เกาะฮาชิมะ เบื้องหลังตำนานหลอน คือฝันร้ายแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม
เกาะฮาชิมะ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เกาะเรือรบ" (Battleship Island) ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวลึกลับน่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยังซ่อนประวัติศาสตร์อันมืดมิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการใช้แรงงานอย่างโหดร้าย เรื่องราวของเกาะแห่งนี้อาจน่ากลัวยิ่งกว่าเรื่องผีสางใดๆ
กำเนิดพลังงาน: ถ่านหินและการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ถ่านหิน คือเชื้อเพลิงฟอสซิลสำคัญที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม อังกฤษ กลายเป็นผู้นำด้วยแหล่งถ่านหินอันอุดมสมบูรณ์ การผลิตถ่านหินที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนำมาซึ่งความรุ่งเรืองทางอุตสาหกรรม แต่ก็ก่อให้เกิดการแสวงหาอาณานิคมเพื่อเพิ่มแหล่งพลังงาน และนำมาซึ่งปัญหาแรงงานประท้วง รวมถึงมลพิษทางอากาศร้ายแรง เช่น หมอกควันพิษในลอนดดอนปี 1952 ที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก
ญี่ปุ่นก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม
หลังการเปิดประเทศและเข้าสู่ ยุคปฏิรูปเมจิ ในปี 1868 ญี่ปุ่นก็ก้าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เน้นสิ่งทอ ก็หันมาลงทุนในอุตสาหกรรมหนักมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคสงครามกับจีนและรัสเซีย การผลิตอาวุธทำให้ความต้องการเหล็ก ถ่านหิน และเครื่องจักรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นางาซากิ ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญ ก็กลายเป็นศูนย์กลางการปฏิวัติอุตสาหกรรมแห่งแรกๆ ของญี่ปุ่น
เกาะฮาชิมะ: ขุมพลังใต้สมุทรของ Mitsubishi
ห่างจากนางาซากิไปประมาณ 20 กิโลเมตร คือที่ตั้งของ เกาะฮาชิมะ แหล่งถ่านหินใต้ทะเลที่สำคัญยิ่ง ในปี 1890 บริษัท Mitsubishi ได้เข้าซื้อเกาะแห่งนี้ และพัฒนาให้เป็นเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการเชื้อเพลิงของญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต โดยมีการถมทะเลเพิ่มพื้นที่เกาะถึง 3 เท่า สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับคนงานและครอบครัว ทั้งที่อยู่อาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานบันเทิงต่างๆ
ด้านมืดของความรุ่งเรือง: ชีวิตแรงงานบนเกาะฮาชิมะ
แม้จะดูเหมือนชีวิตที่ดี แต่สภาพความเป็นอยู่บนเกาะฮาชิมะกลับโหดร้าย คนงานต้องทำงานในอุโมงค์ใต้ทะเลลึกกว่า 1 กิโลเมตร ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและคับแคบ การขาดแคลนน้ำจืดเป็นปัญหาใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการนำ แรงงานชาวเกาหลี มาทำงานอย่างหนักโดยไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าแรงงานญี่ปุ่น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อกองทัพญี่ปุ่นนำ เชลยสงครามจากจีนและเกาหลี มาใช้แรงงานบังคับ การทำงานหนัก ขาดสารอาหาร และการถูกทารุณกรรมเป็นเรื่องปกติ แรงงานหลายคนตัดสินใจเสี่ยงชีวิตหลบหนีออกจากเกาะด้วยการว่ายน้ำ เพื่อหนีจากความทรมานที่เหมือนตายทั้งเป็น
จุดสิ้นสุดและมรดกที่ถูกถกเถียง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และความต้องการถ่านหินลดลงจากการเข้ามาของน้ำมัน Mitsubishi ได้ประกาศปิดกิจการเหมืองถ่านหินบนเกาะฮาชิมะในปี 1974 ผู้คนทยอยออกจากเกาะ เหลือทิ้งไว้เพียงซากอาคารร้างในปี 2002 Mitsubishi ได้โอนเกาะคืนให้รัฐบาลท้องถิ่น และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในปี 2005
รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้เกาะฮาชิมะเป็น มรดกโลก แต่ถูกคัดค้านจากเกาหลีใต้ เนื่องจากมองว่าเกาะแห่งนี้คือบาดแผลของสงครามและสัญลักษณ์ของการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในปี 2015 คณะกรรมการมรดกโลกก็รับรองสถานะของเกาะฮาชิมะให้เป็น "มรดกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคเมจิ"
ปัจจุบัน เกาะฮาชิมะยังคงเป็นจุดหมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประวัติศาสตร์อันซับซ้อนและเรื่องราวของผู้คนที่เคยใช้ชีวิตบนเกาะแห่งนี้ ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อความปลอดภัย
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/2/69
จังหวัดของประเทศไทย ที่มีคนกัมพูชาทำงานอยู่จำนวนมากที่สุด
ประเทศที่นิยมเรียนในไทย มีนักศึกษาเข้ามาเรียนต่อในประเทศไทยมากที่สุด
ทัวร์คอนเสิร์ตที่ทำเงินมากที่สุด อันดับหนึ่งของโลกตลอดกาล
เปิด 9 ธุรกิจสินค้าสัญชาติ "ญี่ปุ่น" ที่ปัจจุบันมี "ทุนจีน" เป็นเจ้าของ
พบ "ตะโขง" สัตว์ที่เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์แล้วในไทยเป็นครั้งแรก พร้อมภาพชัดเจน
เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไทย ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าของญี่ปุ่น
3 อันดับ “หอคอย” ที่โดดเด่นที่สุดในภาคอีสาน
ประเทศที่คนจบปริญญามากที่สุด 10 อันดับแรกของโลก
จังหวัดที่ได้ค่าแรงน้อยที่สุด 7 อันดับแรกของประเทศไทย
ร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย
ระบบนิเวศวิทยาของนกกาเหว่า: ผู้ไม่เคยสร้างรัง แต่ไม่เคยสูญพันธุ์
เครื่องบินรบที่แพงที่สุด มีต้นทุนการผลิตสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก







