PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า มลพิษ และ อากาศแปรปรวน ส่งผลต่อสมอง อารมณ์ สุขภาพร่างกาย
เขียนโดย sompeansomped
อากาศร้อนจัด ฝนกระหน่ำ ฝุ่นกระจุก เป็นประสบการณ์ที่ต้องเผชิญมากขึ้นในทุกปี ช่วงนี้ที่อากาศเริ่มเย็นลง อาจนำมาซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM2.5 หนึ่งในมลพิษที่อันตรายต่อชีวิต องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ประชากรมากกว่าครึ่งของโลกกำลังหายใจเอาอากาศที่ไม่บริสุทธิ์เข้าไป เมืองใหญ่หลายแห่งมีค่าฝุ่นเกิดเกณฑ์ปลอดภัย โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งรวมถึงกรุงเทพฯ และ เชียงใหม่ ที่มีระดับฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้นจนน่ากังวลใจในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา
งานวิจัยจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า มลพิษ และ สภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลต่อสมอง อารมณ์ และ ความสามารถในการทำงานมากกว่าที่คิด ผลกระทบเหล่านี้มักเกิดขึ้นแบบเงียบ ๆ ไม่ได้แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่กลับค่อย ๆ สะสมไปเรื่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ความคิดที่ช้าลง ไปจนถึงความเครียดโดยไม่รู้สาเหตุ
ทีมวิจัยในประเทศอังกฤษทำการวิเคราะห์งานศึกษาจากหลาย 16 ประเทศ อาทิ สหรัฐเยอรมนี ไอร์แลนด์ เบลเยียม แอฟริกาใต้ ไปจนถึงเกาหลี ญี่ปุ่น และ จีน (รายงานการวิจัยอื่นซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Health Perspectives) ข้อมูลทางสถิติยืนยันว่า ‘มลพิษทางอากาศส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้า-อัตราการจบชีวิตตัวเองมากขึ้น’ นอกจากนี้ การศึกษาเพิ่มเติมยังให้ข้อมูลที่ชี้ชัดว่า ‘มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับสติปัญญาของคนลดลงอย่างมาก และ เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการวิกลจริต’ การศึกษาแบบครอบคลุมทั่วโลกในต้นปี 2019 ได้ข้อสรุปชัดว่า ‘มลพิษทางอากาศอาจจะทำลายอวัยวะและเซลล์ในร่างกายมนุษย์ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพระยะยาว’
ผลวิจัยสรุปได้ว่า ถ้าในเมืองๆ หนึ่งระดับฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน คนจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 10% อธิบายได้ว่า การสูดดมฝุ่นมลพิษฝุ่นพิษที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (เทียบเท่า 0.00025 มิลลิเมตร) หรือ PM2.5 เข้าไปในปริมาณ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปีหรือมากกว่านี้ มีความเสี่ยงสูงขึ้น 10% ที่จะมีอาการซึมเศร้า
ตามรายงานของ WHO กล่าวเสริมว่า หากลดระดับฝุ่น PM2.5 ลงมาที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะช่วยลดอัตราซึมเศร้าของคนเมืองได้ถึง 2.5% แต่ในระยะสั้น การเพิ่มขึ้นของปริมาณฝุ่นชนิดอื่นอย่าง PM10 ในปริมาณ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายใน 3 วัน กลับเพิ่มความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายถึง 2% แม้จะดูเป็นความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยแต่ผู้คนทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองกว่า 90% อยู่ในภาวะที่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 มากเกินกว่าเกณฑ์ที่ EU และ WHO กำหนดมาก
งานวิจัยจาก American Psychiatric Association ชี้ว่า อนุภาคขนาดเล็กอย่าง PM2.5 สามารถเดินทางเข้าสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้เกิด การอักเสบของระบบประสาท ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความเครียด ความวิตกกังวล และ ภาวะซึมเศร้า
นอกจากนี้งานวิจัยเชิงพฤติกรรมที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nature บอกว่า เมื่อระดับฝุ่นในเมืองเพิ่มขึ้น ผู้คนจะค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและภาวะจิตใจมากขึ้น สะท้อนภาพรวมของสังคมที่รู้สึก ‘ไม่ปลอดภัยทางจิตใจโดยไม่รู้ตัว’
ในไทยงานสำรวจจากจุฬาฯ ก็พบว่าคนที่เช็กค่าฝุ่นบ่อย ๆ มีความวิตกกังวลสูงกว่าเกือบสองเท่า เพราะสมองถูกบังคับให้อยู่ในโหมดระแวดระวังตลอดเวลา การลดมลพิษทางอากาศลงจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะส่งผลต่อศักยภาพของคนทุกคน หากเราร่วมมือกันลดหมอกควันลงได้อีกนิด ชีวิตก็จะดีขึ้นได้อีกมาก ทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และ สังคมโดยรวม
สถิติหวย ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 เมษายน
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!
ประเทศที่งบทางการทหาร มากที่สุดในโลก
2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก
อำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย
ชีวิตคนไม่มีแอร์ในหน้าร้อน…อยู่ยังไงให้รอด?”
ทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่น
เขมรเอาจริง! ผลักดันเมนู “หอยตากแดด” ขึ้นแท่นอาหารประจำชาติ ดันโรงแรม-ออฟฟิศชั้นนำต้องมีในเมนู
ทำไมเวียดนาม ถึงทำนาได้ประสิทธิภาพสูง แซงน่าไทยไปแล้ว
หมูกรอบสูตรนี้ กรอบข้ามวันยังอร่อย ไม่ต้องทอดบ่อยก็ยังมันฟูเหมือนเดิม
ชายจีนพบหินลายแพนด้าที่ชายหาดโดยบังเอิญ
ร้อนนี้มีทางแก้
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด







