โบท็อกรักแร้ คืออะไร? ลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว จริงไหม?
โบท็อกรักแร้ คืออะไร? ลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว จริงไหม?
ปัญหากลิ่นตัว และเหงื่อใต้วงแขนแก้ได้ด้วยโบท็อก
ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ที่เป็นจุดอับชื้น ซึ่งอาจนำไปสู่กลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ การฉีดโบท็อกรักแร้เป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว และเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณได้โดยไม่ต้องพึ่งโรลออนหรือสเปรย์ระงับกลิ่นกายที่แก้ปัญหาเพียงปลายเหตุ
โบท็อกรักแร้ ทำงานอย่างไร?
โบท็อกรักแร้ คือ การฉีดสาร Botulinum Toxin Type A เข้าไปบริเวณต่อมเหงื่อใต้รักแร้ ซึ่งจะช่วยยับยั้งการทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมการหลั่งเหงื่อ ทำให้ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อลดลง ส่งผลให้บริเวณรักแร้แห้งสบาย และลดการสะสมของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นตัว
โดยปกติแพทย์จะฉีดโบท็อกกระจายไปทั่วบริเวณรักแร้ประมาณ 20 – 30 จุด ต่อข้าง และใช้ปริมาณโบท็อกอยู่ที่ประมาณ 50 – 100 ยูนิตต่อข้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณเหงื่อและการประเมินของแพทย์
ทำไมโบท็อกรักแร้ช่วยลดเหงื่อและกลิ่นตัวได้?
กลิ่นตัวเกิดจากแบคทีเรียที่ทำปฏิกิริยากับเหงื่อ ยิ่งมีเหงื่อออกมาก ยิ่งเกิดการสะสมของแบคทีเรียและทำให้เกิดกลิ่นเหม็น โบท็อกช่วยลดเหงื่อได้ถึง 80% ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเติบโตของแบคทีเรีย ส่งผลให้กลิ่นตัวลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อควรรู้ก่อนฉีดโบท็อกรักแร้
- ต้องฉีดอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ของโบท็อกจะอยู่ได้นานประมาณ 4 – 6 เดือน ดังนั้นหากต้องการรักษาผลลัพธ์ ควรฉีดซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์
- การเตรียมตัวก่อนฉีด ควรงดโกนขนรักแร้อย่างน้อย 2 – 3 วัน ก่อนเข้ารับการฉีดเพื่อลดการระคายเคือง และแจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานอยู่
ข้อปฏิบัติหลังฉีดโบท็อกรักแร้
หลังจากฉีดโบท็อกรักแร้แล้ว การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและยืดอายุของโบท็อกให้ออกฤทธิ์ได้นานขึ้น โดยหลัก ๆ แล้วการดูแลหลังฉีดโบท็อกใต้วงแขนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ข้อควรปฏิบัติหลังฉีด และ การดูแลความสะอาดเพื่อลดการเกิดกลิ่นตัว ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้
ข้อควรปฏิบัติหลังฉีดโบท็อกรักแร้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ – การดื่มน้ำมากขึ้นช่วยให้โบท็อกออกฤทธิ์ได้เต็มที่และช่วยให้ร่างกายขับสารตกค้างที่ไม่จำเป็นออกไป
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณรักแร้ – ห้ามแกะ เกา หรือถูแรง ๆ บริเวณที่ฉีดโบท็อก เพราะอาจทำให้สารโบท็อกกระจายไปยังกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียงและลดประสิทธิภาพของยา
- งดใช้ผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อ/โรลออน – หลังฉีดโบท็อกควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี เช่น โรลออน หรือสารระงับกลิ่นกาย เป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน เพื่อป้องกันการระคายเคือง
- งดทำทรีทเมนต์หรือเลเซอร์บริเวณรักแร้ – ควรหลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์รักแร้ การแว็กซ์ขน หรือการทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ผิวบริเวณนั้นระคายเคืองและอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของโบท็อก
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก – เช่น การออกกำลังกายหนัก ๆ หรือการใช้ห้องซาวน่า เพราะอาจทำให้สารโบท็อกสลายเร็วขึ้น
- งดอาหารที่มีผลต่อกลิ่นตัว – อาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า หน่อไม้ดอง หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม เครื่องเทศบางชนิด อาจส่งผลให้เหงื่อมีกลิ่นแรงขึ้น
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ – ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เบียร์ ไวน์ และเหล้า อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานหนักขึ้น อาจส่งผลให้โบท็อกสลายเร็วขึ้น
การดูแลความสะอาดเพื่อลดการเกิดกลิ่นตัว
นอกจากการปฏิบัติตัวหลังฉีดโบท็อกแล้ว การดูแลรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญในการลดเหงื่อและกลิ่นตัว โดยสามารถทำได้ดังนี้:
- เลือกเสื้อผ้าที่โปร่งและระบายอากาศได้ดี – หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป เพราะจะทำให้เหงื่อออกมากและหมักหมมจนเกิดกลิ่นตัวได้ง่าย
- อาบน้ำวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย – ใช้สบู่ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียเพื่อช่วยลดกลิ่นตัว
- เปลี่ยนเสื้อผ้าให้สะอาดอยู่เสมอ – เสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อหรืออับชื้นอาจทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย ควรซักเสื้อผ้าให้สะอาดและตากให้แห้งสนิทก่อนใส่
- งดอาหารรสจัดและเผ็ดร้อน – อาหารเผ็ดจะกระตุ้นต่อมเหงื่อให้ทำงานมากขึ้น ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามากกว่าเดิม ซึ่งอาจทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่าย
- ควบคุมน้ำหนัก – การที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไปอาจกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อทำงานหนักขึ้น ทำให้เกิดเหงื่อและกลิ่นตัวได้มากขึ้น ควรออกกำลังกายและควบคุมอาหารเพื่อให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ข้อดีและข้อจำกัดของโบท็อกรักแร้
ข้อดีของการฉีดโบท็อกรักแร้
- ลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ไม่ต้องพึ่งโรลออน หรือสเปรย์ระงับกลิ่นกาย
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น
- ช่วยลดตุ่มหนังไก่ ทำให้รักแร้เรียบเนียนขึ้น
- ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน เพียง 15 – 30 นาทีต่อครั้ง
ข้อจำกัดของการฉีดโบท็อกรักแร้
- ต้องฉีดต่อเนื่องเพื่อรักษาผลลัพธ์
- หากฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ อาจฉีดไม่ตรงจุดหรือใช้ปริมาณที่ไม่เหมาะสม
- ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และใช้โบท็อกของแท้เท่านั้น
ฉีดโบท็อกรักแร้ที่ไหนดี?
การเลือกคลินิกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะโบท็อกปลอมอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการแพ้ หรือดื้อโบท็อก ดังนั้นควรเลือกคลินิกที่มีคุณสมบัติ ดังนี้
- มีใบรับรองเปิดสถานพยาบาลที่ถูกต้อง
- ใช้โบท็อกแท้ มีใบรับรองจาก อย.
- แพทย์มีประสบการณ์ สามารถตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพได้
- มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง
- คลินิกมีความสะอาด เดินทางสะดวก
ราคาโบท็อกรักแร้เท่าไหร่?
ราคาของโบท็อกรักแร้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับยี่ห้อโบท็อก ปริมาณที่ใช้ และค่าบริการของแพทย์ โดยทั่วไป ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 3,900 บาทขึ้นไป และอาจสูงขึ้นตามคุณภาพของตัวยาและคลินิกที่ให้บริการ
อ่านเพิ่มเติมที่นี่ : https://www.romrawinclinic.com/botox/armpits-botox
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโบท็อกรักแร้
ฉีดโบท็อกรักแร้เจ็บไหม?
การฉีดโบท็อกรักแร้เป็นหัตถการที่ใช้เข็มขนาดเล็กมาก จึงไม่ค่อยเจ็บมากนัก อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเจ็บอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับระดับความไวของผิวและความคุ้นเคยกับการฉีดยา
- เพื่อช่วยลดความเจ็บ แพทย์อาจ ทายาชา หรือ ประคบเย็น ก่อนทำหัตถการ
- แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจะสามารถฉีดโบท็อกได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยที่สุด
โบท็อกรักแร้อยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไป โบท็อกจะออกฤทธิ์ได้นานประมาณ 3 - 4 เดือน ขึ้นอยู่กับ
- ยี่ห้อโบท็อกที่ใช้ (เช่น Botox, Dysport, Xeomin, Nabota เป็นต้น)
- จำนวนยูนิตที่ฉีด (ปกติข้างละ 50 – 100 ยูนิต)
- ปัจจัยส่วนตัวของผู้รับบริการ เช่น การเผาผลาญในร่างกาย การดูแลหลังฉีด การออกกำลังกาย และสภาพผิว ในบางคนที่มีการเผาผลาญดีหรือออกกำลังกายหนักอาจทำให้โบท็อกสลายเร็วขึ้น
ฉีดโบท็อกรักแร้แล้วเห็นผลเมื่อไหร่?
- หลังฉีด 2 - 4 วัน จะเริ่มสังเกตเห็นว่าเหงื่อลดลง
- หลังฉีด 2 สัปดาห์ จะเห็นผลชัดเจนขึ้น โดยเหงื่อและกลิ่นตัวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- หลังฉีดครบ 1 เดือน จะเห็นผลสูงสุด และสามารถคงอยู่ได้นาน 3 - 4 เดือน
ฉีด Botox รักแร้ต้องใช้กี่ Unit?
ปริมาณโบท็อกที่ใช้ขึ้นอยู่กับระดับของเหงื่อที่ผลิตออกมาและขนาดของต่อมเหงื่อ โดยทั่วไปจะใช้ ข้างละ 50 - 100 ยูนิต รวมทั้งสองข้างประมาณ 100 - 200 ยูนิต
- แพทย์จะฉีดกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ประมาณ 20 - 30 จุดต่อข้าง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของรักแร้
- หากมีปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติ อาจต้องใช้ยูนิตมากกว่าปกติ
เลเซอร์รักแร้แล้วยังต้องฉีดโบท็อกอีกหรือไม่?
เลเซอร์รักแร้และโบท็อกทำหน้าที่ต่างกัน
- เลเซอร์รักแร้ ช่วยกำจัดขนและลดการอับชื้น แต่ ไม่ได้ช่วยลดเหงื่อ
- โบท็อกรักแร้ จะช่วย ยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ ทำให้เหงื่อออกน้อยลง และลดกลิ่นกายจากต้นเหตุ
ดังนั้น หากต้องการ ลดเหงื่อและกลิ่นตัว การฉีดโบท็อกรักแร้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการ กำจัดขนและลดความหมองคล้ำ ควรทำเลเซอร์ร่วมด้วย














