ทหารเขมร พวกเขาตายเพื่ออะไร?
เขียนโดย poomkum
ข่าวที่ถูกเปิดเผยออกมาจากแนวหน้า “ภูมะเขือ” ทำให้หลายคนที่ยังนั่งกินข้าวอยู่กับลูกหลานต้องหยุดช้อนกลางคัน
ศพทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้กลางป่าจำนวนมาก กลิ่นเริ่มโชย กาเริ่มบิน เป็นคลิปที่คนไทยหลายคนแทบไม่อยากเชื่อสายตา เราอาจไม่รู้ถึงจำนวนศพที่แท้จริง แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น ความเน่าไม่จำเป็นต้องรุนแรง แค่ “ศพเดียวที่ไม่มีใครสนใจ” ก็เพียงพอที่จะสะเทือนหัวใจของคนที่ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว
ทำไมคนตายถึงต้องถูกทอดทิ้ง?
ในวัฒนธรรมเอเชีย ไม่ว่าจะไทย ลาว เขมร หรือเวียดนาม การจัดการกับศพเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องของเกียรติ เป็นเรื่องของความรัก เป็นเรื่องของการส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่ “ที่ดี” หากเป็นชาวพุทธ ก็หมายถึงการส่งให้ไปเกิดใหม่อย่างสงบสุข หากเป็นชาวชนบท ก็ยังมีพิธีบอกกล่าวผีป่า ผีบ้าน ผีบรรพบุรุษ ให้รับรู้ถึงการตายของลูกหลานของตน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในแนวหน้า กลับดูเหมือนถูก “ตัดขาด” จากวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
ทำไมศพทหารกัมพูชาถึงถูกทอดทิ้ง?
ใครเป็นคนสั่งให้ทิ้ง? หรือไม่มีใครสั่ง?
ใครเป็นคนบอกว่า “ไม่ต้องไปรับกลับมาก็ได้”?
หรือใครกันที่มองว่า “ทหารพวกนี้…ไม่ใช่ของเรา”
เหล่านี้ไม่ใช่คำถามเล่นๆ แต่คือคำถามพื้นฐานที่สะท้อนถึง “ความเป็นมนุษย์” ในรัฐกัมพูชา
เมื่อรัฐไม่รับรู้ว่าเขาคือใคร
มีรายงานว่า บางศพที่ถูกส่งกลับ ถูกปฏิเสธจากครอบครัวว่า “ไม่ใช่ญาติของตน” ทั้งที่จริงๆ แล้วคือผู้ชายที่ออกไปถือปืนเพื่อปกป้อง “ประเทศ” ที่พวกเขาเชื่อว่าควรภักดีต่อ
ทำไมจึงเกิดภาพนี้ขึ้นได้?
คำตอบหนึ่งอาจอยู่ในโครงสร้างของรัฐกัมพูชาเอง ที่อาจแบ่งแยกทหารเป็น “พวกของรัฐ” กับ “พวกของขุนศึก”
ในประเทศที่ระบบอุปถัมภ์ยังหยั่งรากลึก ความตายของทหารจึงอาจไม่ได้รับการยอมรับจาก “รัฐ” ในฐานะผู้พลีชีพเพื่อชาติ แต่กลับถูกลดทอนให้เป็นเพียง “ลูกน้องของใครบางคน”
ทหารที่ตายไม่ใช่วีรบุรุษของแผ่นดิน แต่เป็นเหยื่อของการเมือง
ในอีกแง่หนึ่ง อาจไม่มีใครกล้ารับศพกลับ เพราะกลัวจะยอมรับว่าผู้ตายนั้น “เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง”
เมื่อความตายของศัตรูไม่ควรไร้เกียรติ
หลายคนอาจคิดว่า “ก็ดีแล้วที่พวกเขาทิ้งศพไว้ เราจะได้เห็นว่าฝ่ายนั้นไร้ความสามารถ”
แต่ในมุมกลับกัน ความไร้เกียรติที่เกิดขึ้นกับศพของทหารกัมพูชา ไม่ใช่เรื่องของการดูถูกศัตรู แต่คือการสะท้อนว่า “สังคมที่พวกเขามาจาก” ยังไม่พร้อมที่จะมองเห็น “ความตาย” ว่าเป็นสิ่งที่ควรได้รับเกียรติ ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายไหน
ในวัฒนธรรมไทยเอง เมื่อทหารเสียชีวิต ไม่ว่าจะจากเหตุการณ์ใด มักจะมีการจัดพิธีอย่างสมเกียรติ มีการตั้งรูปถ่าย ห่มธงชาติ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ จนถึงการเชิดชูในหน้าหนังสือพิมพ์
ครอบครัวได้รับการเยียวยา หน่วยงานให้ความเคารพ ประชาชนร่วมไว้อาลัย แม้แต่พระมหากษัตริย์ก็มีพระราชดำริให้เกียรติวีรชน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะ “ไทยดีกว่าเขมร”
แต่เพราะ “การให้เกียรติผู้ตาย” คือสิ่งที่รักษาความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน
ความตายคือสิ่งเดียวที่เท่าเทียมในสนามรบ
ไม่ว่าทหารไทยหรือกัมพูชาจะมาจากฝ่ายไหน ล้วนถูกผลักเข้าสู่สนามรบโดยผู้ที่มีอำนาจมากกว่า
การเสียชีวิตของพวกเขาไม่ควรถูกทำให้เป็น “ขยะสงคราม” ที่ไม่มีใครอยากเก็บ
ในวัฒนธรรมมนุษย์ทุกกลุ่ม ศพไม่ใช่สิ่งของที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง
มันคือ “เรื่องราว” ที่ถูกจบลงด้วยความรุนแรง
มันคือ “ชีวิต” ที่เคยมีความหวัง รักลูก เมีย พ่อแม่
และมันคือ “คำถาม” ที่ยังค้างคาอยู่ว่า…พวกเขาตายไปเพื่ออะไร?
หากยังเชื่อในคำว่า “มนุษยธรรม”
การเก็บศพของทหารทุกคนกลับบ้าน
ควรเป็นภารกิจร่วมกันของมนุษย์
ไม่ใช่ปล่อยให้เหลือเพียงกลิ่นเน่าและเสียงกาบิน
กลางป่าชายแดนที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
เพราะในที่สุด…เราจะตายเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ต่างกันคือ “ใครจะได้ตายอย่างมีเกียรติ” และ “ใครจะถูกลืมเหมือนกับไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย”
ประเทศที่อาบน้ำบ่อย ที่สุดในโลก
7 ข้อผิดพลาดในการใช้แอร์ที่ทำให้ค่าไฟสูงกว่าที่ควร
😁 ชวนเข้ามาดูเคล็ดลับในครัวง่าย ๆ ที่คนส่วนน้อยรู้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ 😉
ชื่อจริงคนไทยซ้ำมากแค่ไหน สมชายยังนำอันดับ 1 เกือบ 5 แสนคน
ชุมชนคนไทยในเมืองนอก ที่มีขนาดใหญ่และมีคนไทยอยู่มากที่สุด
อีกาอาบมด ทำไมศัตรูตัวจิ๋วจึงกลายเป็นผู้ช่วยดูแลขน
ชื่อจริงคนไทยซ้ำมากแค่ไหน สมชายยังนำอันดับ 1 เกือบ 5 แสนคน
ชุมชนคนไทยในเมืองนอก ที่มีขนาดใหญ่และมีคนไทยอยู่มากที่สุด
หอยทากกินได้จริงเหรอ!? เมนูหรูจากฝรั่งเศสที่ไม่ได้ใช้หอยอะไรก็ได้



