เมื่อใจเดินทาง
เมื่อใจเดินทาง
คำๆนี้เรากำลังจะหมายถึง การพาตัวเองเดินทางไปสู่อดีตผ่านความทรงจำ และเดินทางไปสู่อนาคตผ่านความคาดหวัง เราสามารถนั่งอยู่ในห้องเดิม แต่ใจกลับวิ่งย้อนกลับไปหาวันเก่า ๆ ที่เคยผิดพลาด หรือก้าวไปข้างหน้าสู่วันพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึง ความคิดจึงทำหน้าที่เป็นยานพาหนะที่ทรงพลังที่สุด มันทำให้เรา “ไม่อยู่กับปัจจุบัน” ได้ง่ายเหลือเกิน
การจินตนาการ อาจเป็นความฝันของนักวิทยาศาสตร์ หรือเป็นพล็อตสนุก ๆ ในภาพยนตร์ แต่ในยุคปัจจุบัน วิธีที่ผู้คนจะมีจินตนาการหรือรู้สึกนึกคิด เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างเงียบ ๆ และแนบเนียนกว่าเดิมมาก
เพียงเราเปิดภาพเก่าในโทรศัพท์ ความรู้สึกเมื่อหลายปีก่อนก็ไหลกลับมาทันที
เพียงเห็นข้อความเตือนความจำจากโซเชียลมีเดีย เราก็ย้อนกลับไปเป็นคนเดิมในวันนั้น
เพียงเลื่อนอ่านข่าวอนาคต เทรนด์ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ใจเราก็รีบวิ่งไปอยู่ข้างหน้าแล้ว
ผลลัพธ์คือ เราคิดถึงเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เรากังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิด และ เราพลาดการสัมผัสช่วงเวลาจริงตรงหน้า การเดินทางในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องของเครื่องจักร แต่มันคือภาวะที่ใจถูกดึงออกจากปัจจุบันอย่างต่อเนื่องจนบางครั้งเราลืมไปว่า ชีวิตจริงกำลังเกิดขึ้น “เดี๋ยวนี้” อันที่จริงมันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป อดีตสามารถเป็นครู อนาคตสามารถเป็นแรงบันดาลใจ ความทรงจำบางอย่างให้พลัง ความฝันบางอย่างทำให้เรายังอยากตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เราควรหยุดคิดถึงอดีตหรือไม่” แต่คือ “เราจะกลับมาปักหลักที่ปัจจุบันได้อย่างไร หลังจากเดินทางไปแล้ว” เพราะไม่ว่าเราจะท่องไปไกลแค่ไหน สุดท้ายสถานที่เดียวที่เราสามารถลงมือทำอะไรได้จริง คือช่วงเวลาที่กำลังหายใจอยู่นี้
ยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความเร็ว เต็มไปด้วยข้อมูล และเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุให้ใจเดินทางตลอดเวลา การมีสติจึงเปรียบเหมือนสมอเรือ ที่คอยยึดเราไว้กับฝั่งของความจริง เตือนให้รู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องแก้ไขอดีตทั้งคืน และไม่จำเป็นต้องรีบไปถึงอนาคตภายในวันนี้ บางครั้ง ที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การไปข้างหน้า หรือย้อนกลับไป แต่อาจเป็นการข้ามจากความฟุ้งซ่านกลับมาสู่ “ปัจจุบัน”
อดีตไม่เคยหายไป คำถามคืออดีตกำลังสอนเรา หรือกำลังลงโทษเราอยู่กันแน่
อนาคตที่ยังมาไม่ถึง เราหลายคนใช้เวลาทั้งวันไปกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง กลัวว่าจะพลาด กลัวว่าจะไม่ดีพอ
กลัวว่าวันหน้าจะลำบาก ใจจึงเดินทางล่วงหน้าไปยืนอยู่ในวันที่ยังไม่มีอยู่ แต่ยิ่งคิดไกลเท่าไรพลังที่ควรใช้กับวันนี้ก็ยิ่งหายไปเท่านั้น อนาคตจึงกลายเป็นขโมยที่ขโมยความสงบของปัจจุบัน
“เมื่อใจเดินทางบ่อย เราจะฝึกดึงกลับอย่างไร” จริง ๆ แล้วเป็นหัวใจเดียวกับการฝึกสติที่ พระพุทธเจ้า ทรงสอนไว้เพราะธรรมชาติของใจ ต้องคิด ต้องไหลไปหาอดีต ต้องกังวลอนาคต ถ้าใจไม่เดินทางเลย นั่นต่างหากที่ผิดธรรมชาติ ดังนั้นการฝึกดึงกลับไม่ใช่การ “ห้ามคิด” แต่คือ รู้ทันว่ากำลังคิด ทันทีที่รู้เรากลับมาแล้วครึ่งหนึ่ง
การดึงใจกลับไม่ใช่การชนะใจแต่มันคือการ “รู้จักใจ” และยิ่งรู้จักเราจะยิ่งอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น
✨ ใจเผลอ = ธรรมชาติ
✨ รู้ทัน = การฝึก
✨ กลับมา = ชัยชนะเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่
5 จังหวัดที่มีป่าไม้มากที่สุดในไทย
จังหวัดไหน ครองแชมป์มีพื้นที่ ปลูกข้าวมากที่สุดในประเทศไทย
ความแตกต่างที่น่าทึ่งระหว่าง "งูจงอาง" (King Cobra) ในช่วงอายุที่แตกต่างกันระหว่างลูกงู และงูที่โตเต็มวัยแล้ว
เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไทย ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าของญี่ปุ่น
10 อันดับประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชีย
ธนาคารไหนมีสาขามากที่สุดในประเทศไทย
เส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
5ประเทศที่นำอาวุธเข้ามาในประเทศมากที่สุดในเอเชีย
ระบบนิเวศวิทยาของนกกาเหว่า: ผู้ไม่เคยสร้างรัง แต่ไม่เคยสูญพันธุ์
เขมรคุยโว! มีคนแห่เที่ยว "ถนนคนเดิน" ใน "พนมเปญ" วันละแสน..รั้งอันดับ 2 ของโลกเมืองที่น่าเที่ยวยามค่ำคืน
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/2/69
วัวแอนโคเล–วาตูซี: มหากาพย์เขายักษ์และจิตวิญญาณแห่งแอฟริกา
เลขเด็ด อาจารย์ดุ่ย ภรัญฯ งวด 1/3/69
เลขาฯกฤษฎีกาเปิดทางยกเลิก MOU 44 แต่เตือนต้องไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ – ปมบัตรเลือกตั้ง QR Code โยนศาลชี้ขาด
เครื่องดื่มแบรนด์ไทย ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในระดับโลก
มองโลกในแง่ดีเข้าไว้





