เนื้อแดงมื้อเช้า เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่! แพทย์เตือนลดปริมาณ สังเกต 6 สัญญาณสำคัญ
อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญ แต่การเลือกรับประทานที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ร้ายแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและตับของไต้หวันได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจำกัดปริมาณการบริโภค เนื้อแดง เพื่อลดความเสี่ยงนี้
นายแพทย์เฉิน ปิงเฉิง (Chen Ping-Cheng) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและตับ ได้แบ่งปันกรณีศึกษาของผู้ป่วยชายวัย 60 กว่าปีรายหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีภาวะกรดไหลย้อนและกลุ่มอาการเมตาบอลิก (ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และน้ำตาลในเลือดสูง) ที่ควบคุมได้ดี แต่มีพฤติกรรมการบริโภค ซุปเนื้อ เป็นอาหารเช้าทุกวัน แม้ผู้ป่วยรายนี้จะไม่มีอาการบ่งชี้ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ด้วยวัยที่เกิน 45 ปี นายแพทย์เฉินจึงแนะนำให้ทำการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ผลการตรวจพบ ติ่งเนื้อ ในลำไส้ ซึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นที่ชั้นเยื่อบุโชคดีที่ตรวจพบและผ่าตัดได้ทันเวลา ทำให้สามารถป้องกันการลุกลามของโรคได้
นายแพทย์เฉินอธิบายว่า ฮีมไอร์ออน (Heme Iron) และโมเลกุลน้ำตาลบางชนิดที่พบในเนื้อแดง เมื่อเกิดกระบวนการออกซิเดชัน จะสร้าง อนุมูลอิสระ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อ DNA ของเซลล์ได้ โดยติ่งเนื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ DNA ได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เกิด เนื้อเยื่อเยื่อบุผิวผิดปกติ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
นายแพทย์เฉินไม่ได้ห้ามการบริโภคซุปเนื้อโดยสิ้นเชิง แต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม จากการวิจัยพบว่าการบริโภคเนื้อแดงเกิน 100 กรัมต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงถึง 17% ดังนั้น จึงแนะนำให้จำกัดปริมาณเนื้อแดงไม่เกิน 100 กรัมต่อวัน และไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์
มะเร็งลำไส้ใหญ่ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของโรคมะเร็งในฮ่องกง ในปี 2020 มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ถึง 2,287 ราย ซึ่งคิดเป็น 15.4% ของผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด
ตามข้อมูลจาก Hong Kong Hospital Authority Smart Patient Website มี 6 สัญญาณเตือน ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่คุณควรสังเกตและรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วหากพบอาการเหล่านี้:
-
อุจจาระปนเลือด เลือดสีดำ หรือมีมูกปน หรือมีเลือดออกจากทวารหนัก
-
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียสลับกันเป็นระยะ อุจจาระมีรูปร่างเปลี่ยนไป (เป็นลำเล็ก)
-
น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
-
รู้สึกไม่สบายท้องช่วงล่าง เช่น ท้องอืด หรือปวดบีบในลำไส้
-
รู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด
-
มีอาการโลหิตจาง เช่น มือเท้าเย็น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบ หน้าซีด และเวียนศีรษะ
นอกเหนือจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่:
-
อายุเกิน 50 ปี
-
มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
-
ตนเองหรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
-
บริโภคอาหารที่มีไขมันสูงและคอเลสเตอรอลสูงเป็นประจำ แต่ได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ
-
น้ำหนักเกิน (ค่าดัชนีมวลกาย BMI เกิน 25)
-
ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
-
สูบบุหรี่
-
ออกกำลังกายน้อยมาก
การใส่ใจในพฤติกรรมการบริโภคอาหารและหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย รวมถึงการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด
อำเภอที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดที่สุด
5 ดินแดนที่สหรัฐอเมริกาเคยพยายามขอซื้อแต่ล้มเหลว
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ทำไมคุณไม่ควรใส่เกลือ เมื่อเริ่มเคี่ยวกระดูก?
ย้อนรอย 6 อารยธรรมโบราณที่ล่มสลายอย่างลึกลับ ทิ้งไว้เพียงปริศนาให้โลกค้นหา
“สีมงคลคู่รักไทย–จีน” ร้านขายเครื่องนอนงานแต่ง ย่านเจริญกรุง–เยาวราช ปี 2545
บทพิสูจน์นักรบแห่งอเมซอน พิธีกรรมมดกระสุน ความเจ็บปวดที่โลกต้องจารึก
เหอเจียจิ้ง อดีตซูเปอร์สตาร์วัย 66 ปี ทำแฟนคลับตกใจหลังเผยคลิปเข้ารับการรักษา จนหน้าเปลี่ยนสี ก่อนออกมาไลฟ์ชี้แจง
อำเภอไหนในอีสาน ที่พูดภาษากลางชัดเป๊ะที่สุด?
ยกเลิกข้อความไม่ได้ไม่ใช่เครื่องพัง แต่เพราะ “หมดเวลา” ไขข้อสงสัย LINE ปี 2569 ที่คนใช้ไลน์ทุกคนควรรู้
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ทุกอำเภออยู่ติดฝั่งทะเลและชายแดน
รีวิวหนังดัง THE WOLFMAN มนุษย์หมาป่าราชันย์อำมหิต
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก






