห็นมาตั้งแต่เด็ก