ตาลีบันจะแบ่งสังคมออกเป็น4ชนชั้น
เขียนโดย ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
ประมวลกฎหมายฉบับใหม่ของกลุ่มตาลีบันจะรับรองความสัมพันธ์ระหว่างคนชนชั้นสูง(นาย)กับคนชนชั้นต่ำ(ทาส)อย่างชัดเจน และแบ่งสังคมออกเป็น4ชนชั้น ดูเหมือนระดับอารยธรรมของพวกเขายังคงติดอยู่กับยุคก่อนหน้า ซึ่งดึงดูดความสนใจจากนานาชาติอย่างกว้างขวางเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา....
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ชิบาตุลลาห์ อากุนดาซาร์ (Shibatullah Agundazar)ผู้นำกลุ่มตาลีบัน ได้ลงนามและเผยแพร่ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่จำนวน 58 หน้า ประมวลกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการรับรองความสัมพันธ์แบบนายกับทาสอย่างสุดโต่ง ฟื้นฟูโทษประหารชีวิต และอนุญาตให้มีการล่วงละเมิดทางเพศต่อสตรีและเด็ก โดยประมวลกฎหมายนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน ประกอบด้วย 10 บท และ 119 มาตรา
ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการแถลง การอภิปราย หรือกระบวนการใดๆ ต่อสาธารณะมาก่อน แต่ขณะนี้ได้ถูกแจกจ่ายไปยังสถาบันตุลาการในระดับจังหวัดเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงแล้ว
กลุ่มตาลีบันเผยแพร่ระเบียบศาลอาญาฉบับใหม่ เริ่มที่การยอมรับความสัมพันธ์แบบนายกับทาสกันก่อนเลย สังคมมักชอบแบ่งผู้คนออกเป็นชนชั้นต่างๆ เสมอ และกฎหมายอาญาฉบับใหม่นี้ได้กล่าวถึงคำว่า "ทาส หรือ คนชนชั้นต่ำกว่า" อย่างชัดเจนในหลายมาตรากันเลยทีเดียว.
และมีแยกแยะทางกฎหมายระหว่าง "บุคคลอิสระ" กับ "ทาส" ซึ่งเป็นการยอมรับสถานะทางกฎหมายของความสัมพันธ์ระหว่างนายกับทาสอย่างมีประสิทธิภาพ แบบเห็นๆ
ตัวอย่างเช่น มาตรา 15 กำหนดว่า สำหรับความผิดที่ไม่มีโทษตายตัว " ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นบุคคลอิสระหรือทาส " การลงโทษอาจกำหนดได้ตามดุลพินิจของผู้กระทำความผิด
มาตรา 4 กำหนดว่า โทษตายตัวอาจดำเนินการโดย "อิหม่าม" (ตำแหน่งทางศาสนาอิสลามที่หมายถึง "ผู้นำในการละหมาด") ในขณะที่โทษอื่นๆ .... อาจดำเนินการได้ตามดุลพินิจของ "สามี" และ " นาย..... "
ที่สำคัญ คือ การนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ใหม่สำหรับผู้ที่แสดงความเห็นต่าง
กฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจในการตัดสินชีวิตและความตายให้แก่ผู้นำตาลีบัน แบบโต้งๆกันอีกครั้งมาตรา 23 ระบุว่า "การดูหมิ่นผู้นำตาลีบัน" มีโทษเฆี่ยน 20 ครั้งและจำคุก 6 เดือน
มาตรา 24 กำหนดให้ประชาชนต้องรายงานในกิจกรรมที่เรียกว่า "ต่อต้านรัฐบาล" มิฉะนั้นอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายยังระบุอย่างชัดเจนว่า "ผู้ก่อการร้าย" ที่ต่อต้านกรอบความคิดของตาลีบันอาจถูกตัดสินประหารชีวิต
โดยอ้างว่า " ความเสียหายที่เกิดจากผู้ก่อการร้ายเป็นเรื่องสาธารณะและไม่สามารถแก้ไขได้หากปราศจากโทษประหารชีวิต " ส่วนใน มาตรา 4 อนุญาตให้ชาวมุสลิมทั่วไปมี "สิทธิ" ในการลง(ศาลเตี้ย)โทษผู้อื่นในที่เกิดเหตุเมื่อพวกเขาเห็นเป็น "อาชญากรรม (ของผู้ก่อการร้าย)"
ประมวลกฎหมายที่น่าสนใจถัดมา คือ มาตรา 48-30 ว่าด้วยการปล่อยปละละเลยต่อความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก
กฎหมายฉบับนี้มีข้อบกพร่องร้ายแรงในการคุ้มครองสตรีและเด็กจากการใช้ความรุนแรง ในมาตรา 30 ห้ามเฉพาะการใช้ความรุนแรงต่อเด็กที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เช่น กระดูกหัก ผิวหนังฉีกขาด หรือรอยฟกช้ำ
แต่ไม่ได้ห้ามการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจในรูปแบบอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งเท่ากับเป็นการอนุญาตให้ใช้ความรุนแรงต่อเด็กได้ ตัวอย่างเช่น มาตรา 48 อนุญาตให้บิดาลงโทษบุตรที่อายุต่ำกว่า 10 ปี สำหรับการกระทำที่ "ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเอง" (เช่น การไม่ไปละหมาด)
ส่วนในเรื่องของสตรี มาตรา 32 กำหนดว่า สามีจะถูกจำคุกได้เพียง 15 วัน หากเขาตีภรรยาด้วยไม้จนก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เช่น บาดแผลหรือรอยฟกช้ำ และภรรยาสามารถพิสูจน์ได้ในศาล
แต่สำหรับการใช้ความรุนแรงในครอบครัวรูปแบบอื่นกลับไม่ได้ถูกห้ามอย่างชัดเจน
ในมาตรา 34 บัญญัติว่า หากภรรยาไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสามีและปฏิเสธที่จะกลับบ้านหลังจากถูกขอร้องให้กลับ ทั้งภรรยาและญาติที่ขัดขวางไม่ให้เธอกลับบ้านของสามีจะถูกพิจารณาว่าเป็นอาชญากร และอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน
ที่สำคัญ จากกฎหมายอาญาฉบับใหม่ สังคมนี้จะต้องแบ่งออกเป็น 4 ชนชั้นอย่างชัดเจน กฎหมายอาญาฉบับใหม่กำหนดให้แบ่งสังคมออกเป็น 4 ชนชั้น ได้แก่
นักวิชาการศาสนา (ชนชั้นนำทางศาสนา เช่น อุลิมะฮ์และมุลลาห์)
ชนชั้นนำ (บุคคลผู้มีอิทธิพล เช่น ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ผู้บัญชาการทหาร และข้าราชการระดับสูง)
ชนชั้นกลาง
และชนชั้นล่าง
แน่นอนครับ กฎหมายก็กำหนดบทลงโทษที่แตกต่างกันสำหรับความผิดเดียวกัน โดยความรุนแรงของบทลงโทษขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของผู้กระทำผิดนั้นเอง ตัวอย่างเช่น หากนักวิชาการศาสนากระทำความผิด พวกเขาจะได้รับเพียงคำตักเตือนด้วยวาจา หากชนชั้นนำกระทำความผิด พวกเขาจะถูกเรียกตัวขึ้นศาลและได้รับคำตักเตือน
อย่างไรก็ตาม หากสมาชิกของชนชั้นกลางกระทำความผิดเดียวกัน พวกเขาจะต้องโทษจำคุก หากกระทำโดยสมาชิกของชนชั้นล่าง
นอกจากการจำคุกแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับการลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรง (เช่น การเฆี่ยนตี) นี่หมายความว่าชนชั้นล่างอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษที่รุนแรงกว่า ในขณะที่ผู้มีอำนาจมักจะหลีกเลี่ยงผลที่ตามมาอย่างร้ายแรงได้ จึงเสมือนการทำให้การเลือกปฏิบัติทางศาสนากลายเป็นเรื่องปกติในเชิงสถาบันซะนี่..
นอกจากนั้นแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยังทำให้การเลือกปฏิบัติทางศาสนาเป็นเรื่องปกติ โดยจัดให้เฉพาะผู้ที่นับถือสำนักฮานาฟี (Hanafi) ซึ่งเป็น หนึ่งในสี่มัซฮับหรือสำนักคิดทางนิติศาสตร์อิสลามที่สำคัญที่สุดของนิกายซุนนีจะถูกยกย่องให้เป็น "มุสลิมที่แท้จริง" และผู้ที่นับถือสำนักอื่นเป็น "ผู้ไม่ศรัทธา"
กล่าวคือ ในมาตรา 26 ห้ามผู้ที่นับถือสำนักฮานาฟีละทิ้งนิกายของตน มิเช่นนั้นจะต้องถูกจำคุกสูงสุด 2 ปี หากสตรีละทิ้งศาสนาอิสลาม เธออาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตและถูกเฆี่ยนตีทุกสามวันจนกว่าจะกลับมานับถือศาสนาอิสลามอีกครั้ง
สอดคล้องกับมาตรา 17 ที่กำหนดให้การเยาะเย้ยและดูหมิ่นคำสอนของศาสนาอิสลามเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 14 ระบุว่า เพื่อ "ประโยชน์ส่วนรวม" การฆ่าผู้ที่ "ปกป้องความเชื่อที่ผิด" หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นรับเอาความเชื่อดังกล่าวเป็นสิ่งที่อนุญาตได้หากได้รับอนุญาตจากอิหม่าม
และตามกฎหมายอาญาฉบับใหม่พวกเขามองว่าการเต้นรำ ก็เป็นอาชญากรรมกฎหมายนี้ยังกำหนดให้พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างเป็นความผิดทางอาญาอีกซะด้วย ซึ่งในมาตรา 59 กำหนดให้ "การเต้นรำ" และ "การชมการเต้นรำ" เป็นความผิดทางอาญา แต่ไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจน
กฎหมายนี้ยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าทำลายสถานที่ที่เรียกว่า "สถานที่ที่เสื่อมทรามทางศีลธรรม" เหล่านี้...ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานประกอบการต่างๆ เช่น ร้านตัดผมและร้านเสริมสวย รวมถึงเจ้าของสถานที่เหล่านั้นด้วย
กฎหมายอาญาฉบับใหม่นี้ถือเป็นความพยายามทางกฎหมายที่เป็นระบบที่สุดของกลุ่มตาลีบันต่อสังคมอัฟกานิสถาน นับตั้งแต่ยึดอำนาจได้ในปี 2564 ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากในระดับนานาชาติ
ริชาร์ด เบนเน็ตต์ (Richard Bennett) ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในอัฟกานิสถาน ได้ออกมาเตือนอย่างเปิดเผยว่า ..กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับนี้อาจส่งผลกระทบที่ "น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง" ต่อชาวอัฟกานิสถาน
ส่วนทางด้าน ราวาดารี (Rawadari) บุคลากรในองค์กรสิทธิมนุษยชนของอัฟกานิสถาน(Afghan human rights organisation) ก็แสดงความคิดเห็นว่า "กฎหมายนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความยุติธรรมเลย มันมุ่งที่จะสร้างระบบที่อนุญาตให้รัฐลงโทษใครก็ได้ ทุกที่ ทุกเมื่อโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย"
เขียนโดย ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
รีวิวหนังดัง TENET ในรูปแบบ Blu-ray disc
ปลาทะเลที่หาได้ยากที่สุด ที่พบในทะเลไทย
ถุงพลาสติกไม่ได้เริ่มจากขยะ เรื่องจริงของของใช้ใกล้ตัวที่ควรใช้ให้คุ้ม
มารู้จัก "หัวท้าวยายม่อม" พืชพื้นบ้านที่ซ่อนแหล่งแป้งชั้นดีของขนมไทย
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
LTT 9779b ดาวเคราะห์กระจกที่ร้อนจัด แต่สะท้อนแสงจ้าเกือบทั้งดวง
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
つづく แปลว่าอะไร คำท้ายการ์ตูนญี่ปุ่นที่หลายคนเห็นมาตั้งแต่เด็ก
คณะที่คนสมัครมากสุดใน TCAS69 ไม่ใช่แพทย์ อันดับจริงน่าคิดกว่าที่คาด
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
















