เปิดเรื่องราว"คำหยาบ" ในอดีตที่เคยรุนแรงมาก และบางคำหายสาปสูญ
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการสูงมาก คำด่าหรือคำหยาบในสมัยก่อนบางคำ พอเวลาผ่านไปความรุนแรงก็ลดลงจนกลายเป็นคำธรรมดา หรือบางคำก็ "ตาย" ไปเพราะบริบทสังคมเปลี่ยนไปจนคนรุ่นใหม่ฟังแล้วไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป
คำหยาบคายในภาษาไทยไม่ได้มี "จุดเริ่มต้น" ในวันที่ระบุแน่ชัด แต่เป็นการสั่งสมและเปลี่ยนแปลงตามบริบททางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ สมัยสุโขทัยถึงอยุธยา เช่น "กู-มึง" หรือ "อ้าย-อี" ในพิธีกรรมทางศาสนาหรือกฎหมายโบราณ เช่น การแช่งให้ "ตายโหง" หรือ "ลงนรก" ซึ่งถือเป็นเรื่องอัปมงคลร้ายแรงในสมัยนั้น
ยุคเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม (พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา) ในช่วงการสร้างชาติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการพยายามกำจัด "ความหยาบโลน" ออกจากสังคมเพื่อความเป็นอารยะ มีการออกกฎหมายห้ามพูดคำหยาบในที่สาธารณะ (เช่น มาตรา 393) ทำให้คำด่าหลายคำถูกบันทึกให้กลายเป็นความผิดทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ
คำหยาบในอดีตที่เคยรุนแรงมาก หรือหายสาปสูญไปจากบทสนทนาปัจจุบันไปแล้ว เช่น..
1. คำด่าที่เกี่ยวกับ "ชนชั้นและจารีต" (หายไปตามยุคสมัย) ในสมัยโบราณ การด่าที่แรงที่สุดคือการด่ากระทบถึงชาติกำเนิดหรือการละเมิดกฎหมายบ้านเมือง
-อ้ายข้าขวานฟ้า: คำนี้เคยหยาบคายมากในสมัยอยุธยา ใช้เรียกพวกทาสหรือคนที่ทำตัวต่ำต้อยผิดกาลเทศะ ปัจจุบันแทบไม่มีใครรู้จักความหมายนี้แล้ว (อ้าย: พี่ชาย หรือใช้เรียกผู้ชาย / ฆ่าขวานฟ้า: มาจากคำว่า "ฟ้าผ่า" )เพราะคนโบราณเชื่อว่าหินรูปร่างคล้ายขวานที่พบหลังฟ้าผ่าคือ "ขวานฟ้า" การแช่งให้ "ขวานฟ้า" ลงมาฆ่า จึงหมายถึงการแช่งให้ "ฟ้าผ่าตาย" นั่นเอง
-อีร้อยคุ้ง: เป็นคำด่าผู้หญิงในสมัยก่อน เปรียบเปรยถึงผู้หญิงที่สำส่อน (ไปทั่วทุกคุ้งน้ำ) เปรียบเหมือนไหลไปตามคุ้งน้ำต่างๆ เป็นร้อยคุ้ง หรือผ่านผู้ชายมามากมายนั่นเอง ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยคำอื่นที่สั้นและแรงกว่า (ร้อย: จำนวนมาก /คุ้ง: คุ้งน้ำ หรือโค้งน้ำ)
-อ้ายถ่อย / อีถ่อย: แม้จะยังพอได้ยินในละครย้อนยุค แต่ในชีวิตจริงคำว่า "ถ่อย" ถูกใช้น้อยลงมาก ส่วนใหญ่จะเหลือแค่คำว่า "ถ่อย" ที่เป็นคำวิเศษณ์บอกลักษณะนิสัย ไม่ค่อยใช้เป็นคำอุทานด่ากันตรงๆ เหมือนสมัยก่อน
2. คำด่าที่ระบุ "อวัยวะ" แบบโบราณ
-อ้ายจัญไร / อีจัญไร: เดิมทีคำว่า "จัญไร" (มาจากคำว่า เสนียดจัญไร) ถือเป็นคำแช่งที่รุนแรงมาก เพราะหมายถึงการนำความอัปมงคลมาสู่ตระกูล ปัจจุบันกลายเป็นคำด่าระดับกลางๆ หรือใช้ล้อเล่นในกลุ่มเพื่อน
-...ทอง: จริงๆ คำนี้ยังไม่หายไป แต่ "ที่มา" ของมันเลือนลางไปมาก ในสมัยก่อนหมายถึงดอกไม้พิษหรือการเปรียบเปรยถึงผู้หญิงที่ไม่ดีตามคติโบราณ ปัจจุบันถูกจัดเป็นคำหยาบคายระดับรุนแรง และมักโดนแบนในสื่อหลัก (เซ็นเซอร์)
3. คำที่ถูก "ลดระดับ" จากคำด่าเป็นคำทั่วไป มีหลายคำที่เคยเป็นคำไม่สุภาพ แต่ปัจจุบันใช้กันจนเป็นเรื่องปกติ
-กู / มึง: ในสมัยอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์ หากใช้ผิดกาลเทศะถือว่าหยาบคายและโอหังมาก ปัจจุบันกลายเป็นสรรพนามแสดงความสนิทสนมในกลุ่มเพื่อน
-อี / อ้าย: เคยเป็นคำนำหน้าชื่อที่ใช้กับคนที่ต่ำกว่าหรือใช้ด่า ปัจจุบันในบางบริบท (เช่น ภาษาถิ่นเหนือหรืออีสาน) เป็นเพียงคำนำหน้าปกติ
ทำไมคำเหล่านี้ถึงหายไป ในบริบทสังคมเปลี่ยน การด่าเรื่อง "ทาส" หรือ "ชนชั้น" หมดความขลังเพราะระบบทาสไม่มีแล้ว ภาษาวิบัติตามสมัยนิยมเน้นคำที่พ่นออกมาได้เร็วและกระแทกอารมณ์มากกว่า (เช่น คำอุทานพยางค์เดียว)
การเซ็นเซอร์ของสื่อ หรือหน่วยงานตรวจสอบสื่อในอดีตทำให้คำบางคำถูกแบนจนคนไม่ได้ยิน และเลิกพูดไปเองในที่สุด
--เกร็ดน่าสนใจ คำว่า "ต/อแ/หล" ในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นคำที่รุนแรงถึงขั้นมีการฟ้องร้องขึ้นศาลกันจริงจัง แต่ปัจจุบันกลายเป็นคำที่ใช้ด่ากันทั่วไปจนความศักดิ์สิทธิ์ของบทลงโทษหายไปหมดแล้ว
แมวเพียงชนิดเดียวในประเทศไทย ที่ถูกขึ้นบัญชีให้เป็นสัตว์ป่าสงวน
จังหวัดล่าสุดของประเทศไทยที่ถูกยุบเลิก (ในทางประวัติศาสตร์)
10 ไม้ประดับราคาแพงที่สุดในประเทศไทย
รอยสักอมตะจากชั้นดินเยือกแข็ง: ถอดรหัสชีวิต "เจ้าหญิงน้ำแข็งแห่งไซบีเรีย"
5 ประเทศในเอเชียที่มีการบริโภค ข้าวเหนียว มากที่สุด
เปิดวาร์ป 3 จุดที่ "แคบที่สุด" ในแผนที่ประเทศไทย! อยู่ตรงไหน มาดูกัน
เปิดแนวทางตัวเลข "อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม" งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
ประเทศที่นิยมปลาร้าไทย นำเข้าปลาร้าจากไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง
"งูจงอาง" โผล่หน้ารถใช้เวลา 4 ชั่วโมง กว่าจะจับได้ คอหวยแห่ส่องเลขทะเบียนรถ
5 ประเทศที่มี กองทัพอ่อนแอที่สุดในโลก
นี่คือภาพของความสวยงามของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อมองมาจากนอกโลก
จังหวัดไหนในไทย มีโรงแรมมากที่สุด
น้องเพชรกล้า เด็กชายนำโชค มาเเล้วจ้ากับงวดที่ 16/2/69
ประเทศที่คนนิยมมาซื้อบ้านในประเทศไทยมากที่สุด
ชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่อยู่ในประเทศไทย








