ด่วน ไม่จริง อสังหาฯ ไม่ได้ป่วยหนัก ซัพพลายล้น
โพสท์โดย doctorsopon
ด่วน ไม่จริง อสังหาฯ ไม่ได้ป่วยหนัก ซัพพลายล้น
AREA แถลง ฉบับที่ 659/2567: วันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2567
ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
![]()
ตามที่มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “อสังหาฯป่วยหนักซัพพลายล้น‘สะเทือนสภาพคล่อง’ส่งสัญญาณเบรกโครงการใหม่” ดร.โสภณยืนยันว่าไม่จริง คงเป็นความพยายามสร้างกระแสโฆษณาชวนเชื่อหวังให้รัฐบาลแก้กฎหมายอนุญาตให้ต่างชาติมาซื้อห้องชุด 75% และเช่าที่ดิน 99 ปีมากกว่า
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) กล่าวว่าข้อมูลเรื่องซัพพลายหรืออุปทานล้น ล้วนไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะที่ว่า “‘ซัพพลาย’ บ้านและคอนโดมิเนียมเหลือขาย 213,429 หน่วย เพิ่มขึ้น 16.4% คิดเป็นมูลค่า 1,217,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.5% ที่คาดว่าต้องใช้เวลา 40 เดือนถึงขายหมด”
ข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สพบว่า ณ กลางปี 2567 (สิ้นเดือนมิถุนายน) ที่เพิ่งสำรวจเสร็จเมื่อเร็วๆ นี้ พบหน่วยขายรอขายอยู่ในมือของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 234,628 หน่วย เพิ่มขึ้นจากกลางปี 2566 ที่มียอดคงค้าง 219,652 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 14,976 หน่วยหรือเพียง 6.8% เท่านั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด
ในแง่ของมูลค่าการพัฒนาของโครงการที่ยังรอการขายข้างต้น ณ กลางปี 2566 มีมูลค่ารวมกัน 1,018,581 ล้านบาท พอมาถึงกลางปี 2567 ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 1,230,512 ล้านบาท หรือเท่ากับเพิ่มขึ้น 20.8% ไม่ได้เพิ่มขึ้น 36.5% แต่อย่างใด การที่ตัวเลขของมูลค่าสินค้าเหลือขายเพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นเพราะว่าราคาที่อยู่อาศัยที่รอการขายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น โดย ณ กลางปี 2566 ราคาเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยหน่วยหนึ่งเป็นเงินเฉลี่ย 4.637 ล้านบาท ในขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยที่รอการขายอยู่ ณ กลางปี 2567 มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 5.244 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 13% ในรอบ 1 ปีหลังนี้ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเกิดขึ้นน้อยมาก และราคาที่อยู่อาศัยที่เปิดใหม่ในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2567 เฉลี่ยสูงถึง 6.217 ล้านบาท จึงทำให้มูลค่าเหลือขายสูงขึ้น
ดังนั้นการที่มีจำนวนหน่วยขายเพิ่มขึ้นเพียง 6.8% จึงไม่ได้แสดงถึงวิกฤติแต่อย่างใด การกล่าวอ้างว่า “อสังหาฯ ไม่ได้ป่วยหนัก ซัพพลายล้น” จึงเป็นเพียงการพยายามหาหลักฐานยืนยันเพื่อหวังให้ต่างชาติมาซื้อห้องชุดในประเทศไทย หรือมาเช่าที่ดิน 99 ปีในไทย เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า ในจำนวน 234,628 หน่วยที่ยังเหลือขายอยู่ในมือของผู้ประกอบการนั้น เป็นห้องชุดเพียง 80,507 หน่วย หรือ 34.3% ของทั้งหมด และห้องชุดที่ต่างชาติสนใจอาจเน้นไปที่ราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งมีเพียง 13,241 หน่วยเท่านั้น ในกลุ่มนี้หากมีต่างชาติมาซื้อประมาณหนึ่งในสาม ก็เป็นเพียง 4,414 หน่วย หากสมมติให้มีมูลค่าหน่วยละ 7 ล้านบาท ก็เป็นมูลค่ารวมเพียง 30,898 ล้านบาท ซึ่งก็คงได้เป็นเงินภาษีเพียงน้อยนิด เช่น ประมาณ 5% หรือ 1,545 ล้านบาท ไม่ได้มีนัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด
ในสมัยที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2540-2543 ปรากฏว่าจำนวนโครงการที่จะประสบความล้มเหลว คาดว่ามีราว 40% ของทั้งหมด แต่ในขณะนี้จำนวนโครงการที่สำรวจพบว่ามีหน่วยขายที่ประสบความล้มเหลวจนเลิกไปในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีจำนวน 9,403 หน่วย รวมมูลค่า 39,705 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าประมาณ 1% ของมูลค่าที่อยู่อาศัยที่สำรวจในตลาด ณ กลางปี 2567 ที่มีมูลค่ารวมกัน 3,649,470 ล้านบาทเท่านั้น การพรรณนาว่า “อสังหาฯป่วยหนักซัพพลายล้น” จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
การที่มีอุปทานเหลือขายไม่ได้เพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจก็เพราะการเปิดตัวโครงการต่างๆ น้อยลง ล้อไปตามอุปสงค์ที่ลดลงไปด้วย และสะท้อนว่าถึงเวลาที่รัฐบาลอาจต้องจัดระเบียบลดอุปทานในตลาดลงโดยเฉพาะในพื้นที่ๆ มีอุปทานสูงอยู่แล้ว จะได้ไม่เกิดภาวะวิกฤติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การปล่อยให้ก่อสร้างโครงการใหม่ๆ ตามแต่ผู้ประกอบการจะผลิตที่อยู่อาศัยขึ้นมา คงไม่อาจทำได้อีกต่อไป
ส่วนที่ว่า “มีการเช่าระยะยาว (Leasehold) ของคนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทั้งในประเภทอาคารชุด และบ้านพร้อมที่ดิน โดยปี 2565 มีการเช่าระยะยาวทุกประเภท 1,520 รายการ มูลค่า 8,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127.2% และ 298.9% ตามลำดับ และปี 2566 มีการเช่าระยะยาวทุกประเภท 2,474 รายการ มูลค่า 19,112 ล้านบาท เพิ่มถึง 62.8% และ 125.0% ตามลำดับ ล่าสุดไตรมาสแรกมีการเช่าระยะยาวทุกประเภท 642 รายการ มูลค่า 4,264 ล้านบาท ลดลง 10.3% และเพิ่มขึ้น 3.4 % ตามลำดับ”
ตัวเลขข้างต้นแสดงชัดว่าการเช่าระยะยาว มีน้อยมาก มูลค่าเพียง 19,112 ล้านบาท เมื่อเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทยที่ 18 ล้านล้านบาท หากให้ต่างชาติมาเช่าที่ดินอีก 10 เท่าตัว ก็ไม่มีผลต่อการดันเพื่อเพิ่ม GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติแต่อย่างใด แต่จะเกิดผลร้ายต่อประเทศชาติมากกว่า นายทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศจีน คงมาตั้ง “อาณานิคม” ในประเทศไทย ซื้อมาสร้างห้องชุดขาย 99 ปีโดยไม่ต้องติดข้อกฎหมายที่ให้ต่างชาติซื้อได้แค่ 49% หรือ 75% ตามที่นำเสนอ ส่วนห้องชุดที่ขายได้ 75% ตามข้อเสนอ นายทุนต่างชาติก็อาจขายเพียง 75% แก่นักลงทุนของประเทศตน อีก 25% ก็อาจหา Nominee มาซื้อหรือปล่อยเช่า ต่างชาติก็ครองอาคารชุดทั้งหมดอยู่ดี
รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องใช้ข้อมูลล่าสุดและสอดคล้องกับความเป็นจริง อย่าใช้ข้อมูลที่เพียงนำพาไปสู่การให้ต่างชาติมาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทยซึ่งไม่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
มีบ้านหลายหลัง เป็น "เจ้าบ้าน" ในทะเบียนบ้านได้กี่หลัง?
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
ย้อนวันวาน “7 สีคอนเสิร์ต” เวทีในตำนาน! เริ่มต้นด้วยคู่ขวัญ มยุรา เศวตศิลา – ธงไชย แมคอินไตย์ ครองใจคนไทยทั้งประเทศ
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
10วิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
ชีวิตคนไม่มีแอร์ในหน้าร้อน…อยู่ยังไงให้รอด?”
ประเทศที่งบทางการทหาร มากที่สุดในโลก
แนะนำซีรีส์จีนสุดฮิต ประทีปรักเหนือสองภพ (Love Beyond The Grave)
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
"ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
แนะนำซีรีส์จีนสุดฮิต ประทีปรักเหนือสองภพ (Love Beyond The Grave)
ป้าชาวจีนยืนโซ้ยบะหมี่หน้าตาเฉย กลางวงคนที่กำลังทะเลาะกันอย่างดุเดือด ระดับความอยากรู้นี้ ทำเอาโซจึ้งไปเลย!
มหาวิทยาลัยและสาขา ที่ค่าเรียนแพงที่สุดในประเทศไทย
2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก



