ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์: เที่ยวบินแห่งความหวังและรอยร้าวที่ฝังลึกในประวัติศาสตร์สงครามเวียดนาม
ท่ามกลางเสียงปืนและการล่มสลายของกรุงไซ่ง่อนในเดือนเมษายน ค.ศ. 1975 ประวัติศาสตร์ได้จารึกเหตุการณ์อพยพครั้งใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความซับซ้อนทางจริยธรรม เมื่อเด็กทารกและเด็กเล็กกว่า 3,000 ชีวิตถูกลำเลียงขึ้นเครื่องบินออกจากแผ่นดินเกิดภายใต้ชื่อ "ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์" (Operation Babylift) ภารกิจที่เริ่มต้นด้วยความหวังในการรักษาชีวิต แต่กลับทิ้งปมปัญหาและรอยร้าวในหัวใจของผู้รอดชีวิตมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
ภารกิจเร่งด่วนท่ามกลางความโกลาหล
ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด เพื่ออพยพเด็กที่ถูกระบุว่าเป็นเด็กกำพร้าออกจากเวียดนามใต้ไปยังประเทศที่สาม เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก "อเมราเซียน" หรือลูกครึ่งอเมริกัน-เวียดนาม ที่มีความเสี่ยงจะถูกเลือกปฏิบัติหากกองทัพเวียดนามเหนือเข้ายึดครองประเทศได้เบ็ดเสร็จ
ความเร่งรีบในช่วงท้ายของสงครามทำให้กระบวนการตรวจสอบเอกสารเป็นไปอย่างหละหลวม เด็กจำนวนมากถูกนำขึ้นเครื่องบินโดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน บางคนถูกวางในกล่องกระดาษหรือเปลชั่วคราวบนพื้นเครื่องบินขนส่งทหาร ท่ามกลางการดูแลของอาสาสมัครที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและสถานการณ์ที่อันตราย
โศกนาฏกรรมและความสูญเสียที่ลบเลือนไม่ได้
ความสูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการ เมื่อเครื่องบิน C-5A Galaxy ประสบอุบัติเหตุเครื่องสูญเสียแรงดันและตกลงใกล้สนามบินเตินเซินเญิ้ต คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 138 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 78 คน ภาพซากเครื่องบินกลางทุ่งนาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดที่อยู่คู่กับปฏิบัติการนี้ไปตลอดกาล แม้ภายหลังจะมีการอพยพเด็กคนอื่นๆ ออกไปได้สำเร็จก่อนกรุงไซ่ง่อนแตกเพียงไม่กี่วันก็ตาม
รอยร้าวและบทเรียนหลังสงครามสิ้นสุด
เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นในต่างแดน ความจริงเริ่มปรากฏว่าเด็กจำนวนหนึ่งไม่ใช่เด็กกำพร้าอย่างแท้จริง แต่เป็นลูกหลานที่ครอบครัวนำมาฝากไว้เพราะความหวาดกลัวสงคราม ความผิดพลาดในกระบวนการตรวจสอบนำไปสู่การฟ้องร้องและกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศ เช่น "อนุสัญญากรุงเฮก" ในปี ค.ศ. 1993 ที่เน้นย้ำถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กและการตรวจสอบสถานะอย่างเข้มงวดก่อนการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมข้ามประเทศ
การตามหารากเหง้าในวัย 50 ปี
ในปัจจุบัน ผู้ที่รอดชีวิตจากปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์ซึ่งอยู่ในวัยราว 50 ปี ได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) และเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการตามหาครอบครัวที่แท้จริงในเวียดนาม องค์กรภาคประชาชนหลายแห่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อข้อมูลพันธุกรรมเพื่อคืนตัวตนที่สูญหายไปท่ามกลางเปลวเพลิงของสงคราม
อย่างไรก็ตามปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์คือภาพสะท้อนของการตัดสินใจที่ซับซ้อนในภาวะวิกฤต แม้จะช่วยให้เด็กหลายพันคนรอดพ้นจากภัยสงครามและได้รับโอกาสใหม่ในชีวิต แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการขาดความรัดกุมก็ได้สร้างบาดแผลทางอัตลักษณ์ที่ยาวนาน ประวัติศาสตร์บทนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจชาวโลกให้ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของการปกป้องสิทธิเด็ก และการเยียวยาบาดแผลจากสงครามที่ไม่ได้จบลงเพียงแค่การวางอาวุธ
#OperationBabylift #สงครามเวียดนาม #ประวัติศาสตร์ #สิทธิเด็ก #การอพยพ #เวียดนาม
พลิกแฟ้มประวัติศาสตร์! ทูตทหารไทยในปารีสพบสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส หลักฐานใหม่สะเทือนปมชายแดน
สนามบินของไทยที่มีผู้ใช้บริการน้อยที่สุด
"นกตาทิพย์": เปิดแนวทางข้อมูลบนเน้น ๆ งวดวันที่ 1 มีนาคม 2569
จังหวัดที่มี อุทยานมากที่สุดในไทย
“กว๊าน” เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยอยู่ที่ไหน?
กัมพูชารื้อแผนที่ปี 1907 เปิดเกมทวงสิทธิ์บนรอยแผลยุคอาณานิคม
ทำไมรัสเซียจึงไม่มีไชน่าทาวน์.
ท่าทางที่มักจะทำตอนเผลอ บอกได้ว่าคุณเป็นคนแบบไหน
มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่คนกัมพูชานิยมมาเรียนต่อมากที่สุด
จังหวัดที่มีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์มากที่สุดในประเทศไทย
สัมภาษณ์คนมาเป็นพัน ไม่เคยขอดูใบปริญญา! 'ซีเค' ชี้ชัด สมัครงานยุคนี้ "เกรด" ไม่ใช่คำตอบ?
โซเชียลลาวกระหึ่ม! เรียกร้อง “แบนเขมร” หวั่นใช้เป็นทางผ่านลักลอบทำงานในไทย
ทำไมคาบสมุทรเกาหลีจึงถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ
สัมภาษณ์คนมาเป็นพัน ไม่เคยขอดูใบปริญญา! 'ซีเค' ชี้ชัด สมัครงานยุคนี้ "เกรด" ไม่ใช่คำตอบ?
ฟอสซิลมีชีวิตแห่งขุนเขา! เจาะลึก "นกแร้งเครา" นักทุบกระดูกผู้สืบทอดสายเลือดไดโนเสาร์
ย้อนรอยคืนวิปโยค! เมื่อพลุอวยพรกลายเป็นเพลิงมัจจุราช ปิดฉากงานตรุษจีน "มังกรสวรรค์" สุพรรณบุรี
5 นักษัตรดวงงานรุ่งพุ่งแรง ประตูสู่ความสำเร็จเปิดทางรับความเฮง
ลมหายใจเพื่อลูก: ตำนานรัก 6 ทศวรรษของ "เอมีเน อุสตุนดาก" ยอดคุณแม่แห่งอิสคิลิป


