หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

12ผักรักษาโรค สรรพคุณโหด

โพสท์โดย witthayadua168
1. ขี้เหล็ก แก้ท้องผูก นอนไม่หลับ

 

          แม้ขี้เหล็กจะมีรสขม แต่สรรพคุณไม่ขมเลยนะจะบอกให้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูกบ่อย ๆ กินขี้เหล็กเข้าไปจะช่วยให้การขับถ่ายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะใบขี้เหล็กมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ บวกกับกากใยในใบขี้เหล็กที่มีค่อนข้างมาก จึงทำให้ใบขี้เหล็กช่วยแก้ท้องผูกได้ ทั้งนี้อาจจะกินแกงขี้เหล็ก หรือนำใบขี้เหล็ก 3-4 ใบ ต้มกับน้ำ 1 1/2 แก้ว แล้วเติมเกลือเล็กน้อย จากนั้นดื่มหลังตื่นนอนหรือหลังอาหารเช้าวันละครั้ง

          ส่วนประโยชน์เด่น ๆ ของใบขี้เหล็กอีกอย่างก็คือแก้นอนไม่หลับ โดยการวิจัยของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พบว่า ใบอ่อนและดอกอ่อนของขี้เหล็กมีสารช่วยคลายเครียด อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ อีกด้วยนะคะ แต่ใครอยากกินขี้เหล็กแก้นอนไม่หลับ แนะนำให้ใช้ใบขี้เหล็กแห้งหรือใบขี้เหล็กสด 50 กรัม ต้มกับน้ำพอท่วม แล้วดื่มก่อนนอน เพราะใบขี้เหล็กในแกงขี้เหล็กส่วนมากจะถูกต้มน้ำทิ้งเพื่อลดความขมไปก่อน ซึ่งอาจทำให้สารช่วยให้นอนหลับในใบขี้เหล็กเจือจางเกินไป ดังนั้นควรจะต้มใบขี้เหล็กดื่มแก้นอนไม่หลับไปเลย

          นอกจากนี้ใบขี้เหล็กยังแก้เหน็บชา รักษาโรคบิด แก้ร้อนใน ขับพยาธิ รักษาฝีมะม่วง และลดความดันโลหิตสูงได้

2. มะระขี้นก  รักษาเบาหวาน

 

          กลุ่มวิชาเภสัชกรรมคลินิก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ศึกษาผลของมะระขี้นกในการรักษาโรคเบาหวาน โดยศึกษากลไกการออกฤทธิ์และประสิทธิภาพทางคลินิกของมะระขี้นก และพบว่า ในมะระขี้นกมีกลไกที่ออกฤทธิ์ต้านเบาหวานอยู่หลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมการหลั่งอินซูลินของตับอ่อน เพิ่มความไวต่อการตอบสนองอินซูลินที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมัน ลดการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เสริมการเผาผลาญน้ำตาล เพิ่มความทนต่อกลูโคส นอกจากนี้ยังยับยั้งการหลั่งกลูโคสในลำไส้เล็กและยับยั้งเอนไซม์กลูโคซิเดสได้อีกด้วย

          แต่ทั้งนี้ก็ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณการใช้และระยะเวลาในการใช้มะระขี้นกต่อไปในอนาคต เพื่อที่จะสามารถใช้มะระขี้นกกับผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยอย่างที่สุด

3. ตำลึง  ลดน้ำตาลในเลือด

 

          จากข้อมูลของสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การศึกษาทางคลินิก ในอาสาสมัครสุขภาพดี ที่รับประทานอาหารเช้าที่มีตำลึงเป็นกับข้าว ปริมาณ 20 กรัม ผสมกับมะพร้าวและเกลือ พบว่า อาสาสมัครกลุ่มนี้มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอาสาสมัครที่กินอาหารเช้าโดยไม่มีตำลึงเป็นส่วนประกอบ และจากการทดลองนี้อาจแสดงว่า ตำลึงมีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

   
4. ผักเชียงดา ลดน้ำตาลในเลือด
          หลายคนอาจรู้จักผักชนิดนี้ในชื่อว่าผักฆ่าน้ำตาล และคงรู้สรรพคุณผักเชียงดากันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก เราบอกกันตรงนี้เลยค่ะว่าผักเชียงดามีสารสำคัญที่ชื่อว่า Gymnemic Acid ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการขนส่งน้ำตาล ส่งผลให้การดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็กช้าลง ทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้อีกต่างหาก ใครอยากรู้จักผักเชียงดาให้มากกว่านี้ก็ลองมาดู

 

5. หัวไชเท้า ลดอาการอักเสบ

 

          หัวไชเท้าเป็นผักที่เราเจอได้บ่อยในน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว หรือในต้มจืด น้ำซุปข้าวมันไก่ เป็นต้น ซึ่งก็ถือว่าหัวไชเท้าเป็นผักที่หากินง่าย มีรสชาติหวาน อร่อย และยังมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการอักเสบในร่างกายได้ด้วยนะคะ โดยจากการวิจัย พบว่า น้ำคั้นจากหัวไชเท้าหรือการกินหัวไชเท้ามีส่วนช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ แถมยังช่วยแก้ปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬาได้ด้วย



6. หัวปลี  บำรุงเลือด ขับน้ำนม

 

          สำหรับแม่ที่ให้นมบุตร แล้วน้ำนมไม่ค่อยไหล หรือน้ำนมมีน้อย ลองกินหัวปลีแก้ปัญหานี้ดูค่ะ เพราะหัวปลีมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด ซึ่งจะช่วยขับน้ำนมของคุณแม่หลังคลอดได้ นอกจากนี้หัวปลียังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า มีทานอล ซึ่งงานวิจัยในวารสาร Food Science and Biotechnology เมื่อปี 2010 ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดจากหัวปลีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสรรพคุณป้องกันเซลล์ถูกทำลาย จึงช่วยป้องกันการอักเสบในร่างกายได้

   
7. หน่อไม้ฝรั่ง แก้ท้องอืด

 

          ใครที่มักจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ กรด แก๊สในกระเพาะเยอะ อยากให้ลองกินหน่อไม้ฝรั่งเพื่อช่วยบรรเทาอาการที่ว่ามาค่ะ เพราะหน่อไม้ฝรั่งมีไฟเบอร์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และในหน่อไม้ฝรั่งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดฟรุกโตโตโอลิโกแซคคาไรด์ ที่มีส่วนช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ พร้อมทั้งช่วยลดกรดและแก๊สในกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ได้โดยไม่ต้องกินยา แต่นอกจากนี้แล้วหน่อไม้ฝรั่งยังมีสรรพคุณอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกเยอะเลยนะ



8. ผักบุ้ง  บำรุงดวงตา

 

          อยากมีสายตาดีให้กินผักบุ้ง เพราะผักบุ้งมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งเบต้าแคโรทีนในผักบุ้งจะไปเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย แล้ววิตามินเอก็จะไปบำรุงสายตา รักษาอาการตาแห้ง ตาล้า บรรเทาอาการแสบตาจากภาวะตาแห้งได้ด้วย และยังไม่หมดแค่เท่านี้ค่ะ สรรพคุณของผักบุ้งยังมีอีกมากเลยล่ะ ลองมาดู

          

9. ผักปวยเล้ง รักษาอาการเลือดออก

 

          ผักที่หลายคนชอบกินอย่างปวยเล้งมีสรรพคุณดีกว่าที่คิดเยอะเลยล่ะ โดยเฉพาะสรรพคุณด้านรักษาโรคตา อย่างโรคตาบอดกลางคืน เพราะผักปวยเล้งมีแบต้าแคโรทีนค่อนข้างสูง ช่วยบำรุงและรักษาอาการเสื่อมของดวงตาได้ แถมยังรักษาโรคโลหิตจาง รักษาอาการเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ อย่างเลือดกำเดาไหลก็ได้ด้วย

10. กระเจี๊ยบเขียว  รักษาโรคกระเพาะ

 

          สำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ มีแผลในกระเพาะอาหาร กระเจี๊ยบเขียวช่วยบรรเทาได้ โดยการศึกษาพบว่า กระเจี๊ยบเขียวมีสารประกอบไกลโคไซเลต และไกลโคโปรตีน ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร (แบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร) ทำให้เชื้อแบคทีเรียตัวนี้เกาะเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ยากกว่าปกติ อาการแผลในกระเพาะอาหารก็จะบรรเทาลง

          ส่วนวิธีกินกระเจี๊ยบเขียวใครจะกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือนำกระเจี๊ยบเขียวมาหั่นเป็นแว่น ตากแดดให้แห้ง แล้วบดละเอียด จากนั้นตักผงกระเจี๊ยบเขียวมาละลายในน้ำต้มสุก นม หรือน้ำผลไม้ กินวันละ 3-4 ครั้งหลังอาหาร ก็แล้วแต่สะดวกเลย


11. ใบบัวบก  แก้ช้ำใน ลดเส้นเลือดขอด

 

          เรามักจะได้ยินว่าใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ช้ำใน ซึ่งนอกจากบรรเทาอาการช้ำในร่างกายแล้ว การศึกษาชิ้นหนึ่งยังพบว่า ใบบัวบกมีส่วนลดอาการเส้นเลือดขอดได้ โดยได้ทำการทดลองกับอาสาสมัคร 90 คน แบ่งให้กลุ่มหนึ่งรับประทานใบบัวบก และอีกกลุ่มหนึ่งรับประทานยาหลอก จากนั้นก็ทำการอัลตราซาวด์หลอดเลือด แล้วพบว่า กลุ่มที่รับประทานใบบัวบกมีการรั่วไหลของหลอดเลือดดำลดลง อาการเส้นเลือดขอดก็บรรเทาลงด้วย

  

12. มะระ  ช่วยเจริญอาหาร

 

          ความขมของมะระก็มีประโยชน์ซ่อนอยู่มากมาย อย่างคนที่เบื่ออาหาร กินข้าวได้น้อยลง ลองกินมะระช่วยกระตุ้นความอยากอาหารก็ได้นะคะ เพราะในความขมของมะระมีสารโมโมดิซีน ที่มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ พร้อมด้วยสรรพคุณของมะระอีกหลายข้อเลย

 

 

 

เนื้อหาโดย: witthayadua168
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
witthayadua168's profile


โพสท์โดย: witthayadua168
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: yew251139
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
คนที่มี EQ ต่ำมักทำ 6 สิ่งนี้ ในวันที่ 1 มกราคมเสมอ!!ยืนหนึ่งระดับโลก! "ลิซ่า BLACKPINK" ผงาดคว้าอันดับ 1 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2568 จากสวนดุสิตโพลสิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 2/1/69คำทำนายพิเศษจาก "บาบา วังกา" สำหรับปี 2026ทำไมประเทศในเอเชียกลางต้องลงท้ายด้วย "สถาน"เรือรบจีนติดตั้งขีปนาวุธ YJ-20 สุดเทพของโลก!!รับวันเด็ก 2569: เจาะลึกคำขวัญฉบับ "นายกฯ อนุทิน" และ "ผู้ว่าฯ ชัชชาติ" สองสไตล์ที่โดนใจเยาวชนหวย AI ได้วิเคราะห์เลข น่าจะออกรางวัล งวด 2 มกราคม 2569ย้อนรอยประวัติศาสตร์ "คำขวัญวันเด็ก": เข็มทิศทางความคิดจากนายกรัฐมนตรีไทยสู่อนาคตของชาติ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
รับวันเด็ก 2569: เจาะลึกคำขวัญฉบับ "นายกฯ อนุทิน" และ "ผู้ว่าฯ ชัชชาติ" สองสไตล์ที่โดนใจเยาวชนแนะนำ! เว็บไซต์ ai สามารถวาดรูป [l8+](สร้างฟรี) ผู้ใหญ่เท่านั้นเรือรบจีนติดตั้งขีปนาวุธ YJ-20 สุดเทพของโลก!!จีน..ขึ้นภาษีถุงยาง บีบวัยรุ่นให้ปั๊มลูก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
มหาราชาอินเดียผู้รับเด็กโปแลนด์ 640 ชีวิตกลางสงครามโลกเผ่าลึกลับกลางแอมะซอน จากสายตาของช่างภาพที่บังเอิญเจอโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์จากเด็กขโมย Snickers สู่ The Rock เรื่องจริงของการขับไล่ปีศาจช็อกโกแลต🇹🇭 ภาพประวัติศาสตร์ 1 มกราคม 2514 — ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถ่ายทอดความรู้ด้านการทหาร แด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ณ ภูพิงคราชนิเวศน์
ตั้งกระทู้ใหม่