ประเทศที่จัดสวัสดิการผู้สูงอายุดีที่สุดส่วนประเทศไทยรั้งท้ายอันดับ44
โดยคำนวณดัชนีชี้วัดระบบบำนาญจาก 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1) ความเพียงพอของบำนาญ 2) ความยั่งยืนของระบบบำนาญ และ3) ความครบถ้วนของระบบบำนาญ
- ประเทศไอซ์แลนด์ เป็นประเทศที่มีการจัดการดูแลผู้สูงอายุที่ดีที่สุด อันดับที่ 1 ประจำปี 2565 มีการจัดสรรบำนาญเป็น 3 ระบบ ได้แก่ 1) เงินบำนาญสาธารณะจากภาษีประชาชน จัดเก็บภาษีร้อยละ 15 ของรายได้เฉลี่ย ผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่ำ จะได้รับเงินบำนาญสูงสุดถึงร้อยละ 70 ของรายได้เฉลี่ยเงินบำนาญของรัฐ ซึ่งจะปรับตามอัตราค่าจ้างบุคคลทั่วไปจะได้รับเงินบำนาญเมื่ออายุ 67 ปี 2) เงินบำนาญจากการประกอบอาชีพ โดยผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมสามารถเบิกเงินบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 65 ปี (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) และ 3) เงินบำนาญส่วนตัว เป็นสวัสดิการเสริม อาทิ เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่อยู่คนเดียว เงินช่วยเหลือยานพาหนะสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว รวมถึงค่ารักษาพยาบาล
ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่มีการจัดการดูแลผู้สูงอายุที่ดีที่สุด อันดับที่ 2 ประจำปี 2565 การจัดสรรเงินบำนาญมี 3 ระบบ ได้แก่ 1) เงินบำนาญของรัฐ จ่ายให้ประชาชนอายุ 66 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 70 ของค่าจ้างสุทธิ ซึ่งทุกคนที่อาศัยหรือทำงานในเนเธอร์แลนด์ อายุ 15-65 ปี มีสิทธิได้รับเงินบำนาญจากรัฐ โดยจะได้รับเงินบำนาญเริ่มต้นอยู่ที่ 25,000 บาทต่อเดือน แม้ไม่ใช่พลเมืองเนเธอร์แลนด์ 2) กองทุนบำนาญสะสม เป็นโครงการเงินบำนาญแบบรวมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือบริษัทรูปแบบคล้ายระบบประกันสังคม และ 3) เงินบำนาญส่วนบุคคล ส่วนใหญ่จัดทำโดยผู้ประกอบอาชีพอิสระและพนักงานที่ไม่มีกองทุนบำนาญรวม บุคคลทั่วไปสามารถซื้อและจัดการเงินบำนาญหรือการลงทุนได้อย่างอิสระ เช่น ประกันชีวิต หุ้น อสังหาริมทรัพย์
- ประเทศสวีเดน ประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ารัฐสวัสดิการดีที่สุด ในด้านของการจัดเก็บภาษี ประกันสังคมและการบริการ ได้รับการอันดับการดูแลผู้สูงอายุดีที่สุด อันดับที่ 9 ประจำปี 2565 โดยรัฐบาลได้มีการจัดสรรเงินบำนาญจากผู้เสียภาษี เมื่อถึงวัยเกษียณ จะได้รับเงินบำนาญเฉลี่ย 46,306.57 บาทต่อเดือน ซึ่งจำนวนเงินจะแตกต่างออกไปตามจำนวนเงินเดือนที่ได้รับและการสะสมเงินในกองทุนผู้สูงอายุ (old age pension) แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบกองทุนผู้สูงอายุ จะได้รับเงินช่วยเหลือยังชีพ (maintenance support) รวมถึงรัฐบาลยังได้มีการจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุทีมีปัญหาด้านที่พัก และสำหรับครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุด้วยตนเอง จะได้เงินสนับสนุนจากรัฐเป็นค่าตอบแทน
ประเทศไทย รั้งท้ายอันดับที่ 44 ด้านการจัดการระบบบำนาญ โดยรัฐบาลได้จัดสรรเบี้ยยังชีพคนชรา เป็นเงินบำนาญให้แก่ผู้สูงอายุที่อายุครบ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาท และจะปรับเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุ ด้วยการใช้ระบบขึ้นทะเบียนก่อนเปลี่ยนแปลงเป็นการยืนยันสิทธิ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือคุณสมบัติด้านรายได้ มีเพียงการระบุว่าจะต้องไม่เป็นผู้รับสวัสดิการอื่นอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ดี ล่าสุดวันที่ 11 สิงหาคม 2566 ได้เผยแพร่ “ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566” มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพว่าต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือรายได้ไม่เพียงพอ หรือ “พิสูจน์ว่าจน” ไม่ใช่แบบถ้วนหน้าอย่างที่ผ่านมา ซึ่งผู้สูงอายุที่ขึ้นทะเบียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนการประกาศระเบียบนี้ให้ยังคงได้รับสิทธิต่อไป
จังหวัดที่เคยใหญ่ที่สุด มีขนาดพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย
รู้หรือไม่..7 สิ่งอัปโชคไม่ควรมีหน้าบ้าน..สายมูต้องห้ามพลาด
ประเทศที่มีขนาดพื้นที่น้อยที่สุดในทวีปเอเชีย
ประเทศที่ "อยู่ทุกที่" แต่ไม่มีผืนแผ่นดิน
5 อันดับ มหาวิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในภาคอีสาน
เมืองแห่งขุมทรัพย์! จังหวัดที่มีเหมืองเยอะที่สุดในไทย
เลขเด็ดปฏิทิน "หลวงปู่สรวง" งวดวันที่ 16 มีนาคม 69 มาแล้ว!..รีบส่องเลย
หัวใจทำด้วยอะไร? ทำไมสัตว์ตัวแค่นี้ถึงกล้าบวกกับทั้งป่า
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด
เลขเด็ด "ปฏิทินรวย รวย" งวดวันที่ 16 มีนาคม 69..ส่องเลย รวยก่อนใคร!!
เกาะที่เล็กที่สุดในประเทศไทย
10 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีภาษีรถยนต์สูงที่สุดในเอเชีย
โอ๊ยยย เอาอีกแล้ว! จุดปราบเซียน รถตู้ติดแหง็กใต้สะพานกลับรถบางใหญ่ ทำจราจรอัมพาตยาว!
แบรนด์สินค้าชื่อดัง ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าเป็นสินค้าสัญชาติไทย





