คอลเซ็นเตอร์ ฆ่าคนอีกแล้ว มาเจาะลึกกับเรื่องเศร้านี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์
ไม่มีเสียงปืน ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการอำลา มีเพียงหน้าจอมือถือที่ทำหน้าที่เป็นพยานเงียบให้กับความเจ็บปวดในโลกที่เด็กวัย 14 คนหนึ่ง ไม่สามารถแบกรับไหว
ในเย็นวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ณ สวนผลไม้เงียบสงบในอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา เด็กชายคนหนึ่ง วัยเพียง 14 ปี ตัดสินใจบอกลาโลกใบนี้ ด้วยอาวุธที่เขาหยิบยืมจากความไว้ใจของครอบครัว ปืนกระบอกหนึ่ง กับความเจ็บลึกที่ไม่มีใครเห็น
เด็กคนนี้ชื่อ "มาฆพัตร" ชื่อที่สะท้อนถึงความแข็งแรง กล้าหาญ และแสงสว่าง แต่ในวันที่เขาหมดแรงจะสู้ต่อ สิ่งที่เหลืออยู่กลับเป็นคลิปวิดีโอคอล ที่เขาบอกกับเพื่อนว่า “ให้บันทึกไว้ แล้วส่งให้แม่” คำพูดสุดท้ายที่กลายเป็นเสียงสะท้อนดังลั่นในใจของครอบครัว และสังคมทั้งประเทศ
เรื่องราวเริ่มจากความไว้ใจ...
ผู้ใหญ่หลายคนอาจไม่ทันฉุกคิดว่า "มือถือเครื่องหนึ่ง" และ "บัญชีธนาคาร" จะเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพสามารถเข้ามาย่ำยีชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้ขนาดนี้ แต่พวกเขาทำได้ และทำมานักต่อนัก ผ่านวิธีการหลอกลวงที่แนบเนียน กดดัน ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาจนเด็กวัยเพียง 14 ที่ควรจะวิ่งเล่น ถ่ายรูป กับเพื่อนในสวน ต้องกลายเป็นเหยื่อของกลไกอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเต็มตัว
มาฆพัตรโอนเงินจากบัญชีของปู่ มาสู่บัญชีของตนเอง จากนั้นก็โอนไปให้ "คนร้าย" อีกทอดหนึ่ง — ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่หลายครั้ง เงินหายไปกว่า 400,000 บาท
และเมื่อความจริงถูกเปิดเผย ไม่มีคำพูดใดที่เจ็บเท่ากับคำถามว่า “ทำไม?” จากคนในครอบครัว และบางที...เขาอาจรู้สึกว่าตอบไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว
แต่ความผิดนั้นไม่ควรตกอยู่ที่เหยื่อ
ในประเทศที่การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ยังถูกมองว่าเป็น "เรื่องไกลตัว" สำหรับผู้สูงวัย และเป็น "เรื่องรู้แล้วแต่ไม่คิดว่าตัวเองจะโดน" สำหรับคนรุ่นใหม่ การสูญเสียที่เกิดจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ความน่าสะพรึงคือความสูญเสียที่ลึกกว่าเงิน — คือชีวิต
มาฆพัตรเป็นเด็กที่มีเพื่อน มีพ่อที่เข้าใจ มีการสื่อสารในครอบครัว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังรู้สึก "โดดเดี่ยว" มากพอที่จะคิดว่า การจบชีวิตคือทางออก
และนั่นไม่ใช่ความผิดของเขา
สิ่งที่สังคมควรถามไม่ใช่แค่ "ทำไมถึงเชื่อมิจฉาชีพ?" แต่ควรถามว่า "ทำไมเราไม่สามารถสร้างระบบป้องกัน หรือการให้ความรู้ที่เข้าถึงและเข้าใจเด็กได้เร็วพอ?"
เราเสียเด็กดีไปหนึ่งคน เพราะความเร็วของคนเลว เราเสียเวลาไปนานพอแล้วที่จะไม่เอาจริงกับมิจฉาชีพออนไลน์
สิ่งที่เรื่องนี้ฝากไว้กับสังคมไทย
-
ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว อย่าเพิ่งคิดว่าเด็ก "ยังไม่พร้อม" ในเมื่อพวกที่จ้องหลอกพวกเขา ไม่เคยลังเล
-
เรื่องเพศไม่ควรเป็นประเด็นซ้ำเติม มาฆพัตรคือ LGBTQ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลให้เขาเจ็บปวด มันแค่ทำให้โลกที่เขาอยู่ยิ่งซับซ้อนขึ้น เราต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้มากขึ้น
-
อาชญากรรมออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มิจฉาชีพวันนี้ไม่ได้โทรหลอกแค่ผู้สูงอายุ แต่เข้าไปถึงมือถือของเด็ก ม.2 ได้แล้ว
-
คลิปวิดีโอคอลนั้นไม่ใช่ "คำสารภาพ" แต่มันคือ "สัญญาณขอความช่วยเหลือ" ที่ไม่มีใครช่วยได้ทัน
เรากำลังอยู่ในโลกที่ "คำหลอกลวง" มีอานุภาพเทียบเท่าปืนหนึ่งกระบอก
และการปล่อยให้ "ความไม่รู้" ของเราเป็นด่านสุดท้าย คือการปล่อยให้เด็กอีกคน อาจต้องกลายเป็นข่าวเศร้าในวันพรุ่งนี้
ขอให้มาฆพัตรหลับให้สบาย และขอให้เราทุกคน ตื่นให้ทันเสียที
การทำ 4 อย่างนี้เป็นประจำในที่ทำงาน บ่งบอกถึงระดับ EQ ต่ำ!!
การถาม AI หนึ่งครั้ง เท่ากับเทน้ำทิ้ง 1 ขวด
"โถส้วมแบบนั่งยองๆ หรือ โถส้วมแบบกดน้ำ" แบบไหนดีกว่ากัน?
จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุด อันดับหนึ่งของประเทศไทย
ทำไมประเทศไทยถึงต้องมี "Land" ต่อท้าย?
เหรียญราคา 10 บาทของไทย รุ่นที่หาได้ยากมากที่สุดระดับตำนาน
อาชีพที่น่าสนใจในปี 2026 ใครปรับตัวไว มีโอกาสก่อน
สินค้าของป่านำเข้าของไทย ที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
สถานที่สำคัญแห่งล่าสุดของไทย ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลก
เซอร์เบีย ให้เงินสนับสนุนแก่เขมรแล้ว 500,000 ดอลลาร์
“บี๋” คำสั้น ๆ แต่ความหมายไม่ธรรมดา
นกแก้วที่ไม่สามารถบินได้ ที่มีเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้นบนโลก
เหรียญราคา 10 บาทของไทย รุ่นที่หาได้ยากมากที่สุดระดับตำนาน
เปิดทำเนียบประเทศที่มีคำว่า "United" ความเป็นปึกแผ่นผ่านชื่อเรียกขาน
ด่วน..ฮุนเซน "หักหลัง" เฉินจื้อ ถูกจับส่งให้รัฐบาลจีน



