ผลการวิจัยพบว่า ไมโครพลาสติก อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้ทารกคลอดก่อนกำหนด
อย่างที่รู้ๆกันว่าในปัจจุบันนี้ ไมโครพลาสติกนั้นได้เจอปนอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆของโลก ทั้งบนดินและในน้ำรวมถึงในอากาศด้วย ซึ่งส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ด้วย โดยข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยขึ้นมาจากงานวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ที่รายงานในการประชุมประจำปีของสมาคมการแพทย์แม่และทารกในครรภ์ (SMFM)
ซึ่งทำการวิเคราะห์รก 175 เส้น โดยเป็นของเด็กที่คลอดตามกำหนด 100 เส้น ที่เหลือ 75 เส้นเป็นของเด็กที่คลอดก่อนตั้งครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ความเข้มข้นของไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกอยู่ในรกของทารกที่คลอดก่อนกำหนดสูงกว่าเด็กที่คลอดตามกำหนด
การวิเคราะห์ด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์มวลที่มีความไวสูงพบว่ามีพลาสติก 203 ไมโครกรัมต่อเนื้อเยื่อ 1 กรัม (µg/g) ในรกของเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งสูงกว่า 50% เมื่อเทียบกับรกของเด็กที่คลอดตามกำหนด ที่ปริมาณ 130µg/g โดยในรกของเด็กที่คลอดก่อนกำหนดมีพลาสติก PET มากที่สุด นอกจากนี้ ระดับความเข้มข้นของไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกในรกเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ยังสูงที่สุดนับตั้งแต่เคยบันทึกมา
ซึ่งสูงกว่าในเลือดมนุษย์ที่เคยบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ไมโครพลาสติกเข้าสู่กระแสเลือดของมารดาผ่านทางอาหาร น้ำดื่ม และแม้กระทั่งอากาศที่เราหายใจ อนุภาคเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสะสมในอวัยวะต่างๆ รวมถึงรก ขณะที่ การศึกษาวิจัยของ Lancet Planetary Health ตรวจสอบข้อมูลมารดาจำนวน 5,000 รายทั่วสหรัฐ พบว่าการสัมผัสกับสารพทาเลต ซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ในการผลิตพลาสติกทำให้อัตราการคลอดก่อนกำหนดในสหรัฐเพิ่มขึ้น
พทาเลทสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หลายวิธี รวมถึงการหายใจและการกิน เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายแล้ว จะไปรบกวนฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เป็น ตัวนำข่าวสารทางเคมีสัญญาณเคมี โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์
สารนี้จะส่งผลต่อการควบคุมฮอร์โมนเมื่อทารกคลอดออกมา การศึกษาดังกล่าวพบความเชื่อมโยงระหว่างการมีอยู่ของสารพทาเลตกับระยะเวลาตั้งภรรค์ ส่วนสูงแรกเกิดและน้ำหนักแรกเกิดของทารก โดยในปี 2018 เพียงปีเดียว นักวิจัยประเมินว่าทารกคลอดก่อนกำหนดมากกว่า 56,000 รายเกิดจากการสัมผัสสารพทาเลตในครรภ์














