โลโบโทมี (Lobotomy) การผ่าตัดสุดสยองที่เคยฮิตจนคนคิดได้รางวัลโนเบล
โลโบโทมี (Lobotomy) การผ่าตัดสุดสยองที่เคยฮิตจนคนคิดได้รางวัลโนเบล
(เรียบเรียงโดย กนกพร บุญเลิศ)
ในปี ค.ศ. 1949 อีกัส โมนิซ (Egas Moniz) แพทย์ด้านประสาทวิทยาชาวโปรตุเกส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ จากการพัฒนาเทคนิคที่เรียกว่า ‘leukotomy’ (ปัจจุบันเรียกว่า lobotomy) ซึ่งเป็นการผ่าตัดเพื่อตัดการเชื่อมต่อระหว่างส่วนหน้าของสมองกลีบหน้าผาก (prefrontal lobe) กับส่วนที่เหลือของสมองเพื่อรักษาความเจ็บป่วยทางจิตโดยเฉพาะโรคจิตเภท (schizophrenia)
การค้นพบของคุณหมอโมนิซเริ่มต้นขึ้นที่งานประชุมวิชาการทางประสาทวิทยา ณ กรุงลอนดอน ปี ค.ศ. 1935 มีการเสนองานวิจัยเรื่องวิธีลดความก้าวร้าวของลิงชิมแปนซีด้วยการสร้างความเสียหายด้านข้างของสมองกลีบหน้าผาก
ข้อมูลเหล่านี้กระตุ้นความสนใจของคุณหมอโมนิซอย่างมาก
แต่เนื่องจากมือของคุณหมอโมนิซมีปัญหาทำให้จับมีดผ่าตัดไม่ได้ เขาจึงชักชวนศัลยแพทย์ประสาทชื่ออัลเมดา ลิม่า (Almeida Lima) มาทำการผ่าตัดผู้ป่วยจิตเวชหลายราย โดยตัดเนื้อสมองส่วนสีขาว (white matter) หกส่วนบริเวณ prefrontal แต่ละซีกออก ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ‘ลิวโคโตม (leucotome)’
จากการผ่าตัดผู้ป่วยจิตเภทชุดแรกจำนวน 20 คน ผลลัพธ์ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ และผู้ป่วยชุดที่สอง 18 คน มีจำนวนสามคนเกือบจะหายขาดและอีกสองคนก็ดีขึ้นมาก คุณหมอโมนิซจึงสรุปว่า prefrontal leukotomy เป็นการผ่าตัดที่ง่าย ปลอดภัย ซึ่งอาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นการผ่าตัดรักษาความผิดปกติทางจิตที่มีประสิทธิภาพ
ในปี ค.ศ. 1936 เขาได้ตีพิมพ์รายงานชิ้นแรกในเรื่องนี้
ณ ช่วงเวลานั้นการรักษาผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ lobotomy จึงเริ่มได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก และคุณหมอโมนิซก็ได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1949
Psychosurgery หรือการผ่าตัดสมองเพื่อรักษาโรคทางจิตเวชรูปแบบต่างๆเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในนั้นคือ transorbital lobotomy ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นที่ประเทศอิตาลีและได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 โดยนายแพทย์วอลเตอร์ ฟรีแมน (Walter Freeman)
วิธีการผ่าตัดจะทำการสอดอุปกรณ์รูปร่างคล้ายที่เจาะน้ำแข็ง (ice pick) เข้าไปใต้เปลือกตา แล้วดันเข้าไปในเบ้าตาโดยใช้ค้อนตอก 2-3 ที เมื่อดันไปถึงสมองส่วนหน้า แล้วจึงทำการขยับแท่งเหล็กนี้ไปมาเพื่อตัดการเชื่อมต่อระหว่าง prefrontal lobe และสมองส่วนที่เหลือ
วิธีการนี้กลายมาเป็นมาตรฐานการรักษาในประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้ lobotomy ได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษที่ 1940 คือ
1. ไม่มีทางเลือกอื่นในการรักษาผู้ป่วยทางจิตที่มีอาการเรื้อรัง
2. ช่วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสถาบันจิตเวชของสหรัฐอเมริกาเพิ่มจำนวนสูงขึ้นจนน่าตกใจ ในปี ค.ศ. 1946 เตียงเกือบครึ่งหนึ่งในโรงพยาบาลรัฐใช้ไปกับผู้ป่วยจิตเวช
3. ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค manic-depression (โรคไบโพลาร์ในปัจจุบัน) และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน มีอัตราการเสียชีวิตถึง 18% จากวัณโรคและโรคติดเชื้ออื่นๆ ทางโรงพยายาลจึงเริ่มหาทางลดจำนวนผู้ป่วยค้างคามากขึ้น
ในปี ค.ศ. 1949 นักวิจัยศึกษาพบผลข้างเคียงด้านบุคลิกภาพหลังการผ่าตัด แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับความทุกข์ทรมานจากปัญหาทางจิตลดลง แต่ประสบการณ์ทางอารมณ์ก็ยังลดลงด้วย จากคำบอกเล่าของพยาบาลและแพทย์ ผู้ป่วยมีอาการเฉยชา ไม่แสดงอารมณ์ ดูแข็งทื่อ เซื่องซึม และไม่สนใจสิ่งรอบตัว ดูปราศจากจุดมุ่งหมายของชีวิต
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1952 เมื่อมีการคิดค้นยาทางจิตเวช (neuroleptic drug) ตัวแรกของโลก ชื่อว่า chlorpromazine ซึ่งใช้รักษาโรคจิตเภทโดยตรง ทำให้หลังจากปี ค.ศ. 1960 การทำ lobotomy เพื่อรักษาโรคจิตเภทลดลงอย่างรวดเร็ว
การวิเคราะห์ในยุคต่อมาพบว่า จุดอ่อนของ prefrontal lobotomy คือความผิดพลาดของคุณหมอโมนิซในการประเมินผลที่ตามมาจากการผ่าตัดผู้ป่วยกลุ่มแรกอย่างรอบคอบ รายงานฉบับแรกกล่าวว่า การผ่าตัดเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ มาจากความเห็นของบุคคลที่มีความลำเอียง นั่นก็คือแพทย์ผู้สั่งผ่าตัดและทีมผ่าตัดพวกเขาตัดสินว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเอง และละเลยการประเมินสิ่งที่สำคัญนั่นคือ การปรับตัวทางจิตวิทยา (psychological adjustment) ของผู้ป่วย และผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
แม้ในปัจจุบันเราจะทราบถึงอันตรายของ lobotomy ผลกระทบทางลบมากมายที่ตามมา รวมทั้งชีวิตของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากการทำ lobotomy แต่ต้องยอมรับว่า ณ ช่วงเวลานั้น ไม่มีการรักษาความผิดปกติทางจิต โดยเฉพาะโรคจิตเภท ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่เรื่องนี้บอกเราคือ
เมื่อเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าความรู้บางอย่างมันไม่เวิร์คและมีอย่างอื่นที่ดีกว่า
เราก็คงต้องก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยการตัดใจทิ้งความรู้เก่าไว้เบื้องหลัง
แม้ว่าความรู้นั้นจะเคยถูกต้องในระดับรางวัลโนเบลมาแล้วก็ตาม
อ้างอิง
Pineal, J. P. J., & Barnes, S. J. (2018). Biopsychology (10th ed.). Pearson Education.
Jansson, B. (1998, October 29). Controversial Psychosurgery Resulted in a Nobel Prize. Retrieved from https://www.nobelprize.org/.../medicine/1949/moniz/article/
.........................................................
*อย่างไรก็ตาม คุณหมอโมนิซได้รับการยอมรับระดับสากลจากการพัฒนา cerebral angiography (การตรวจหลอดเลือดสมองโดยการฉีดสารทึบรังสี) ซึ่งทำให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยเนื้องอกและความผิดปกติของหลอดเลือดสมองได้
อ้างอิงจาก: https://www.facebook.com/ardwarong/posts/2556878554433307/
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
LTT 9779b ดาวเคราะห์กระจกที่ร้อนจัด แต่สะท้อนแสงจ้าเกือบทั้งดวง
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
ถุงพลาสติกไม่ได้เริ่มจากขยะ เรื่องจริงของของใช้ใกล้ตัวที่ควรใช้ให้คุ้ม
30 คำอวยพรวันเกิดแฟน ซึ้งๆ ความหมายดี สุขสันต์วันเกิดแฟน
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
つづく แปลว่าอะไร คำท้ายการ์ตูนญี่ปุ่นที่หลายคนเห็นมาตั้งแต่เด็ก
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
มารู้จัก "หัวท้าวยายม่อม" พืชพื้นบ้านที่ซ่อนแหล่งแป้งชั้นดีของขนมไทย
กะเพราหมูสับ ทำไมถึงเป็นเมนูสิ้นคิดที่คนไทยสั่งซ้ำไม่เบื่อ
รีวิวหนังดัง TENET ในรูปแบบ Blu-ray disc
ถ้านักบินอวกาศป่วยกลางอวกาศ หมอรักษาอย่างไรเมื่อกลับโลกทันทีไม่ได้
บึ้งในความเชื่อไทย ทำไมรูเล็ก ๆ ถึงถูกผูกกับโชคลาภ
8 น้ำตกชื่อดังของไทย ที่ถูกยกย่องว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุด
รีวิวหนังดัง TENET ในรูปแบบ Blu-ray disc
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน



