หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

10 เรื่องราวเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซนอกจากน้ำมันที่คนไม่เคยรู้


เขียนโดย marketingtalk

ช่วงนี้พิกัดภูมิศาสตร์ที่ "ทรงอิทธิพล" ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง คงหนีไม่พ้น “ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)” บริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดงแม้จะเป็นเพียงเส้นทางน้ำแคบๆ ที่คั่นกลางระหว่างอิหร่านกับโอมาน แต่กลับเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

 

1.“ดินสีแดง” ที่เป็นเอกลักษณ์

 

ในช่องแคบนี้มีเกาะฮอร์มุซชื่อเดียวกันกับช่องแคบที่ดินเป็นสีแดงสดจากแร่เหล็ก เป็นสีที่ทำให้ชายหาดบางจุดดูเหมือนดาวอังคาร ในวันที่คลื่นซัดขึ้นฝั่ง น้ำทะเลดูเหมือนกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดง และชาวบ้านใช้ดินสีแดงนี้หรือ "เกลักก์" เป็น ส่วนผสมในอาหาร มาหลายร้อยปีแล้ว ด้วยความเชื่อว่ามีคุณค่าทางยา และเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่คนไม่ค่อยนึกถึง

 

บนเกาะฮอร์มุซยังมีพิพิธภัณฑ์ Museum of Dr. Nadalian ของศิลปินชาวอิหร่านที่ใช้ดินสีแดงของเกาะสร้างงานศิลป์ที่ได้รับการจัดแสดงในแกลเลอรีระดับนานาชาติ เชื่อมโลกธรรมชาติของช่องแคบเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัย

 

2.เส้นทางสายไหมทางทะเล

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เสมือนเส้นทางสายไหมทางทะเล ตั้งแต่ยุคโบราณเคยเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในอาณาจักรโบราณ เช่น อาณาจักรอัสซีเรีย อาณาจักรเปอร์เซีย อินเดีย และแอฟริกาตะวันออก รวมถึงอาณาจักรออตโตมัน ซึ่งมันเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่ออาณาจักรและวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างมีความหมายในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในยุคกลางเคยมี อาณาจักรฮอร์มุซ (Kingdom of Hormuz) ครองการค้าเครื่องเทศ ไข่มุก ม้า อาหรับ ต่อมาโปรตุเกสเข้ายึดปี 1507 สร้างป้อมและเก็บค่าผ่านทาง ก่อนถูกพันธมิตรเปอร์เซีย–อังกฤษขับออกปี 1622

 

นักโบราณคดีพบ ตราประทับสไตล์อารยธรรมสินธุ ในปากแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรตีส และพบ โบราณวัตถุเมโสโปเตเมีย ในอินเดียตะวันตก หลักฐานเหล่านี้บอกว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นทางผ่านระหว่างสองอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณมาอย่างน้อย 4,000–5,000 ปีแล้ว

 

ในบันทึกจีนสมัยศตวรรษที่ 7 มีการกล่าวถึง "เมืองการค้า โฮโม" ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าหมายถึงฮอร์มุซ ในขณะที่บันทึกอินเดียสมัยศตวรรษที่ 13 ก็กล่าวถึงเมืองนี้เช่นกัน มันคือ จุดตัดของถนนสายไหมทางบกและทางทะเล ที่ที่ความคิด ศาสนา ภาษา อาหาร และพันธุกรรมของมนุษย์จากสี่มุมโลกได้มาบรรจบกัน

 

  1. ภูมิศาสตร์ที่น่าฉงน: ใครคุมกันแน่?

ในทางเทคนิค ฝั่งเหนือเป็นของ “อิหร่าน” ส่วนฝั่งใต้เป็นของ “โอมาน” (มีพื้นที่ส่วนแยกที่เรียกว่า Musandam Peninsula) แต่เนื่องจากร่องน้ำลึกที่ใช้เดินเรือส่วนใหญ่อยู่ในน่านน้ำของโอมานและอิหร่านตามกฎหมายทะเล (UNCLOS) เรือทุกลำจึงมีสิทธิ "การผ่านโดยสุทธิ" (Innocent Passage) ตราบใดที่ไม่สร้างความไม่มั่นคง

 

  1. ชื่อ "ฮอร์มุซ" มาจากไหน?

ย้อนกลับไปในอดีต ชื่อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำมันเลย เชื่อกันว่ามาจากชื่อเทพเจ้า “"Ahura Mazda"“ ในความเชื่อโซโรอัสเตอร์ หรืออาจมาจากคำว่า “"Hur-mogh"“ ในภาษาเปอร์เซียที่แปลว่า "ต้นอินทผลัม" ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แถบนี้ก่อนที่น้ำมันจะกลายเป็นทองคำสีดำเสียอีก

 

  1. ไม่ได้มีแค่เรือบรรทุกน้ำมัน แต่มี "ปะการัง"

ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง บริเวณรอบเกาะต่างๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ (เช่น เกาะ Hormuz หรือเกาะ Qeshm) เป็นแหล่งระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์มาก มีปะการังหายากและสัตว์ทะเลหลากชนิด อิหร่านพยายามผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แม้ภาพลักษณ์ส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นเรื่องการทหารก็ตาม

 

แม้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล แต่ก็เสี่ยงต่อมลพิษจากการขนส่งและกิจกรรมทางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล รวมถึงความเสี่ยงจากการรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

  1. "กองเรือขันทีเจิ้งเหอเทียบท่าฮอร์มุซ ค.ศ. 1414"

เหตุการณ์ในสมุทรยาตราครั้งที่ 4 ของแม่ทัพขันทีเจิ้งเหอ สมัยราชวงศ์หมิง กองเรือขนาดใหญ่ 63 ลำ บรรทุกกำลังพล 28,000 คน ออกเดินทางปี 1413 เพื่อสำรวจถึงอ่าวเปอร์เซีย ก่อนเทียบท่าเมืองฮอร์มุซที่มั่งคั่ง สินค้าหายากอย่างเครื่องเทศและอัญมณีไหลเข้าจีน การมาเยือนแสดงแสนยานุภาพจีน สร้างพันธมิตรทางการค้า และนำทูตจาก 18 รัฐกลับสู่ราชสำนักหมิง

 

7.ก่อนจะมีน้ำมัน ที่นี่คือเมืองหลวงของมุกโลก

แหล่งน้ำตื้นของอ่าวเปอร์เซียผลิตมุกธรรมชาติที่ดีที่สุดในโลก นักเดินทางชาวกรีกโบราณในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลบันทึกไว้ในคู่มือเดินเรือที่เรียกว่า Periplus of the Erythraean Sea ว่าปากทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียแห่งนี้มีการ "ดำน้ำเก็บหอยมุกอย่างมากมาย"

 

มุกจากที่นี่เดินทางไปสู่ราชสำนักทั่วโลก ตั้งแต่แวร์ซายจนถึงราชสำนักโมกุลในเดลี นักเดินทางอิบัน บัตตูตาในศตวรรษที่ 14 บรรยายว่าสุลต่านแห่งฮอร์มุซมีลูกประคำไข่มุกที่ "ไม่เคยมีดวงตาใดเคยเห็นสิ่งเช่นนี้มาก่อน" เพราะแหล่งประมงมุกทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์

 

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 คาดกันว่ามี ชาวอ่าวเปอร์เซียเกือบ 60,000 คน ที่ดำรงชีพจากอุตสาหกรรมมุก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95% ของรายได้ในบางพื้นที่ นักดำน้ำจะหนีบจมูกด้วยกระดูกสัตว์ สวมถุงมือหนัง ผูกก้อนหินที่ข้อเท้าเพื่อจมลงสู่พื้นทะเล แล้วทำงานอยู่ที่ความลึกในช่วงเวลาเพียง 4 นาทีต่อครั้ง

 

8.มาร์โก โปโล มาเยือนที่นี่และ "บอกแค่ครึ่งเดียวของสิ่งที่เขาเห็น"

ในปี ค.ศ. 1271 นักเดินทางชาวเวนิสวัย 17 ปีชื่อ มาร์โก โปโล เดินทางมาถึงท่าเรือฮอร์มุซระหว่างการเดินทางสู่ราชสำนักกุบไลข่าน สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือ เรือที่ฮอร์มุซไม่มีตะปูเหล็กแม้แต่ลำเดียว มันถูก เย็บด้วยเชือกใยมะพร้าว แน่นหนาพอที่จะแล่นในน้ำ แต่มาร์โก โปโลแน่ใจว่าหลายลำจะจมในคลื่นมหาสมุทรอินเดียอย่างแน่นอน เขาบันทึกเรื่องนี้ไว้ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างตกใจ และในปลายชีวิตยอมรับว่า เขา "บอกแค่ครึ่งเดียวของสิ่งที่เขาเห็น"

 

มาร์โก โปโลกลับมาอีกครั้งในปี 1293 ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน และบรรยายว่าตลาดฮอร์มุซยังคงเต็มไปด้วยผ้าไหม ไข่มุก อัญมณี งาช้าง ทองคำ และสินค้าจากอินเดียราวกับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมืองนี้คือ ศูนย์กลางการค้าที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลกที่รู้จัก

 

9.”เกาะสีรุ้ง” ชื่อเล่นที่ NASA ตั้งให้

เมื่อองค์การ NASA ถ่ายภาพจากดาวเทียม Landsat 8 พวกเขาพบว่าเกาะฮอร์มุซ ฃแห่งนี้มีลักษณะเป็น วงแหวนสีสลับซับซ้อนคล้ายภาพวาด จนถูกตั้งชื่อเล่นว่า "เกาะสีรุ้งของอิหร่าน" ความลับอยู่ที่ โครงสร้างโดมเกลือยักษ์ ที่มีอายุกว่า 600 ล้านปี เกลือหินที่ถูกกดทับใต้ชั้นหินหนักมาหลายล้านปีได้ไหลซึมขึ้นมาเหมือนของเหลว นำพาตะกอนดินเหนียว หินปูน และหินภูเขาไฟสีแดงขึ้นมาด้วย ก่อเกิดเป็นวงแหวนสีหลากหลาย ตั้งแต่แดงเข้ม ส้ม เหลือง ม่วง จนถึงขาว

 

  1. 10. กฎจราจรที่เข้มงวดกว่าสี่แยกปทุมวัน

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความแออัดของเรือจำนวนมาก จึงต้องมีระบบจัดระเบียบการเดินเรือที่เรียกว่า “Traffic Separation Scheme (TSS)”  เรือที่จะเข้าอ่าวเปอร์เซียต้องวิ่งเลนหนึ่ง และเรือที่จะออกไปทะเลอาหรับต้องวิ่งอีกเลนหนึ่ง เพื่อป้องกันการชนกันกลางทะเล ทำให้การรักษาความปลอดภัยและความเสถียรในบริเวณนี้เป็นภารกิจที่สำคัญของหลายประเทศ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจสอบและควบคุมเส้นทางเดินเรือ

เนื้อหาโดย: marketingtalk
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
marketingtalk's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 38 ครั้ง
เขียนโดย marketingtalk
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
คณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุดเผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทยจังหวัดที่มีชื่อแปลกที่สุดในไทยอำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย5 อันดับเรียนคณะอะไร เงินเดือนสูงที่สุดในไทยทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่นศาลสั่งให้ Netflix คืนเงินค่าสมาชิกให้แก่ผู้ใช้งาน 7 ปีย้อนหลังน้ำมันแตะลิตรละ 60 บาท 4 ธุรกิจได้อานิสงส์ กำไรสวนทางต้นทุน10 จังหวัดในประเทศไทย “ชื่อมงคลที่สุด” ความหมายดีงาม ฟังแล้วเป็นสิริมงคลตั้งแต่ชื่อเมือง5 ประเทศ ที่ผู้หญิงเกิดมาสบายที่สุด
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
โซเชียลกัมพูชาเรียกร้องแบนคำ ต้มยำกุ้ง เสนอใช้ชื่อเขมรอันตราย จากภาชนะพลาสติกเก่าเจ็บป่วยฉุกเฉินตอนวิกฤต! 5 อุปกรณ์ปฐมพยาบาล 'ขั้นแอดวานซ์' ที่ควรมีติดบ้าน (ดีกว่ามีแค่พาราฯ)วิเคราะห์อุบัติเหตุ "รถยนต์ EV" พุ่งชนร้านสะดวกซื้อในพื้นที่กรุงเทพฯสิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?ทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่น
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
มหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมพยาบาลถูกที่สุด5 อาชีพที่ AI มีแนวโน้มจะเข้ามาแทนมนุษย์6 การเรียนได้เงินเยอะที่สุดในโลกรวมงานพาร์ทไทม์รายได้ดี เหมาะกับคนเวลาน้อย ทำหลังเลิกงานหรือวันหยุดก็มีเงินเพิ่ม
ตั้งกระทู้ใหม่