43 ปีแห่งความลับ ชะตากรรมนักบินเฟรดเดอริก วาเลนติช กับการเผชิญหน้า UFO ครั้งสุดท้าย
วันที่ 21 กรกฎาคม ถือเป็นวันครบรอบ 43 ปีของการหายสาบสูญของ เฟรดเดอริก วาเลนติช (Frederick Valentich) นักบินหนุ่มชาวออสเตรเลีย ที่เรื่องราวของเขายังคงเป็นปริศนาและสร้างความคาใจให้กับผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้ วาเลนติชหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหนือน่านฟ้าช่องแคบแบส (Bass Strait) ในปี 1978 หลังแจ้งหอควบคุมการบินว่าถูก "วัตถุบินที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ (UFO)" ติดตามและโจมตี เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นหนึ่งในกรณี UFO ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ และแม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ก็ยังไม่มีการพบศพหรือซากเครื่องบินของเขา
ในคืนวันที่ 21 ตุลาคม 1978 เฟรดเดอริก วาเลนติช วัย 20 ปี กำลังขับเครื่องบินเล็กแบบ เซสนา (Cessna) 182L มุ่งหน้าสู่เกาะคิง (King Island) รัฐแทสเมเนีย เวลาประมาณ 19.00 น. เขาได้ติดต่อหอควบคุมการบินเมลเบิร์น และรายงานว่าถูกเครื่องบินที่ไม่รู้จักติดตามอยู่ โดยอยู่ห่างกันประมาณ 4,500 ฟุต สตีฟ โรบี้ เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศในขณะนั้นได้ตรวจสอบและแจ้งว่าไม่มีบันทึกการบินใดๆ ในพื้นที่นั้นในคืนดังกล่าว
แต่ไม่นานหลังจากนั้น วาเลนติชก็ติดต่อกลับมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก โดยระบุว่าเครื่องบินลึกลับลำนั้นกำลัง "เล่นงาน" เขา มันกระพริบแสงสีเขียว พุ่งผ่านเขาไปเหนือศีรษะประมาณ 1,000 ฟุต และเริ่มวนเวียนรอบเครื่องบินของเขา ความเร็วและการควบคุมการบินที่น่าอัศจรรย์ทำให้วาเลนติชตกตะลึง ก่อนที่สัญญาณวิทยุจะขาดหายไปพร้อมกับเสียงดังคล้ายโลหะเสียดสีและชนกัน คำพูดสุดท้ายของเขาคือ "มันดูเหมือนกำลังทดสอบผม อยากเล่นเกมบางอย่างกับผม ผมคิดว่ามันไม่ใช่เครื่องบินเลย"
เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก หนังสือพิมพ์หลายฉบับในออสเตรเลียได้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง และกองทัพเรือเมลเบิร์นได้ระดมเรือบรรทุก เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินเล็กออกค้นหา แต่ไม่พบร่องรอยใดๆ ของวาเลนติชหรือเครื่องบินของเขา
นักประวัติศาสตร์ เร็ก วัตสัน (Reg Watson) ผู้ศึกษาคดีนี้นานหลายปี เปิดเผยว่า 15 นาทีก่อนเกิดเหตุ มีประชาชนหลายรายแจ้งว่าเห็นแสงประหลาดบนท้องฟ้า และเกาะคิงซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของวาเลนติช ก็เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงด้านการพบเห็น UFO ในออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมที่น่าสงสัยของวาเลนติช โดยเขากล่าวกับทหารว่ากำลังจะไปรับเพื่อนที่เกาะคิง แต่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นจะไปจับกุ้งมังกร นอกจากนี้ เขายังไม่ได้แจ้งสนามบินเกาะคิงก่อนออกเดินทาง ซึ่งเป็นการละเมิดระเบียบการบินอย่างชัดเจน ทำให้มีนักวิชาการหลายคนตั้งสมมติฐานว่าวาเลนติชอาจจะแกล้งตายเพื่อหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่พ่อแม่ของเขายืนยันว่าลูกชายมีคนรักและสุขภาพจิตปกติดี ไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น
กองทัพออสเตรเลียได้สรุปว่าวาเลนติชอาจจะหลงทิศทางการบิน และเข้าใจผิดว่าเห็นแสงไฟจากเครื่องบินของตนเอง หรือแสงสะท้อนจากเกาะใกล้เคียงบนผิวน้ำ ทำให้คิดว่าถูกศัตรูไล่ตาม นอกจากนี้ ประวัติการบินของวาเลนติชก็ไม่ค่อยดีนัก เขาเคยสอบตกการเป็นนักบินพาณิชย์ถึงสองครั้ง และเคยถูกฟ้องร้องหลายครั้งจากการกระทำผิด เช่น บินเข้าเขตหวงห้าม หรือบินฝ่าเมฆ ดังนั้น เหตุการณ์นี้จึงอาจเป็นเพียงอุบัติเหตุเครื่องบินตกธรรมดา
แม้ว่าเฟรดเดอริก วาเลนติชจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตทางกฎหมายไปแล้ว แต่การหายสาบสูญของเขาในปี 1978 ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของนักบิน หรือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เรื่องราวของวาเลนติชก็ยังคงเป็นที่เล่าขานและชวนให้ถกเถียงถึงความลึกลับของท้องฟ้าต่อไป
ธนาคารสัญชาติไทย ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
ทำไมคุณไม่ควรใส่เกลือ เมื่อเริ่มเคี่ยวกระดูก?
อำเภอที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดที่สุด
เมืองโบราณลึกลับในตำนาน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ของประเทศกัมพูชา
ชาวโซเชียล ไทย ฮือฮา เต้ มงคลกิตติ์ นำเสนอ 5 นโยบายหลักที่ประเทศไทยต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมือง
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ นักธรณีวิทยาก็ได้ค้นพบสาขาชีววิทยาใหม่โดยไม่ตั้งใจ
มหากาพย์ "ทวีปมู" อาณาจักรแม่ที่สาบสูญกับความลับใต้ผืนน้ำแปซิฟิก
สาว "กัมพูชา" พ่นสีทองทั้งตัว..!! นั่งสามล้อปั่นรอบเมือง แล้วจากนั้นก็บอกว่านี่แหละ คือชุด "เขมรโบราณ"
อำเภอในประเทศไทย ที่มีประชากรมากกว่าอำเภอเมืองของจังหวัดตัวเอง
AI พลิกโฉมวงการ "หนังสั้นของจีน"..ไม่รู้งานนี้มีคนตกงานหรือไม่ ?
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ทุกอำเภออยู่ติดฝั่งทะเลและชายแดน
เมื่อ "ออเจ้า" กลายเป็น "นายเอก" งานนี้มีคำตอบ!
น้ำประเภทที่ถูกเตือนว่า "เป็นอาหารของเซลล์มะเร็ง"
นกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย



