Shirley Temple ม็อกเทลสุดคลาสสิก เปิดตำนานเครื่องดื่มยอดฮิตแห่ง Dry January!
เขียนโดย hyjo
"Shirley Temple" ตำนานม็อกเทลไร้แอลกอฮอล์ กับประวัติศาสตร์ที่น่าหลงใหลและสูตรที่หลากหลาย"
Shirley Temple ถือเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมายาวนานเกือบศตวรรษ และมักถูกขนานนามว่าเป็น "ม็อกเทลต้นตำรับ" อย่างไรก็ตาม ประวัติความเป็นมาและส่วนผสมของมันกลับมีเรื่องเล่าที่แตกต่างกันออกไป
จุดเริ่มต้นของตำนานเครื่องดื่ม
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า "Shirley Temple" ถูกคิดค้นในปี 1930 เพื่อตั้งชื่อให้กับนักแสดงเด็กชื่อดัง Shirley Temple หลังจากที่เธอรู้สึกอิจฉาพ่อแม่ของเธอที่กำลังดื่มค็อกเทลในมื้อค่ำ แต่เธอไม่มีอะไรสนุก ๆ ให้ดื่ม
อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่านี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีหลายร้านที่อ้างสิทธิ์ว่าเป็นผู้คิดค้นเครื่องดื่มนี้ เช่น ร้าน Chasen’s ในฮอลลีวูด, ร้าน Brown Derby และ โรงแรม Royal Hawaiian
สูตรดั้งเดิมและการปรับเปลี่ยน
สูตรดั้งเดิมของ Shirley Temple ประกอบด้วย จิงเจอร์เอล, น้ำเชื่อมเกรนาดีน และเชอร์รี่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สูตรนี้ได้ถูกดัดแปลงตามความชอบของแต่ละพื้นที่
- ในมิดเวสต์ (สหรัฐฯ) ผู้คนมักใช้เครื่องดื่มอัดลมอย่าง Sprite หรือ 7 Up แทนจิงเจอร์เอล
- ทางชายฝั่งตะวันตก ยังคงนิยมใช้จิงเจอร์เอลตามสูตรต้นตำรับ
- บางครั้งมีการเติมน้ำส้ม หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ
ความหวานที่ปรับได้
น้ำเชื่อมเกรนาดีน ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ Shirley Temple มีสีแดงสดใส สามารถปรับระดับได้ตามความชอบของแต่ละคน ยิ่งใส่เกรนาดีนมาก เครื่องดื่มจะยิ่งหวาน
เชอร์รี่: สัญลักษณ์สำคัญ
ส่วนที่ไม่มีข้อโต้แย้งในสูตร Shirley Temple คือการใช้ เชอร์รี่ เป็นของตกแต่ง โดยทั่วไปแล้วเชอร์รี่ยิ่งเยอะยิ่งดี
ม็อกเทลของดาราคนดัง และแรงบันดาลใจในยุคต่อมา
"Shirley Temple" จุดประกายให้เกิดม็อกเทลที่ตั้งชื่อตามคนดังอื่น ๆ เช่น “Roy Rogers” ซึ่งใช้เกรนาดีนผสมกับโคล่า และ “Arnold Palmer” ที่เป็นการผสมกันระหว่างชาเย็นกับน้ำมะนาว
ม็อกเทลในยุคปัจจุบัน: ไม่จำกัดเฉพาะเด็กอีกต่อไป
Jennifer Brian ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเครื่องดื่ม Make & Muddle กล่าวว่าม็อกเทลกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน และเป็นทางเลือกสำหรับผู้คนที่เลือกไม่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านสุขภาพหรือส่วนตัว
ความคิดเห็นของ Shirley Temple Black ที่มีต่อเครื่องดื่มนี้
แม้ว่า Shirley Temple จะเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก แต่ Shirley Temple Black (ชื่อในวัยผู้ใหญ่ของเธอ) กลับไม่ชอบเครื่องดื่มนี้ เธอเคยให้สัมภาษณ์กับ National Public Radio ในปี 1986 ว่าเธอเกลียดเครื่องดื่มนี้ เพราะมัน "หวานเกินไป" และมักถูกเสิร์ฟให้โดยที่เธอไม่ได้สั่ง
เธอเล่าด้วยว่าเครื่องดื่มนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1930 โดยร้าน Brown Derby ในฮอลลีวูด แต่เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการคิดค้น
กระแสของเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ในยุคปัจจุบัน
แนวโน้ม "ม็อกเทล" หรือ "Dry January" ได้ขยายตัวไปถึงการท่องเที่ยวแบบไร้แอลกอฮอล์ หรือที่เรียกว่า "Dry Tripping" ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวในปี 2024 โดย Hotels.com รายงานว่า 40% ของนักเดินทางวางแผนที่จะจองทริปดีท็อกซ์ในปีนี้
รีวิวเกี่ยวกับ "ม็อกเทล" เพิ่มขึ้นถึง 50% ในปีที่ผ่านมา โดยผู้เข้าพักชื่นชมเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่สร้างสรรค์จากโรงแรมชั้นนำทั่วโลก
"Shirley Temple" ตำนานม็อกเทลที่ยังคงครองใจคนทั่วโลก แม้แต่ในยุคที่เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์กลายเป็นกระแสหลักในสังคม"
โรงเรียนที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ม.ขอนแก่นมากที่สุด
เปิดผลวิเคราะห์ AI หวยงวด 1 เมษายน 2569 รวมเลขเด่น 10 ชุด
เมืองไร้สายไฟแห่งแรกของไทย ทำไมที่อื่นยังทำไม่ได้
ทองคำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ประเทศใด นำเข้ามาม่าไทย มากที่สุดในโลก
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 1/4/69
ตรวจหวย 1 เมษายน 2569 ถ่ายทอดสด ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลออกแล้ว เช็กครบทุกเลขที่นี่
อำเภอที่มีชื่อเหมือนชื่อจังหวัด เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย
10 จังหวัดที่ มีอากาศดีที่สุดในไทย อยู่สบายทั้งปี
เปิด 11 ประเทศที่นิยมใช้ “สินค้าไทย” มากที่สุดในโลก
ฝนน้อยสุดในไทยคือที่ไหน เปิด 5 จังหวัดที่แล้งที่สุดจากข้อมูลจริง
อำเภอที่อากาศร้อนที่สุดในประเทศไทย
เมื่อเราโดนรังสีนิวเคลียร์รุนแรง ร่างกายจะไม่ตายทันที?
สินค้าที่ประเทศไทยส่งออกให้กัมพูชามากที่สุด
รีวิวซีรีส์เกาหลี Bloody Flower (2026) – คนแลกเลือด
ห้องพักหรือวิลล่าที่มีราคาแพงที่สุด ที่เปิดให้เข้าพักได้ในประเทศไทย
10 ข้อต้องรู้! ข้อห้ามเช็งเม้ง 2569 และวิธีไหว้บรรพบุรุษให้รวย เฮง ปลอดภัย
"ไอ้โม่ง" ปล้นกลางแดด? เปิดโปงขบวนการกักตุนน้ำมัน ฟันกำไรพันล้านบนหยดน้ำตาประชาชน!
ฟองน้ำล้างจาน แหล่งสะสมเชื้อโรคใกล้ตัว! เปิด 4 สัญญาณอันตรายที่ต้องทิ้งทันที
“ชอบตอนแต่งหน้ามากกว่า” คำพูดต้องห้ามบนเตียง! อาจจบลงด้วยการ “บอกเลิก”

