หมูเถื่อน...ปักหลักอยู่ไทย ภาครัฐอย่าวางใจ
เกือบ 1 ปี ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทยต้องผจญกับวิบากกรรมหลายด้าน จุดชนวนโดยโรค ASF ที่คร่าชีวิตทั้งแม่หมูและหมูขุนไปประมาณ 50% ส่งผลให้หมูไทยที่เคยผลิตได้ 21-22 ล้านตัวต่อปี ลดลงฮวบฮาบทันที ซึ่งมีการประเมินเบื้องต้นว่า หากโรคระบาดลุกลามออกไปจนไม่สามารถควบคุมได้จะสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 55,000 ล้านบาท และจะเสียโอกาสในการส่งออกหมูแปรรูปและผลิตภัณฑ์ได้อีกคิดเป็นมูลค่า 22,000 ล้านบาท ทั้งยังจะสร้างผลกระทบแบบลูกโซ่ (Domino Effect) ยังอุตสาหกรรมและเกษตรกรที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตด้วย เช่น อาหารสัตว์ และเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ อาทิ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง
สำหรับผู้เลี้ยงหมูไทยต้องเผชิญความ “สาหัส” ถึง “3 เด้ง” คือ 1.เสี่ยงนำหมูเข้าเลี้ยงรอบใหม่เพราะยังหวั่นใจกับโรคระบาดจะกลับมาซ้ำรอย ทั้งที่ราคาเนื้อหมูสูงตามกลไกตลาดหมูเนื้อแดงจากที่เคย 130-140 บาทต่อกิโลกรัม ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 200 บาท ชิ้นส่วนอื่นก็ปรับตามกัน 2.สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ลากยาวจนถึงขณะนี้ ส่งผลให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับราคาขึ้นไปมากกว่า 30% รวมถึงปัจจัยการป้องกันโรคล้วนเดินแถวขึ้นราคาโดยไม่ได้นัดหมาย และ 3.“หมูเถื่อน” ทะลักเข้าไทยโดยกลุ่มทุนไม่ทราบสัญชาติ ทำกันเป็นขบวนการตั้งแต่ท่าเรือแหลมฉบัง ยันชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน วนเวียนเข้า-ออก ไทย ฟันกำไรเต็มกระเป๋า จนถึงวันนี้ยังจับ “คนบงการ” ไม่ได้...ผิดที่ใครคนแรก?
ล่วงเข้าเดือนที่ 12 ผลการปราบปรามยังไม่เป็นที่ประทับใจผู้เลี้ยงหมู อีกทั้งยังมั่นใจว่าหมูเถื่อนยังมีขายอยู่ในไทยไม่น้อย ได้แต่ร้องขอภาครัฐทั้งกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์ที่ปล่อย “เกียร์ว่าง” มานาน เพิ่งมาเริ่มเก็บแต้มกันเมื่อเดือนกันยายน-พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยกรมปศุสัตว์เป็นแกนนำ ขณะที่กรมศุลกากร เจ้าของพื้นที่ทั้งท่าเรือแหลมฉบังและควบคุมด่านชายแดนเกือบทั้งหมดในประเทศไทย กลับถือคติ “ช้าๆ ได้พล้าเล่มงาม” ค่อยๆ ตามไป แทนที่จะเปิดปั๊บ (ตู้คอนเทนเนอร์) เจอปุ๊บ จับปั๊บ “หมูเถื่อน” ก็น่าจะหมดไปนานแล้ว
จนถึงวันนี้ ยังไม่สามารถจับกุมเจ้าของตัวจริง (ผู้บงการ) ได้แม้แต่คนเดียว แล้วผู้เลี้ยงหมูจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหมูเถื่อนได้สิ้นชื่อแล้ว ที่จับได้ คือ คนขับรถ หรือ พ่อค้า-แม่ค้าที่เป็นคนกลาง และส่วนใหญ่จบเกมส์ที่ทำลายของกลางตามระเบียบควบคุมโรค มิไยมิจฉาชีพก็เปลี่ยนรูปแบบหาวิธีใหม่ๆ ลักลอบนำเข้าหมูมาจนได้
ส่วนผู้บริโภคใส่ใจเฉพาะของถูกตามอำนาจการซื้อ ช่วงเศรษฐกิจขาลง จึงหนุนให้นำเข้ามาจะได้กินของถูกและละเลยความปลอดภัยของเนื้อและคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเนื้อหมูจากต่างประเทศทางอเมริกาและละตินอเมริกา (บราซิล) ยังเต็มไปด้วยสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อน หรือ อาจมีเชื้อรา หรือ ติดโรค ASF จากประเทศต้นทางมาก็เป็นไปได้ทั้งหมด เพราะไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งไทยควรใช้ “เนื้อฟอร์มาลิน” เป็นบทเรียนสำคัญในการเปลี่ยนทัศนคติการนิยม “ของถูก” แต่ควรเน้นความปลอดภัย ขอย้ำว่าเนื้อหมูไทยคุณภาพและความปลอดภัยเกิน 100% ยืนหนึ่งเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคเอเซีย
ช่วงไตรมาส 4 “หมูเถื่อน” โดนปราบปรามหนักทำการค้าผิดกฎหมาย “ฝืด” ออกจากท่าเรือฯ ก็โดนตำรวจตั้งด่านตรวจด้านนอก ผ่านชายแดนก็โดนทหาร-ตำรวจ ไล่ล่า หรือ จะมาเป็น “กองทัพมด” ก็ไม่รอดสายตาเหยี่ยวของเจ้าหน้าที่ไปได้
ภาครัฐควรผนึกกำลังกันทำงานโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ต้องสั่งการ “ด่วนที่สุด” ไปยังกรมศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้บังคับบัญชา ให้ตรวจสอบและจับกุม “หมูเถื่อน” เป็นหนึ่งในงาน “เร่งด่วน” ที่เข้ามาแล้วก็ควรผลักดันกลับไปต้นทางบอกเขาว่าเราไม่ต้อนรับ เพราะเพียง “กรมศุลกากร” ขยับตัวใช้กฎหมายที่มีในมือ “หมูเถื่อน” จะมีอันเป็นไป “ตายคาท่าฯ หน้าด่านฯ” อย่างไม่ต้องสงสัย ด้าน กรมปศุสัตว์ ปฏิเสธหมูเถื่อนชัดเจนเพราะภาระกิจสำคัญคือป้องกันโรค ASF ไม่ให้กลับมาเกิดซ้ำ เพียงแค่รออีกหนึ่งความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุข มาร่วมแรงตรวจสอบคุณภาพและสารปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ตามร้านอาหาร เพื่อสร้างหลักประกัน “อาหารปลอดภัย” อย่างยั่งยืน


























