ประโยชน์ของส้ม คุณค่าทางโภชนาการ และข้อควรระวังในการรับประทาน
ส้มเป็นผลไม้รสเปรี้ยวหวานที่มีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ โพแทสเซียม แคลเซียม ที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อย่างไรก็ตาม หากรับประทานส้มมากเกินไป อาจส่งผลให้ปวดท้อง คลื่นไส้ และปวดศีรษะได้
คุณค่าทางโภชนาการของส้ม
ส้มขนาดกลาง 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี่ และประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- คาร์โบไฮเดรต 15.4 กรัม ซึ่งประกอบไปด้วย น้ำตาล 12 กรัม และไฟเบอร์ 3 กรัม
- โปรตีน 1 กรัม
- โพแทสเซียม 237 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 70 มิลลิกรัม
- วิตามินเอ 14 ไมโครกรัม
- แคลเซียม 6% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
นอกจากนี้ ส้มยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ ที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง
ประโยชน์ของส้ม ที่มีต่อสุขภาพ
ส้มมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของส้มในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้
-
อาจช่วยป้องกันโรคหัวใจ
ส้มอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น วิตามินซี โพแทสเซียม วิตามินเอ ที่อาจช่วยลดคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการศึกษาในวารสาร Critical Reviews in Food Science and Nutrition ปี พ.ศ. 2563 ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการดื่มน้ำส้มต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยศึกษาและวิเคราะห์งานวิจัยจาก 4 ฐานข้อมูลที่มีในระบบจนถึงเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2563 พบว่า การดื่มน้ำส้ม 500 มิลลิลิตร/วัน ขึ้นไป อาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้หลายประการ เช่น ระดับน้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอลโดยรวม ไขมันไม่ดี ภาวะดื้ออินซูลิน
-
อาจช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม
ส้มมีวิตามินซี วิตามินเอ และฟลาโวนอยด์ ที่มีบทบาทสำคัญช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของดวงตา ลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม จากการศึกษาในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ปี พ.ศ. 2561 ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคสารฟลาโวนอยด์ในอาหารเพื่อป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม โดยทำการติดตามประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ 2,856 คน อายุ 49 ปีขึ้นไป เป็นเวลา 15 ปี พบว่า การรับประทานส้มที่มีสารฟลาโวนอยด์ วันละ 1 ผลขึ้นไป อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานส้ม
-
อาจช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด
ฟลาโวนอยด์ และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) หรือวิตามินซีในส้ม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงอาจมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ที่ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันและ นำไปสู่การเกิดไข้หวัดได้ จากการศึกษาในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ปี พ.ศ. 2522 ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของกรดแอสคอร์บิกและฟลาโวนอยด์ ต่อการเกิดอาการของไข้หวัด โดยให้อาสาสมัครวัยรุ่นอายุ 17-25 ปี จำนวน 362 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำส้มคั้นธรรมชาติ ที่มีกรดแอสคอร์บิก 80 มิลลิกรัมต่อวัน กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำส้มสังเคราะห์ ที่มีกรดแอสคอร์บิก 80 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มที่รับประทานยาหลอกเป็นเวลา 72 วัน พบว่า 97% ของกลุ่มที่รับประทานน้ำส้มคั้นธรรมชาติ และกลุ่มที่ดื่มน้ำส้มสังเคราะห์ที่มีกรดแอสคอร์บิก 80 มิลลิกรัม/วัน มีอาการโดยรวมลดลง 14-21%
-
อาจช่วยให้สมานแผลไวขึ้น
ส้มอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความสำคัญกับโครงสร้างผิว และอาจช่วยให้แผลสมานเร็วยิ่งขึ้น จากการศึกษาในวารสาร Clin Nutr ปี พ.ศ. 2548 ที่ศึกษาเกี่ยวกับ การรักษาด้วยวิตามินซี สังกะสี และอาร์จินีน (Arginine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ในผู้ป่วยแผลกดทับ ทั้งหมด 16 ราย ที่อยู่ในระยะ 2,3 และ 4 โดยให้รับประทานอาหารเสริมอาร์จินีน 9 กรัม วิตามินซี 500 มิลลิกรัม และสังกะสี 30 มิลลิกรัม พบว่า ผู้ป่วยมีอาการของแผลกดทับที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อควรระวังในการรับประทานส้ม
การรับประทานส้มในรูปแบบผลไม้และอาหารเสริมอาจให้ความปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์และน้ำตาลเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ
สำหรับผู้ที่แพ้ส้มอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส้มเป็นส่วนประกอบทั้งหมด เช่น น้ำส้ม นอกจากนี้ส้มอาจมีความเป็นกรดสูง ที่อาจส่งทำให้ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนมีอาการแย่ลง
การรับประทานส้มในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรรับประทานตามคำแนะนำที่ระบุไว้บนฉลากข้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณมากเกินไป เนื่องจากอาจส่งผลให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และกรดไหลย้อน
ควรหลีกเลี่ยงน้ำส้มที่มีการเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม เพราะน้ำตาลอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน
สำหรับผู้ที่่รับประทานยาในกลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta Blockers) การรับประทานส้มมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายมีปริมาณของโพแทสเซียมสูง ที่อาจส่งผลให้ไตมีปัญหา
นอกจากนี้อาจส่งผลให้ร่างกายกักเก็บธาตุเหล็กมากเกินไปที่อาจเสี่ยงเป็นภาวะฮีโมโครมาโตซิส (Hemochromatosis) หรือภาวะเหล็กเกิน อาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายได้
เซเว่น เตรียมถอนการลงทุนจากเขมร สินค้าเขมรด้อยคุณภาพ ซ้ำวิกฤต ปชช.ไม่มีเงินซื้อ
10 ประเทศ ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มากที่สุด
จังหวัดนี้เลี้ยงไก่มากที่สุดในไทย
เจาะรหัสลับ "แปลปกสลาก" งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
ชาติในภูมิภาคอาเซียน ที่ติดหนี้เงินกู้จากประเทศจีนมากที่สุด
ประเทศที่ส่งออกมันสำปะหลังเข้าไทยมากที่สุด
เมื่อ Soft Power ของกัมพูชา ผงาดบนสังเวียนของนักสู้มวยปล้ำ มันจะเป็นอย่างไรมาชมกันได้เลยเด้อ!
จบยุคเดินข้ามชิล ไทยขยับจริง สร้างกำแพง–ขุดคูน้ำหนองจาน ปิดช่องทางเดิมแบบถาวร
"โยชิทะดะ มินามิ"ผู้คิดค้นหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเครื่องแรกของโลกในนาม"โตชิบา" จากความรักสู่ความใส่ใจภรรยา
5 สกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในโลกใน ปัจจุบัน
จีเนียสค่ายลูกเสือ! ไวรัลทอดไข่เจียวกลางป่า เมื่อไม่มีที่ตีไข่ แต่ไอเดียแก้ปัญหามาเต็ม
เช้านี้โซเชียลเดือด หลังเลขาฯ กกต. พูดประโยคนี้กลางรายการ
ปลาที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุด ที่สามารถพบได้พื้นที่ธรรมชาติ
หิมะตกหนักในญี่ปุ่นทำให้มีผู้เสียชีวิต 35 รายและบาดเจ็บกว่า 390 ราย! อาคารหลายหลังพังถล่ม
รวบคาขนส่ง! เยาวชน 15 ปี บุกชิงทอง 33 บาทที่หาดใหญ่ ก่อนหนีกบดานอุบลฯ
ประเทศที่ส่งออกมันสำปะหลังเข้าไทยมากที่สุด



