สุดยอดไม้สายพันธุ์ไทยสุดหายาก
เขียนโดย ote1986
วันนี้เราจะพานท่านมารู้จักกับต้นไม้ไทยที่สุดหายากราคาแพงกันครับ
ดอกว่านเพชรหึง
ว่านเพชรหึง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Grammatophyllum speciosum) หรือที่ชื่ออื่นเรียกว่า กล้วยไม้ยักษ์, กล้วยไม้เสือโคร่ง, กล้วยกา,ว่านงูเหลือม,ว่านหางช้าง,ราชินีแห่งกล้วยไม้,หรือ Letter Plant จัดเป็นกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เป็นยาแก้พิษแมลงกัดต่อยได้ ว่านเพชรหึงเป็นกล้วยไม้ซึ่งถือได้ว่าเป็นกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกล้วยไม้ประเภทแตกกอ มีระบบรากอากาศ และมีลำต้นสูง อาจสูงถึงกว่า 3 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันบนลำต้น ใบกว้างราว 3 เซนติเมตร ยาวราว 60 เซนติเมตร ใบอ่อน โค้งลงด้านล่าง ใบเมื่อแก่จัดจะร่วงหลุดไปจากลำต้นทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นระยะๆ ที่มองคล้ายข้อบนลำต้น ดอกออกราวเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม โดยจะออกดอกตามบริเวณยอด ครั้งละ 2-3 ช่อ และดอกจะทยอยบานติดต่อกันนานถึง 3 เดือน ช่อดอกมีทั้งชนิดช่อตั้งและช่อห้อย แต่ละช่ออาจยาวได้
1.5-2 เมตร ก้านดอกยาว 15-30 ซม. ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกหนามีพื้นกลีบสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีแต้มน้ำตาลหรือม่วงคล้ายกับลวดลายของเสือ เกสรตัวผู้ 3 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน มีรังไข่อยู่ 3 ห้อง ผลมี 3 พู รูปร่างยาว เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็น 3 กลีบ มีเมล็ดสีดำขนาดเล็กอยู่มากมายปลิวไปตามลม
ว่านเพชรหึง กล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ช้างกระ
ช้างกระ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhynchostylis gigantea (Lindl.) Ridl.) หรือชื้อพื้นเมืองว่า เอื้องต๊กโต มีลักษณะ ใบหนา แข็ง ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร ปลายใบเป็นแฉก 2 แฉก มน และสองแฉกของใบไม่เท่ากัน รากเป็นรากอากาศ มีขนาดใหญ่ ปลายรากมีสีเขียว ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกโค้งลง ช่อดอกยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร มีดอกแน่นช่อ ช่อละ 25-60 ดอก ขนาดดอกประมาณ 2.5-3.0 เซนติเมตร กลีบนอกคู่ล่างกว้างยาวพอๆ กันกับกลีบนอกบน ส่วนกลีบในเรียวกว่ากลีบนอก
เดือยดอกอยู่ในลักษณะเหยียดตรงไปข้างหน้า ปลายแผ่นปากหนา แข็งและปลายสองข้างเบนเข้าหากัน ปลายปากมี 3 แฉก สองแฉกข้างมน แฉกกลางมนและมีขนาดเล็กกว่ามาก ใกล้โคนปากด้านบนมีสันนูนเตี้ยๆ 2 สัน ดอกมีกลิ่นหอมฉุน หอมไกล และเป็นพันธุ์ไม้หายากชนิดหนึ่ง ฤดูกาลออกดอกในช่วง เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
รองเท้านารีเหลืองกาญจน์
รองเท้านารีเหลืองปราจีน เป็นกล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี ถูกค้นพบโดย Mr.C. Parish ในปี ค.ศ. 1859 มีการกระจายพันธุ์ในทางตอนใต้ของจีน (มณฑลยูนนาน มณฑลกุ้ยโจว และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง) พม่า ไทย และตอนกลางและตอนใต้ของเวียดนาม โดยเฉพาะในอุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง จังหวัดกว๋างบิ่ญ
รองเท้านารีเหลืองปราจีนมีชื่อสามัญอื่นอีกคือ รองเท้านารีเหลืองอุดรและรองเท้านารีเหลืองกาญจน์
มีลักษณะเป็นพุ่มต้นกว้างประมาณ 20-25 ซม. สูงประมาณ 10-20 ซม. ใบกว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 10-20 ซม. ใบด้านบนเป็นลายสีเขียวสลับเขียวอ่อน ใต้ท้องใบมีจุดประสีม่วงเล็กน้อย ดอกกว้างประมาณ 3.5-7 ซม. ก้านช่อดอกค่อนข้างสั้นประมาณ 5-7 ซม. ช่อหนึ่งมี 1-2 ดอก กลีบบนและกลีบในสีเหลืองมีจุดประสีม่วงกระจายทั่วกลีบ ออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
เฟิร์นเขากวางตั้ง
กระเช้าเขากวาง หรือ เขากวาง เป็นเฟินอิงอาศัยในสกุลชายผ้าสีดา พบกระจายพันธุ์ในภาคใต้ของประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย ชื่อ ridleyi ตั้งขึ้นเป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์ เจ. ริดลีย์ (J. Ridley) ผู้เข้ามาทำการสำรวจเฟินในประเทศมาเลเซียและเขียนหนังสือชื่อ "Ferns of The Malaysia (เฟินในประเทศมาเลเซีย)"
ลำต้นเป็นเหง้าเป็นแท่งสั้น ยอดเหง้ามีเกล็ดสีน้ำตาลปกคลุม ใบกาบรูปกลมห่อหุ้มเหง้า ขอบบนไม่แผ่ตั้ง ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย เส้นใบปูดนูนขึ้นมาอย่างเด่นชัด ใบชายผ้าชูตั้งขึ้น แตกแฉกเป็นกิ่งหลายชั้น ใบซอบเรียว มองดูคล้ายเขาของกวาง
จันทน์ผา
จันผา หรือ จันทร์ผา เป็นไม้ประดับที่มีอยู่แถบตามป่าเขาในประเทศไทย มีความสูงประมาณ 5 - 7 ฟุต ลำต้นมีความแข็งแรงมาก จะมีการแตกใบตรงบริเวณยอด ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะเป็นรูปหอก ขนาดใบเรียวและยาว ปลายใบจะมีรูปแบบแหลมใบยาวประมาณ 45-50 cm และมีความกว้างที่ประมาณ 4-5 cm ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกประดับไว้ที่สนามหญ้าและใช้ตกแต่งร่วมกับสวนหินจันทร์ผานั้นมีหลายชื่อ บ้างก็เรียกว่า "จันทร์แดง" หรือ "ลักจั่น"
ชอบขึ้นบริเวณหน้าผา เป็นไม้พุ่มที่มีขนาดใหญ่หรือไม้ต้นขนาดเล็ก แต่จะไม่ผลัดใบ ลำต้นจะกลมๆ คล้ายต้นหมาก และเปลือกของลำต้นจันทร์ผานั้นจะมีสีเทาๆ ส่วนใบจะแตกเป็นช่อๆ โดยจะแตกบริเวณปลายยอดเท่านั้น เรือนยอดเป็นรูปทรงไข่ เมื่อต้นโตจะแผ่กว้างขยายออกไป เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา แตกเป็นร่องตามยาว
ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบรูปแถบยาวแคบ กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 45-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนทับ กันรอบลำต้น ดอกสีขาวนวลตรงกลางดอกมีจุดสีแดง มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ตามซอกใบที่ปลายกิ่ง มีดอกจำนวนมาก กลีบดอก 6 กลีบ ผลสด ทรงกลมขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นพวง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงคล้ำ มีเมล็ดเดียว
พลับพลึงธาร
พลับพลึงธาร หรือ หอมน้ำ (อังกฤษ: Onion plant, Thai onion plant, Water onion) พืชน้ำชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์: Crinum thaianum อยู่ในวงศ์พลับพลึง (Amaryllidaceae) ถือได้ว่าเป็นพืชน้ำที่สวยงามและหายากมากที่สุดชนิดหนึ่ง โดยพบได้เฉพาะที่จังหวัดระนองตอนล่างและพังงาตอนบน ในจังหวัดระนองพบที่คลองนาคา ตำลนาคา อำเภอสุขสำราญ และที่คลองบางปรุ ตำบลกะเปอร์ อำเภอกะเปอร์ ส่วนที่จังหวัดพังงา พบที่คลองตาผุด บ้านห้วยทรัพย์ คลองสวนลุงเลื่อน ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี คลองนายทุย คลองบ้านทับช้าง คลองบ้านโชคอำนวย ตำบลแม่นางขาว อำเภอคุระบุรี และตามคลองย่อยต่าง ๆ ในเขตรอยต่ออำเภอคุระบุรีและอำเภอตะกั่วป่า เป็นพืชเฉพาะถิ่น ไม่พบที่ใหนในโลก ปัจจุบันพบเหลือแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น และพบขึ้นอยู่อย่างกระจัดกระจาย จึงได้ขึ้นเป็นบัญชีพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก (IUCN Redlist) เมื่อปี ค.ศ. 2011 สาเหตุของการลดลงเนื่องจาก การเก็บหัวจำหน่ายเป็นพืชน้ำประดับ และจากสาเหตุการขุดลอกคลองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เป็นพืชอวบน้ำ ดอกมีสีขาว มี 6 กลีบ ในก้านชูดอกหนึ่ง ๆ จะมีหลายก้านดอก จะทะยอยบานติดต่อกันไป ดอกหนึ่ง ๆ จะมีก้านเกสร 6 อัน มีเกสรสีเหลืองที่ปลายก้านเกสร ตรงกลางดอกจะมีก้านเกสรตัวเมียโผล่มาจากแกนกลางของดอก หลังจากผสมเกสร กะเปาะเมล็ดจะเจริญเติบโตที่โคนก้านดอก กะเปาะหนึ่งจะมีจำนวนเมล็ดที่ไม่เท่ากัน มีลักษณะบูดเบี้ยวเป็นทรงที่ไม่แน่นอน พอเมล็ดแก่จะหลุดออกจากกะเปาะ
พัฒนาสายรกออกด้านใดด้านหนึ่งของเมล็ด ตรงปลายสายรกจะพัฒนาเป็นต้นใหม่และมีรากยึดติดกับพื้นคลอง ในระหว่างที่รากยังไม่สามารถเกาะยึดพื้นคลองได้ เมล็ดจะเป็นแหล่งอาหารให้กับต้นอ่อนได้นาน 3–4 เดือน หัวมีลักษณะคล้ายหัวหอม จึงมีชื่อเรียกว่า "หอมน้ำ" หัวจะโผล่ขึ้นเหนือผิวดินประมาณ 1 ใน 3 เพื่อป้องกันการเน่า ใบจะเป็นสีเขียวเรียวยาวเหมือนริบบิ้น ความยาวขึ้นอยู่กับระดับน้ำ บางพื้นที่ที่น้ำลึกใบอาจจะยาวได้ถึง 4 เมตร
ปาล์มบังสูรย์
ปาล์มบังสูรย์ ชื่อวิทยาศาสตร์: Johannesteijsmannia altifrons เป็นปาล์มที่พบทางภาคใต้ของประเทศไทย ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ลำต้นเลื้อยใต้ดิน เป็นปาล์มแบบสมบูรณ์เพศ เป็นไม้พื้นล่างของป่า ต้องการร่มเงาของไม้ใหญ่ในการบังแสงแดดและลม หากอยู่กลางแจ้งสีจะซีดไม่สวยงาม หากโดนลมแรงใบจะแหว่งและขาด มีแผ่นใบติดขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก จัดเป็นปาล์มที่เลี้ยงค่อนข้างยาก เพราะไม่ทนทาน ต่อความแห้งแล้ง และการกระทบกระเทือนของระบบราก แต่หากมีที่ร่มใต้ต้นไม้ใหญ่จะสามารถเลี้ยงให้สวยงามได้ ใช้เวลาปลูกตั้งแต่เมล็ดงอกจนมีขนาดที่สวยงามประมาณ 10 ปี ขึ้นไป
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ อย่าลืมหามาปลูกกันนะครับ
จังหวัดไหนของไทย กำลังถูกมองว่าเป็นอนาคตความเจริญรุ่งเรืองของไทย
5 จังหวัด เมืองเกษียณ ที่คนวัย 30+ แห่ไปจองที่ดิน ค่าครองชีพถูก
โรงเรียน"ลอยน้ำ"แห่งเดียวในประเทศไทย
กินแล้วอย่าทิ้งเมล็ด! 5 ผลไม้ "ปลูกต่อได้" ในกระถาง เปลี่ยนระเบียงบ้านให้เป็นสวนผลไม้จิ๋ว 🌳🍋
พื้นที่จังหวัดที่มาแรงที่สุดในฐานะเมืองหลวงแห่งที่2ของไทย
สภาพ “เอริญ” วง ENO เขมร เงียบเหงาช่วงสงกรานต์ หลังไร้งาน ไม่มีคอนเสิร์ต
บริษัทผลิตรถไถสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักมากที่สุด
ธงชาติที่ไม่ใช่ทรงสี่เหลี่ยม เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีในโลก
จังหวัดไหนในไทย‘ผลิตไฟฟ้าได้เอง’มากที่สุด?”
ประเทศที่ใช้งบประมาณ ด้านกลาโหมมากที่สุดในอาเซียน
"เมือง"ที่อากาศเย็นกำลังดีตลอดทั้งปี
จังหวัดไหนในไทย ค่าครองชีพแรงงานโหดที่สุด?
ศาสตร์แห่งการอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวอย่างไรให้เป็นสุข ประโยชน์ของการอยู่คนเดียว
วัดเขาดิน ฮิโนกิแลนด์ วัดไทยสไตล์ญี่ปุ่น สุพรรณบุรี วัดสวยวัดดัง!
จังหวัดในประเทศไทย ที่มีคนนับถือศาสนาคริสต์มากเป็นอันดับหนึ่ง
ประเทศที่หาเงินง่าย แต่ใช้ชีวิตยาก?
พื้นที่จังหวัดที่มาแรงที่สุดในฐานะเมืองหลวงแห่งที่2ของไทย
จีนมีหุ่นยนต์ตำรวจจราจรแล้วนะ!!
















