ส้มตำ: ครกแห่งอารยธรรมและจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม
เมนูส้มตำที่เห็นในครกใบเดิมอาจจะไม่ใช่เพียงแค่อาหารมื้ออร่อยอีกต่อไป เมื่อมองผ่านเลนส์ของ "จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม" เราจะพบกับการต่อสู้เพื่อแย่งชิงนิยามพื้นที่และตัวตนผ่านวัตถุดิบที่เดินทางข้ามโลก จากพืชพื้นเมืองในอเมริกาใต้ สู่การเป็นอาวุธทางวัฒนธรรมในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่กำลังถูกท้าทายด้วยวาทกรรมแห่งการเคลมสิทธิ์อย่างเข้มข้น
ส้มตำ: ครกแห่งอารยธรรมและจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม
การเดินทางของมะละกอและพริกจากอเมริกาใต้ในช่วงศตวรรษที่ 16 เปรียบเสมือนการเข้ามาของ "แขกรับเชิญ" ที่กลายเป็นผู้มีอิทธิพลหลักในวัฒนธรรมการกินของลุ่มน้ำโขง ในเชิงประวัติศาสตร์ยุคอยุธยา บันทึกของลาลูแบร์ระบุถึงการตำผลไม้ดิบ เช่น มะม่วงหรือแตงกวา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคนิคการปรุงรสเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ลื่นไหลและไร้พรมแดนมาแต่เดิม ก่อนที่มะละกอจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าจนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่ถูกจดจำไปทั่วโลก
ทว่าในยุคปัจจุบัน ส้มตำได้ถูกลากเข้าสู่สมรภูมิของ "จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม" เมื่อกัมพูชาพยายามสร้างนิยามใหม่ภายใต้ชื่อ "บกละฮอง" หรือวาทกรรม "ตำขอม" เพื่ออ้างสิทธิ์ในความรุ่งเรืองของจักรวรรดิเขมรโบราณเหนือพื้นที่ทางวัฒนธรรมนี้ ความพยายามดังกล่าวถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างอำนาจละมุน (Soft Power) ที่ใช้การเคลมสิทธิ์เหนือรากเหง้าเพื่อขยายอิทธิพลทางอัตลักษณ์
ข้อโต้แย้งที่สำคัญในมิติจักรวรรดินิยมวัฒนธรรมมีดังนี้:
ความย้อนแย้งแห่งกาลเวลา: การอ้างว่าส้มตำคือมรดกยุคนครวัดถือเป็นวาทกรรมที่ขาดความสมเหตุสมผลในเชิงพฤกษศาสตร์ เนื่องจากมะละกอเพิ่งเข้ามาในภูมิภาคนี้เพียง 400-500 ปีที่แล้ว ในขณะที่จักรวรรดิขอมรุ่งเรืองมาก่อนหน้านั้นนับพันปี การพยายามผูกโยงวัตถุดิบสมัยใหม่เข้ากับอารยธรรมโบราณจึงเป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
วาทกรรมขอมไม่ใช่เขมร: ชื่อ "ขอม" ในทางประวัติศาสตร์เป็นนิยามทางวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ การนำชื่อนี้มาใช้เรียกส้มตำในนาม "ตำขอม" จึงเป็นกลยุทธ์การขโมยนิยามทางประวัติศาสตร์เพื่อหวังผลทางภาพลักษณ์ของชาติในปัจจุบัน
การครอบงำด้วยมาตรฐานรสชาติ: แม้กัมพูชาจะพยายามสร้างสูตรเฉพาะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ส้มตำไทย" ได้กลายเป็นมาตรฐานระดับสากลไปแล้ว การที่กัมพูชาพยายามเคลมสิทธิ์จึงเป็นเสมือนการต่อสู้ในเชิงโครงสร้างอำนาจทางวัฒนธรรมที่ต้องการพื้นที่ยืนในตลาดโลก
ปรัชญาชีวิตที่ซ่อนอยู่ในรสชาติของส้มตำยังสะท้อนถึงการดิ้นรนและการเอาตัวรอด ทั้งรสเผ็ดที่หมายถึงความกล้าหาญ รสเค็มที่สื่อถึงความทรหด รสเปรี้ยวที่แทนความผิดหวัง และรสหวานที่เยียวยาด้วยความสมหวัง รสชาติเหล่านี้เองที่เป็นเครื่องยืนยันว่าส้มตำคือผลผลิตของการสั่งสมประสบการณ์และการปรับตัวของผู้คน ไม่ใช่สมบัติที่เกิดจากการประกาศสิทธิ์เพียงฝ่ายเดียว
บทสรุปของข้อพิพาทนี้ชี้ให้เห็นว่า ส้มตำคือวัฒนธรรมร่วม (Shared Heritage) ที่ก้าวข้ามความเป็นจักรวรรดิใดจักรวรรดิหนึ่ง ความสวยงามของมันอยู่ที่การเป็น "วัฒนธรรมแห่งการเอาตัวรอด" ที่คนในภูมิภาคสร้างสรรค์ร่วมกัน การพยายามใช้ลัทธิจักรวรรดินิยมเพื่อครอบครองนิยามส้มตำเป็นของชาติเดียว จึงขัดต่อธรรมชาติของวัฒนธรรมที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและเติบโตตามกาลเวลาเสมอ
https://www.tiktok.com/@meeraideekorbokma/video/7546466241246989589
#ส้มตำ #ตำไทย #จักรวรรดินิยมวัฒนธรรม #ประวัติศาสตร์อาหาร #ขอมไม่ใช่เขมร #SoftPower #วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง #การเคลมวัฒนธรรม
5 อันดับ ประเทศที่มีขยะมากที่สุดในโลก
ประเทศที่ชอบทุเรียนไทยที่สุด นำเข้าทุเรียนจากไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง
10 ประเทศ ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากที่สุด
ประเทศนอกเมืองจีน ที่มีคนจีนย้ายไปอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุด
ชาติในภูมิภาคอาเซียน ที่ติดหนี้เงินกู้จากประเทศจีนมากที่สุด
จบยุคเดินข้ามชิล ไทยขยับจริง สร้างกำแพง–ขุดคูน้ำหนองจาน ปิดช่องทางเดิมแบบถาวร
จังหวัดนี้เลี้ยงไก่มากที่สุดในไทย
ประเทศที่คนนิยมมาซื้อบ้านในประเทศไทยมากที่สุด
ประเทศที่ส่งออกมันสำปะหลังเข้าไทยมากที่สุด
ประเทศที่ คนอัดแน่นที่สุดในโลก
4 ตำนานแอ็กชันกับเงาสะท้อนของกาลเวลาโดย AI
เจาะลึกเลขเด็ด "แม่นมากขั้นเทพ" และสถิติย้อนหลัง 10 ปี งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
นักการเมืองที่รวยที่สุด มีทรัพย์สินมากที่สุดอันดับหนึ่งในโลก
กาแฟ: ฮีโร่สีเข้มกับการป้องกันสโตรก
"โยชิทะดะ มินามิ"ผู้คิดค้นหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเครื่องแรกของโลกในนาม"โตชิบา" จากความรักสู่ความใส่ใจภรรยา
เราเรียกผิดมาตลอดชีวิต? เปิดความลับถ้วยจิ๋วบนโต๊ะอาหาร สรุปต้อง 'น้ำปลาพริก' หรือ 'พริกน้ำปลา' กันแน่!
ซูแอซัต(Suaasat): รสชาติแห่งการอยู่รอดและอัตลักษณ์ของชาวอินูอิต



