หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ประโยชน์ของส้ม คุณค่าทางโภชนาการ และข้อควรระวังในการรับประทาน


เขียนโดย emojisang

         ส้มเป็นผลไม้รสเปรี้ยวหวานที่มีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ โพแทสเซียม แคลเซียม ที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อย่างไรก็ตาม หากรับประทานส้มมากเกินไป อาจส่งผลให้ปวดท้อง คลื่นไส้ และปวดศีรษะได้

 

คุณค่าทางโภชนาการของส้ม

    ส้มขนาดกลาง 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี่ และประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ ส้มยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ ที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง

ประโยชน์ของส้ม ที่มีต่อสุขภาพ

ส้มมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณของส้มในการส่งเสริมสุขภาพ ดังนี้

ส้มอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น วิตามินซี โพแทสเซียม วิตามินเอ ที่อาจช่วยลดคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการศึกษาในวารสาร Critical Reviews in Food Science and Nutrition ปี พ.ศ. 2563 ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการดื่มน้ำส้มต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยศึกษาและวิเคราะห์งานวิจัยจาก 4 ฐานข้อมูลที่มีในระบบจนถึงเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2563 พบว่า การดื่มน้ำส้ม 500 มิลลิลิตร/วัน ขึ้นไป อาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้หลายประการ เช่น ระดับน้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอลโดยรวม ไขมันไม่ดี ภาวะดื้ออินซูลิน

ส้มมีวิตามินซี วิตามินเอ และฟลาโวนอยด์ ที่มีบทบาทสำคัญช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของดวงตา ลดความเสี่ยงจอประสาทตาเสื่อม จากการศึกษาในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ปี พ.ศ. 2561 ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบริโภคสารฟลาโวนอยด์ในอาหารเพื่อป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม โดยทำการติดตามประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ 2,856 คน อายุ 49 ปีขึ้นไป เป็นเวลา 15 ปี พบว่า การรับประทานส้มที่มีสารฟลาโวนอยด์ วันละ 1 ผลขึ้นไป อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานส้ม

 

ฟลาโวนอยด์ และกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) หรือวิตามินซีในส้ม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงอาจมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ที่ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันและ นำไปสู่การเกิดไข้หวัดได้ จากการศึกษาในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition ปี พ.ศ. 2522 ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของกรดแอสคอร์บิกและฟลาโวนอยด์ ต่อการเกิดอาการของไข้หวัด โดยให้อาสาสมัครวัยรุ่นอายุ 17-25 ปี จำนวน 362 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำส้มคั้นธรรมชาติ ที่มีกรดแอสคอร์บิก 80 มิลลิกรัมต่อวัน กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำส้มสังเคราะห์ ที่มีกรดแอสคอร์บิก 80 มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มที่รับประทานยาหลอกเป็นเวลา 72 วัน พบว่า 97% ของกลุ่มที่รับประทานน้ำส้มคั้นธรรมชาติ และกลุ่มที่ดื่มน้ำส้มสังเคราะห์ที่มีกรดแอสคอร์บิก 80 มิลลิกรัม/วัน มีอาการโดยรวมลดลง 14-21%

ส้มอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความสำคัญกับโครงสร้างผิว และอาจช่วยให้แผลสมานเร็วยิ่งขึ้น จากการศึกษาในวารสาร Clin Nutr ปี พ.ศ. 2548 ที่ศึกษาเกี่ยวกับ การรักษาด้วยวิตามินซี สังกะสี และอาร์จินีน (Arginine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ในผู้ป่วยแผลกดทับ ทั้งหมด 16 ราย ที่อยู่ในระยะ 2,3 และ 4 โดยให้รับประทานอาหารเสริมอาร์จินีน 9 กรัม วิตามินซี 500 มิลลิกรัม และสังกะสี 30 มิลลิกรัม พบว่า ผู้ป่วยมีอาการของแผลกดทับที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อควรระวังในการรับประทานส้ม

การรับประทานส้มในรูปแบบผลไม้และอาหารเสริมอาจให้ความปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์และน้ำตาลเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ

สำหรับผู้ที่แพ้ส้มอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส้มเป็นส่วนประกอบทั้งหมด เช่น น้ำส้ม นอกจากนี้ส้มอาจมีความเป็นกรดสูง ที่อาจส่งทำให้ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนมีอาการแย่ลง

การรับประทานส้มในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรรับประทานตามคำแนะนำที่ระบุไว้บนฉลากข้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณมากเกินไป  เนื่องจากอาจส่งผลให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และกรดไหลย้อน

ควรหลีกเลี่ยงน้ำส้มที่มีการเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม เพราะน้ำตาลอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน

สำหรับผู้ที่่รับประทานยาในกลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta Blockers) การรับประทานส้มมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายมีปริมาณของโพแทสเซียมสูง ที่อาจส่งผลให้ไตมีปัญหา

นอกจากนี้อาจส่งผลให้ร่างกายกักเก็บธาตุเหล็กมากเกินไปที่อาจเสี่ยงเป็นภาวะฮีโมโครมาโตซิส (Hemochromatosis) หรือภาวะเหล็กเกิน อาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหายได้

เนื้อหาโดย: emojisang
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
emojisang's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 68 ครั้ง
เขียนโดย emojisang
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/5/69คณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทย6 ประเทศที่ไม่มีกลางวันอำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เองมหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทยเงินเดือน 30,000 อยู่จังหวัดไหน สบายกว่ากรุงเทพฯมากเลขเด็ดเจ๊นุ๊ก บารมีมหาเฮง งวด 16 พฤษภาคม 2569 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัวคณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
200 ประโยคภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย"ดอกงิ้ว" ชื่อนี้มีดีมากกว่าความสวย3 จังหวัดปลาร้าขึ้นชื่อในอีสาน รสนัวต่างกันอย่างไร
ตั้งกระทู้ใหม่