จากบ่อน้ำมันถึงหน้าปั๊ม – เส้นทางน้ำมันดิบกว่าจะถึงประเทศไทย
เขียนโดย Mind Matter
ประเทศไทยนำน้ำมันดิบมาจากหลายแหล่งบนโลก โดยแหล่งหลักคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก และคูเวต ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนหลักของน้ำมันดิบที่ไทยนำเข้า นอกจากนั้นยังมีแหล่งจากรัสเซีย แอฟริกาตะวันตก มาเลเซีย และในปริมาณเล็กน้อยจากแหล่งในประเทศไทยเองที่อยู่ในอ่าวไทย แม้การผลิตในประเทศจะไม่เพียงพอต่อความต้องการเลยก็ตาม ไทยนำเข้าน้ำมันดิบราว 800,000 ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และนั่นหมายความว่าทุก ๆ วันมีเรือขนาดยักษ์อย่างน้อยหนึ่งลำกำลังแล่นมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งไทย
น้ำมันดิบที่ถูกสูบขึ้นมาจากใต้ดินนั้นไม่ใช่ของเหลวสะอาดอย่างที่เห็น แต่มีส่วนผสมมากับน้ำ ก๊าซ ทราย และกำมะถัน กระบวนการแรกที่แหล่งผลิตคือการแยกเบื้องต้น (Separation) ออกระหว่างน้ำมัน น้ำ และก๊าซ ก๊าซที่แยกได้บางส่วนจะถูกนำกลับไปใช้เป็นพลังงานในแท่นผลิต บางส่วนถูกส่งทางท่อก๊าซแยกออกไป และน้ำมันดิบที่ผ่านการแยกเบื้องต้นแล้วจะถูกส่งต่อทางท่อไปยังคลังน้ำมันบนฝั่ง (Oil Terminal) หรือในกรณีของแหล่งในทะเลลึก อาจมีการถ่ายลงเรือโดยตรงผ่านระบบที่เรียกว่า Single Point Mooring (SPM) ซึ่งเป็นทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ที่ยึดกับก้นทะเลและมีท่อเชื่อมต่อไปยังถังเก็บใต้น้ำหรือแท่นผลิต
คลังน้ำมันบนฝั่งหรือที่รู้จักในชื่อ Export Terminal นั้นคือหัวใจสำคัญของระบบส่งออกน้ำมันดิบ ที่นี่คือจุดที่น้ำมันดิบจากหลุมผลิตต่าง ๆ จะถูกรวบรวม ตรวจวัดปริมาณอย่างแม่นยำ เก็บในถังเก็บน้ำมันขนาดยักษ์ที่มีปริมาตรหลายแสนบาร์เรลต่อถัง ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังเรือบรรทุกน้ำมัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Ras Tanura Export Terminal ของ Saudi Aramco ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นท่าส่งออกน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถโหลดน้ำมันลงเรือได้ในอัตราหลายล้านบาร์เรลต่อวัน
เรือที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบข้ามมหาสมุทรนั้นมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ประเภทที่พบบ่อยที่สุดในเส้นทางสู่ไทยคือ VLCC หรือ Very Large Crude Carrier ซึ่งมีขนาดจุน้ำมันได้ประมาณ 2 ล้านบาร์เรล หรือราว 300,000 ตัน เรือเหล่านี้มีความยาวเฉลี่ยราว 330 เมตร เทียบเท่าความสูงของตึก Eiffel Tower และความกว้างลำราว 58 เมตร น้ำหนักบรรทุกมากจนกินน้ำลึกถึง 20 เมตรเมื่อบรรทุกเต็มพิกัด ทำให้ไม่สามารถเข้าท่าเรือธรรมดาได้ มีเรือรุ่น ULCC หรือ Ultra Large Crude Carrier ที่ใหญ่กว่านั้นอีก จุได้ถึง 4 ล้านบาร์เรล แต่ขนาดมหึมาทำให้มีข้อจำกัดมากในการเดินทาง
การเดินทางของเรือบรรทุกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียมาสู่ประเทศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เส้นทางหลักต้องผ่านช่องแคบ Strait of Hormuz ซึ่งเป็นจุดคอขวดที่สำคัญที่สุดของโลกพลังงาน ช่องแคบนี้กว้างเพียง 33 กิโลเมตรในจุดแคบสุด แต่มีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านราว 20% ของซัพพลายโลกทุกวัน ความตึงเครียดทางการเมืองบริเวณนี้จึงส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกได้ทันที หลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว เรือจะแล่นข้ามมหาสมุทรอินเดีย ก่อนเข้าสู่ช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ก่อนเข้าสู่อ่าวไทยและทะเลจีนใต้ รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 6,000 ถึง 8,000 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินเรือราว 20 ถึง 30 วัน
ระหว่างการเดินทาง กัปตันและลูกเรือจำนวนราว 25 ถึง 35 คน บริหารจัดการเรือขนาดเมืองเล็ก ๆ แล่นอยู่กลางทะเล ระบบนำทางทันสมัยทำให้เรือสามารถแล่นได้แม่นยำโดยอิงจาก GPS ข้อมูลสภาพอากาศจากดาวเทียม และระบบ AIS (Automatic Identification System) ที่ทำให้ทุกลำเรือสามารถติดตามตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ ระหว่างทางยังมีการซื้อขายน้ำมันในระดับตลาดโลกที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เรือลำหนึ่งอาจเปลี่ยนมือผู้ซื้อหลายครั้งระหว่างแล่นอยู่กลางทะเล โดยที่น้ำมันในถังยังไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเลย
เมื่อเรือเข้าใกล้น่านน้ำไทย กระบวนการทางการต้องเริ่มต้นล่วงหน้า เรือต้องแจ้งการมาถึงกับท่าเรือและหน่วยงานศุลกากร ผ่านการตรวจสอบเอกสารที่ซับซ้อนมากมาย ได้แก่ Bill of Lading ที่ระบุปริมาณและชนิดของน้ำมัน Certificate of Origin ใบรับรองคุณภาพจากห้องแล็บที่ท่าต้นทาง และเอกสารทางการค้าอื่น ๆ อีกนับสิบรายการ ท่าเรือรับน้ำมันดิบหลักของไทยตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ทั้งที่มาบตาพุดและศรีราชา ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกับเขตอุตสาหกรรมหนักของประเทศ
เนื่องจากเรือ VLCC มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเข้าเทียบท่าได้โดยตรง ระบบที่ใช้จึงมักเป็น Single Buoy Mooring (SBM) หรือทุ่นรับน้ำมันกลางทะเลที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไปหลายกิโลเมตร เรือจะทอดสมออยู่กับทุ่นนี้และถ่ายน้ำมันผ่านท่อยืดหยุ่นลงสู่ท่อใต้ทะเลที่วิ่งเข้าหาชายฝั่งและเชื่อมต่อกับถังเก็บน้ำมันดิบของโรงกลั่น กระบวนการถ่ายน้ำมันจากเรือขนาด 2 ล้านบาร์เรลนี้ใช้เวลาราว 24 ถึง 36 ชั่วโมงต่อลำ และในระหว่างนั้นยังต้องมีการวัดปริมาณน้ำมันอีกครั้งโดยผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Inspector) เพื่อยืนยันว่าตัวเลขตรงกับที่ระบุในเอกสาร
เมื่อน้ำมันดิบถูกส่งเข้าสู่ถังเก็บของโรงกลั่น เส้นทางสู่สถานีเติมน้ำมันยังคงยาวไกล กระบวนการกลั่นน้ำมันเป็นหัวใจทางวิศวกรรมเคมีที่น่าทึ่ง น้ำมันดิบประกอบด้วยโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนหลากหลายชนิดที่มีขนาดแตกต่างกัน ตั้งแต่โมเลกุลเล็กที่เบาเหมือนก๊าซ ไปจนถึงโมเลกุลใหญ่ที่หนักและหนืดเหมือนยางมะตอย หอกลั่นแบบ Atmospheric Distillation Unit ทำงานโดยการให้ความร้อนแก่น้ำมันดิบจนถึงอุณหภูมิกว่า 350 องศาเซลเซียส ทำให้มันกลายเป็นไอและลอยขึ้นในหอกลั่นที่มีความสูงหลายสิบเมตร ส่วนประกอบต่าง ๆ จะควบแน่นกลับเป็นของเหลวที่ความสูงต่างกันในหอ ตามจุดเดือดที่ต่างกัน ก๊าซเบาอย่าง LPG จะอยู่ที่ยอดหอ น้ำมันเบนซินและแนฟทาจะอยู่ระดับบน น้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ระดับกลาง น้ำมันดีเซลระดับล่าง และน้ำมันเตาพร้อมยางมะตอยจะอยู่ที่ก้นหอ
แต่กระบวนการไม่ได้จบเพียงแค่การกลั่นแบบธรรมดา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่มีซัลเฟอร์สูงซึ่งจะทำให้เกิดมลพิษหากเผาไหม้โดยตรง กระบวนการ Hydrodesulfurization จึงนำเอาไฮโดรเจนมาทำปฏิกิริยากับกำมะถันในน้ำมันเพื่อแยกออกเป็นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่จัดการได้ง่ายกว่า กระบวนการ Catalytic Cracking และ Hydrocracking จะตัดโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นโมเลกุลเล็กที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น เปลี่ยนน้ำมันเตาหนักให้กลายเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Conversion ที่เพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาล โรงกลั่นน้ำมันที่ทันสมัยในไทย เช่น โรงกลั่นของ Thai Oil (TOP) ที่ศรีราชา โรงกลั่น IRPC และ PTTGC ในระยอง มีหน่วยประมวลผลเหล่านี้ครบครันและมีประสิทธิภาพสูงมาก
ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากโรงกลั่นมีหลายชนิดมากกว่าที่คนทั่วไปนึกถึง ไม่ใช่แค่น้ำมันเบนซินและดีเซล หากยังรวมถึง LPG สำหรับหุงต้ม เชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet-A1) น้ำมันเตาสำหรับเรือและโรงงาน แนฟทาสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี น้ำมันหล่อลื่น ยางมะตอยสำหรับทำถนน และสารตั้งต้นสำหรับผลิตพลาสติก เสื้อผ้าสังเคราะห์ ยา เครื่องสำอาง และวัสดุอีกหลายร้อยชนิดในชีวิตประจำวัน ว่ากันว่าบาร์เรลน้ำมันดิบหนึ่งบาร์เรลสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า 6,000 ชนิด
น้ำมันสำเร็จรูปที่ออกจากโรงกลั่นจะถูกส่งต่อไปยังคลังน้ำมัน (Oil Depot หรือ Terminal) ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประเทศไทยมีคลังน้ำมันของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ทั้ง PTT, Shell, Esso, Caltex และ Bangchak กระจายอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เช่น ที่ดอนเมือง สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น และอื่น ๆ การส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังใช้ทั้งทางท่อน้ำมัน (ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดแต่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูง) และทางรถไฟน้ำมันและเรือบาร์จตามแม่น้ำ ระบบท่อน้ำมันของ PTT เชื่อมโยงโรงกลั่นในระยองกับคลังน้ำมันต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางใต้ของประเทศ
จากคลังน้ำมัน ขั้นตอนสุดท้ายก่อนถึงมือผู้บริโภคคือการขนส่งด้วยรถบรรทุกน้ำมัน (Tank Truck หรือ Fuel Tanker) ที่เราเห็นวิ่งบนท้องถนนทั่วไป รถเหล่านี้มีถังสแตนเลสหรืออลูมิเนียมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัย มีระบบป้องกันการรั่วหลายชั้น ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และวาล์วควบคุมที่ซับซ้อน คนขับรถขนน้ำมันต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษและมีใบอนุญาตเฉพาะ เส้นทางถูกวางแผนอย่างละเอียดเพื่อลดระยะทางและลดความเสี่ยง รถแต่ละคันมักออกวิ่งก่อนเช้าตรู่เพื่อให้ทันการเติมน้ำมันให้ปั๊มก่อนที่ลูกค้าจะเริ่มเติมน้ำมันในช่วงเช้า
เมื่อรถขนน้ำมันถึงปั๊ม กระบวนการรับน้ำมันเป็นระบบปิดที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ท่อถ่ายน้ำมันจะต่อเชื่อมกับห้องใต้ดินของถังเก็บน้ำมันที่ปั๊ม ซึ่งโดยปกติมีขนาด 15,000 ถึง 50,000 ลิตรต่อชนิดน้ำมัน ระหว่างถ่ายน้ำมัน วาล์วระบายไอน้ำมันจะเปิดเพื่อให้ไอที่ถูกแทนที่ออกมาอย่างปลอดภัย และระบบดักจับไอน้ำมัน (Vapor Recovery Unit) จะดึงไอเหล่านี้กลับไปควบแน่นเป็นของเหลวอีกครั้งเพื่อลดมลพิษในอากาศ
ราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มซึ่งเราจ่ายในแต่ละวันนั้นสะท้อนต้นทุนทั้งหมดที่สะสมมาตลอดเส้นทาง ต้นทุนน้ำมันดิบคิดเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 50 ถึง 60% ของราคาสุดท้าย ส่วนที่เหลือประกอบด้วยค่าขนส่งทางเรือ ค่ากลั่น ค่าขนส่งในประเทศ ค่าใช้จ่ายของสถานีบริการ กำไรของผู้ค้าปลีก และที่ขาดไม่ได้คือภาษีและกองทุนต่าง ๆ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งรวมกันแล้วบางครั้งสูงถึง 30 ถึง 40% ของราคาสุดท้าย กองทุนน้ำมันของไทยนั้นมีบทบาทพิเศษในการเป็นกันชนรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก เมื่อราคาโลกสูงขึ้นฉับพลัน รัฐบาลอาจดึงเงินจากกองทุนมาอุดหนุนเพื่อให้ราคาหน้าปั๊มไม่กระโดดขึ้นทันที และในทางกลับกัน เมื่อราคาโลกตก รัฐบาลอาจเก็บเข้ากองทุนเพื่อสะสมไว้ใช้ในคราวต่อไป
ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนนั้นมีหลายมิติ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ้างอิงราคา Benchmark หลักสองตัวได้แก่ Brent Crude จากทะเลเหนือและ WTI (West Texas Intermediate) จากสหรัฐอเมริกา ราคาเหล่านี้ถูกกำหนดในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market) ซึ่งรับแรงกระเทือนจากทั้งปัจจัยพื้นฐาน อย่างปริมาณอุปทานและอุปสงค์ และปัจจัยเก็งกำไรจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก การตัดสินใจผลิตของ OPEC+ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ความไม่สงบทางการเมืองในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์และบาท ล้วนมีผลต่อราคาหน้าปั๊มในประเทศไทยทั้งสิ้น
สะพานที่ข้ามแหล่งน้ำจืดที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/4/69
3ชนิดต้นไม้ “หน้าบ้าน” ที่เน้นความสวยงามและความเขียวสดตลอดปี
5 เมืองสงบ ใช้ชีวิตสบาย ห่างไกลความวุ่นวาย
เปิดวาร์ป 5 จังหวัด ค่าครองชีพถูกม๊าก แต่คุณภาพชีวิตดีเว่อร์
นกเอี้ยงสาริกา จากนกมงคลแดนสยาม สู่มหันตภัยมีปีกแห่งออสเตรเลีย
อยู่ดี ๆ คนก็แห่ไปลาว…สัญญาณบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น?
เปิดความลับ "แหวนสังหาร" อาวุธลับของชนชั้นสูงยุคกลาง
5 อันดับจังหวัดที่ร้อนที่สุดในไทย
ประเทศในอาเซียนที่ถือครองทองคำเยอะที่สุด
10 อันดับ ภาษาที่ยากที่สุดในโลก ท้าทายสมองจนต้องร้องขอชีวิต
น้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย
มือขวาอ้าง "ฮุนเซน" เสียใจทำไทยสู้รบกัมพูชา ลั่น! ขอลดบทบาทแลกเปิดด่าน และขอแผ่นดินคืน
5 จังหวัด "สวรรค์ของสายกิน!" ของอร่อยเพียบ คาเฟ่เยอะ ค่าครองชีพถูกจนอยากย้ายสำมะโนครัว
ประเทศที่มีประชากรอายุยืนที่สุดในโลก
รายได้นักบินขับไล่กริพเพน
เมืองสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่” ที่เต็มไปด้วยความสงบ อบอุ่น และน่าอยู่
สาวป่วนงานวัด ซุกพระพุทธรูปชำรุดเต็มกระเป๋าเป้
กฎระเบียบใหม่สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินในญี่ปุ่นจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน!
เด็กชายเสียชีวิตหลังถูกงูกัดแต่ไม่ส่งโรงพยาบาล! พ่อแม่จ้างหมอผีให้รักษา
ไม่มีเวลาเข้าวัด ได้บุญไหม? แชร์ 3 วิธีสร้าง "กล้ามเนื้อบุญ" ง่ายๆ ได้ทุกวัน
ฟัวกราส์ (Foie Gras) เบื้องหลังความอร่อยที่แลกมาด้วยความทรมานของห่าน