บทเรียนราคา 2 ล้านล้านบาท นำไปสูจุดจบของ Metaverse / Facebook (หรือ Meta)
เคยสมัครใช้งานกันมั้ยกับ Metaverse ของ Facebook (หรือ Meta) ที่เป็นวิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg ที่ต้องการเปลี่ยนจากโซเชียลมีเดียบนหน้าจอ มาสู่โลกเสมือนจริงแบบ 3 มิติที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน เล่น รวมแล้วได้ความหมายว่าเป็น “จักรวาลที่อยู่เหนือจินตนาการ” โลกอีกใบที่ให้ผู้คนได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันผ่านการจำลองเป็นตัวละครต่าง ๆ หรือซื้อของผ่าน "อวตาร" (Avatar) ได้จริง เป็นการผสานโลกจริงเข้ากับโลกดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี VR และ AR เพื่อสร้างประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เสมือนจริงมากขึ้น
เป็นการการรีแบรนด์ ในปี 2021 Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทแม่เป็น "Meta" เพื่อมุ่งเน้นการสร้าง Metaverse เป็นหัวใจหลัก โดยมีแอปอย่าง Facebook, Instagram และ WhatsApp อยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล: มีการใช้เทคโนโลยีอย่าง Blockchain และ NFT ในการซื้อขายไอเทมหรืออสังหาริมทรัพย์เสมือนจริง ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่
โดย Mark Zuckerberg ได้ทุ่มเงินเดิมพันมหาศาลกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท (แหม คุ้นๆ จัง) แต่กลับไม่ได้รับความนิยมตามที่คาดหวัง เกิดจากอะไร มาดูกัน
1. ความเชื่อที่ผิดพลาดของ Mark Zuckerberg เขาเชื่อว่าหากสร้างโลกเสมือน (Metaverse) ที่สมบูรณ์แบบได้ มนุษย์จะยอมทิ้งโลกแห่งความจริงเพื่อเข้าไปใช้ชีวิตในนั้น ทั้งการทำงาน ออกกำลังกาย หรือปาร์ตี้ แต่ความจริงคือมนุษย์ยังให้คุณค่ากับ "ความแท้จริง" (Authenticity) มากกว่าความรู้สึกที่ถูกปรุงแต่งขึ้น
2. ตัวเลขผู้ใช้ที่น่าผิดหวัง หลังจากเปิดตัว Horizon World ซึ่งเป็นเรือธงของ Meta กลับมีผู้ใช้ประจำต่อเดือนเพียงประมาณ 200,000 คน และในบางช่วงเวลาทั่วโลกมีคนออนไลน์พร้อมกันไม่ถึง 1,000 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลก
3. สาเหตุที่ Metaverse พังนั้นพวกเขาอาจประเมินคุณค่ามนุษย์ต่ำไป มนุษย์ต้องการประสบการณ์จริงที่มี "ผลลัพธ์จริง" (Consequence) เช่น การปีนเขาที่ได้เหงื่อและลมปะทะหน้า ไม่ใช่แค่ภาพสวยแต่ไร้ความรู้สึก
--ผลิตภัณฑ์ไม่ดีพอ: กราฟิกในยุคแรกดูล้าสมัยเหมือนเกมปี 2006 ตัวอวตารมีแค่ครึ่งตัวบนลอยไปมา ดูประหลาดและน่าขนลุก
--อุปสรรคในการใช้งาน (Friction): ต้องซื้อแว่น VR ราคาสูงถึง 50,000 บาท แบตเตอรี่อยู่ได้ไม่นาน ใส่แล้วหนักหัว และทำให้คลื่นไส้
--แม้แต่พนักงานยังไม่ใช้: มีข้อมูลหลุดว่าพนักงานของ Meta เองก็ไม่ยอมใช้ Metaverse ประชุมงาน เพราะระบบขัดข้องบ่อยจนต้องกลับมาใช้ Zoom เหมือนเดิม
4. การปรับกลยุทธ์สู่ AR ปัจจุบัน Meta เริ่มถอยห่างจาก Metaverse และหันมาโฟกัสที่ AR (Augmented Reality) แทน เช่น แว่นตา Ray-Ban Meta ซึ่งเป็นการเสริมโลกจริงให้สะดวกขึ้นแทนที่จะตัดขาดจากโลกจริง ซึ่งตอบโจทย์มนุษย์ได้ดีกว่า
5. บทเรียนราคา 2 ล้านล้านบาท เทคโนโลยีที่ฝืนสัญชาตญาณหรือธรรมชาติของมนุษย์จะถูกปฏิเสธเสมอ การปฏิสัมพันธ์แบบ Human-to-Human จริงๆ เช่น การสบตาและการสัมผัส เป็นสิ่งที่โค้ดคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทดแทนได้ และ "ความจริง" ยังคงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดเสมอ
บทสรุปของ "จุดจบ Metaverse" จากบทเรียนราคาแพงกว่า 2 ล้านล้านบาท (70,000 ล้านดอลลาร์) ของ Meta เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแค่ไหน หากฝืนสัญชาตญาณหรือการมีปฏิสัมพันธ์แบบ Human to Human จริงๆ สุดท้ายจะถูกปฏิเสธ เพราะ "ความจริง" ยังคงเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงที่สุดสำหรับมนุษย์เสมอ
--ประเมินมนุษย์ผิด: คนยังต้องการความจริงและสัมผัสทางกายภาพที่โลกเสมือนให้ไม่ได้จนกลายเป็นเมืองร้าง
--ใช้งานยากเกินไป: แว่น VR ราคาแพง ใส่แล้วมึนหัว กราฟิกดูแย่ แม้แต่พนักงาน Meta เองก็ยังไม่ยอมใช้
--ถอยมาหาความจริง: ยอมรับความพ่ายแพ้แล้วหันไปทำแว่น AR ที่เน้นเสริมการใช้ชีวิตในโลกจริงแทน
https://th.wikipedia.org/wiki/เมตาเวิร์ส
https://en.wikipedia.org/wiki/Metaverse
โพสท์โดย ลูกสาวอบต
จงอางสีทองที่ใหญ่ที่สุด
คันจุดซ่อนเร้นเรื้อรัง อย่านิ่งนอนใจ อาจไม่ใช่แค่ผื่นธรรมดา
ทำไมเราถึงใจดีกับคนนอกบ้าน แต่เอาอารมณ์ร้ายไปลงกับคนในครอบครัว
5 คณะสุดแกร่ง เรียนจบแล้วตลาดแย่งตัว
เครื่องบินพานักกระโดดร่มตกที่มิสซูรี เสียชีวิตยกลำ 12 คน
Quiet Quitting ไม่ใช่ขี้เกียจ แต่คือสัญญาณคนทำงานเริ่มขีดเส้นชีวิต
คอนโดล้นตลาด 3.5 แสนยูนิต! ผู้เชี่ยวชาญชี้ คนซื้อกำลังได้เปรียบที่สุดในรอบหลายปี
3 คณะที่เรียนยากที่สุดในระดับมหาวิทยาลัย
จ้างหมอลำหนึ่งงานต้องเตรียมงบเท่าไร เช็กก่อนตกลงคิว
3 มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนักศึกษาน้อยที่สุดในประเทศไทย
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/6/69
ทำไม CEO ยังต้องเป็นมนุษย์ ในยุคที่ AI วิเคราะห์ข้อมูลเก่งกว่า
คอนโดล้นตลาด 3.5 แสนยูนิต! ผู้เชี่ยวชาญชี้ คนซื้อกำลังได้เปรียบที่สุดในรอบหลายปี
เครื่องบินพานักกระโดดร่มตกที่มิสซูรี เสียชีวิตยกลำ 12 คน









