หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
ตรวจหวย งวดวันที่ 17 มกราคม 2563 สามตัว 379, 595
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

พูดไปสองไพเบี้ย!! ภาพเงินตราจากสมัยอยุธยา เทียบมูลค่าปัจจุบันในสำนวน

บอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้ โพสท์โดย ลูกสาวออบอตอ

 

สำนวนนี้อาจไม่ใช่สำนวนโบราณมาก แต่เบี้ยในสำนวนนั้น โบราณกว่ามากมายนับร้อย นับพันปี

พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะนิ่งเสียมีประโยชน์มากกว่า หนึ่งล้านสามแสนเท่า สำหรับบางคน บางกรณี

หมายเหตุ- อัตราส่วน 1:1,344,000 เท่า

#เบี้ย #หน่วยเงินที่ชาวบ้านในกรุงศรีอยุธยามีใช้
จากทะเลมาเป็นเงิน จากเงินมาเป็นสำนวน

เราได้ยินสำนวนเก่าคำว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง มานานนม หลายคนเกิดความสงสัยในสำนวนว่าแปลว่าอะไรกันแน่ คือพูดไปได้สองไพ หรือนิ่งแล้วเสียตำลึงทอง จริงๆ แล้วสำนวนนี้ หากเว้นวรรคตอนให้ง่ายๆ หมายถึง พูดไป: สองไพเบี้ย, นิ่งเสีย: ตำลึงทอง กล่าวคือ ถ้าพูดในเรื่องไม่ควรพูด หรือพูดกับคนที่ไม่รับฟัง ไม่มีประโยชน์ในการพูด พูดไปแล้วประโยชน์ที่เกิดขึ้นที่จะได้รับ ก็ประมาณ 2 ไพเบี้ย หากว่านิ่งเสีย ไม่พูด (เพราะพูดก็ไม่เกิดประโยชน์ใด) ยังมีค่ามากกว่าพูดไป เปรียบเทียบแล้วไม่พูดก็เสมือนได้หนึ่งตำลึงทอง

ทราบกันไหมว่า 1 ไพมีมูลค่าเท่ากับกี่บาทในปัจจุบัน และไพเบี้ย นี่เท่ากับกี่เบี้ย หนึ่งไพคือกี่เบี้ย และหนึ่งเบี้ยมูลค่าเท่ากับกี่บาท เหตุใด การพูดไปแต่ไร้ประโยชน์จึงถูกตีค่าเพียง 2 ไพเบี้ย เมื่อเทียบกับตำลึงทองเมื่อนิ่งไว้ ตำลึงทอง เทียบไม่ยากนัก เพราะหนึ่งตำลึงเท่ากับ 4 บาท หากเปรียบเทียบมูลค่าทองน้ำหนักทอง 4 บาท นั้นก็คำนวณมูลค่าปัจจุบันได้ไม่ยากเลย อยากรู้คำตอบ ลองกดดูภาพด้านล่างไปจนถึงภาพสุดท้ายจะได้รับคำตอบว่า บางครั้งทำไมเงียบเสียดีกว่า หากพูดไปแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ใด เพราะมูลค่ามันช่างต่างกันเหลือเกิน

#เบี้ยในระบบเศรษฐกิจโลก

เราอาจนึกไม่ถึงว่า หอยเบี้ยที่ใช้กันในระบบเศรษฐกิจสมัยโบราณ ปรากฎในตำนานและพงศาวดารมากมาย รวมทั้งในจดหมายเหตุ และหลายคนก็ยังได้เห็นของจริงกันมาแล้ว เช่น ในเรื่องราชาธิราช ที่เป็นเรื่องแปลจากพงศาวดารมอญในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ มะกะโทก็ได้รับเบี้ยที่ฝังในดินจากการบ้วนพระสลาหรือชานหมากของพระร่วงไปกระทบ ในอยุธยาปรากฎท่าเรือชื่อว่า ท่าสิบเบี้ย ซึ่งหมายถึงราคาค่าโดยสารเรือแจวข้ามไปข้ามมาตรงท่านั้น พื้นที่เก่าแก่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ยังมีชื่อเช่นนี้อยู่

ในจดหมายเหตุของ หม่าฮวน ซึ่งเป็นอาลักษณ์ของกองเรือรบขนาดยักษ์ของนายพลเรือขันทีมุสลิม เจิ้งเหอ อันเกรียงไกร (เจ้าของตำนาน เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ซำปอกง และ ปุนเถ้ากง) เข้ามาเมืองไทยเมื่อราว 600 ปีที่ผ่านมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก็บันทึกไว้ว่าในสมัยสมเด็จพระอินทราชา (พระองค์มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับจีนอย่างดียิ่ง) คนไทยก็ใช้เบี้ยเหมือนกับในยูนนาน (ในทางกลับกันนักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่าชาวยูนนานใช้เบี้ยด้วยอิทธิพลการค้าจากไทยและพม่า และใช้มาก่อนการเข้ามาของชาวจีนในราชวงศ์หมิงในยูนนาน) และหากพิจารณาลึกลงไปนักโบราณคดีพบว่ามีการใช้เบี้ยมาก่อนนับพันปี ตั้งแต่เป็นของตกแต่งร่างกาย เครื่องประดับ ก่อนการเกิดขึ้นของระบบเงินทั้งภูมิภาคนี้ และชาวยูนนาน เมื่อมีการยืมเงินที่ทำมาจาก Silver (เงิน) ระหว่างยังไม่คืนเงินต้น ก็จะเอาเงินย่อยเป็นดอกที่ทำจากหอยเบี้ย ไปคืน = ดอกเบี้ย

#เบี้ยในสำนวนไทย

สำนวนไทยเก่าแก่ มีคำว่าเบี้ยใช้มากมาย เช่น พูดไปสองไพเบี้ย ขายหน้าวันละห้าเบี้ย สิบเบี้ยใกล้มือ หัวล้านหัวเหลือง หัวละเฟื้องสองไพ คำว่าเบี้ยจำนวนมากหายไปจากคำไทยในชีวิตประจำวัน เช่น เจ้าเบี้ย ซึ่งหมายถึงเจ้าหนี้ หัวเบี้ย หรือ คนทำหน้าที่จัดการในบ่อนพนัน แต่สำนวนพื้นถิ่นบางพื้นที่ยังมีคำว่าเบี้ยอยู่ เช่น หม้ายเบี้ย ของทางภาคใต้ แปลว่าไม่มีเงิน (หม้าย-ไร้) และโดยทั้วไปคำว่าเบี้ย ได้เปลี่ยนหน้าที่มาแทนหน่วยเงิน

 

แต่กลับเป็นความหมายเกี่ยวกับเงินในแง่ค่าธรรมเนียม หรือ จำนวนเงินย่อยๆ ที่จ่ายเป็นครั้งๆ เช่น เบี้ยประกัน เบี้ยปรับ เบี้ยหวัด-บำนาญ เบี้ยเลี้ยง เบี้ยบ้ายรายทาง เบี้ยขยัน และที่คุ้นเคยที่สุด ดอกเบี้ย ซึ่งสำนวนเก่าๆ มีผู้พูดว่า ดอกเบี้ย ดอกหอย หรือแม้กระทั่งสำนวนว่า ขายหน้าวันละห้าเบี้ย ก็หมายถึงขายหน้าทุกๆ วัน เสมือนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเป็นวันๆ ไปเช่นกัน

#จากทะเลมาเป็นเงินได้อย่างไร

หอยเบี้ยเป็นหอยสกุลหนึ่ง ชื่อเดิมยากที่จะเดา เพราะทุกชื่อของหอยสกุลนี้ ทั้งชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อในภาษาอังกฤษที่ใช้กันมานับร้อยๆ ปี (ที่มาจากภาษาอินเดียโบราณ) ต่างมีความหมาย เท่ากับคำว่าเงินทั้งสิ้น ชื่อละตินคือ Monetaria moneta ซึ่งมีคำว่าเงินทั้งสองคำ ทั้งชื่อ ทั้งสกุล ส่วนภาษาอังกฤษใช้คำว่า Cowrie มาจากคำว่า กาวดี ในภาษาฮินดี และรากศัพท์มาจากสันสกฤตอีกชั้นหนึ่ง

ที่เราใช้กันเป็นเงินเป็นหอยเบี้ยชนิดสีขาวนวลเรียกว่าเบี้ยจั่น (ตัวป้อมๆ เหมือนจั๊กจั่น) สีขาวนี้เหมือนกับสีเครื่องจานชามเคลือบ (เพราะคำว่า พอร์ชเลน ในภาษาอังกฤษก็มาจากชื่อหอยนี้ในภาษาอิตาเลียน) แต่จริงๆ มีอีกหลายสกุล หลายชนิดที่ใช้ ไม่ได้มีแต่พันธุ์สีขาวนวล

 

เบี้ยมีมากที่หมู่เกาะใกล้ๆ ลังกา และที่มากสุดคือมัลดีฟ เบี้ยยังมาจากแถบอาฟริกา อินเดียตะวันตก และบอร์เนียวอีกด้วย จึงมีการใช้เงินเบี้ยกันทั้งภูมิภาคข้ามทวีปไปทั่วตราบใดที่การค้าไปถึง สมัยโบราณพ่อค้าอาหรับแวะอินเดียก็ซื้อหอยทะเลนี้มาขายต่อในแถบพม่า ไทย และใช้กับทั่วไปจนถึงยูนนานแทนหน่วยเงินแลกเปลี่ยนขนาดเล็ก เป็นเงินย่อย เสมือนเหรียญที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

 

เพราะใช้ง่าย หาง่ายกว่าเงินเหรียญโลหะที่ต้องขึ้นรูปและมีเครื่องพิมพ์นูนซึ่งทำยากกว่าและมีมูลค่าสูงกว่าจึงใช้เป็นเงินที่มีมูลค่าสูงแม้จะมีใช้มาอย่างเก่าแก่กว่าพันปีเช่นกัน จริงๆ เงินทำมาจากโลหะหลายอย่าง ส่วนเบี้ยมาจากหอย แต่บางช่วงเวลาหอยหายาก ก็เคยผลิตจากดินเผาก็มี แต่เรียกว่าประกับ ทำจากดินเผาทรงกลมคล้ายเหรียญในยุคปัจจุบัน

#เบี้ยไม่เคยไปไหน

เบี้ยน่าจะใช้มาก่อนสมัยอยุธยา และในสุโขทัยในเรื่องพระร่วงก็ปรากฎในพงศาวดารอย่างที่ทราบ ในยุคอยุธยาจึงมีเบี้ยใช้กันอย่างแพร่หลาย และไม่ใช่เงินที่มีมูลค่ามากมาย สำนวนเกี่ยวกับเบี้ย จึงมักเป็นสำนวนที่แสดงมูลค่าน้อย และค่อยๆ หายไปพร้อมกับการใช้หอยเบี้ย และการเกิดเหรียญกษาปณ์ (จริงๆ คำว่า กษาปณ์ แปลว่า 1 ตำลึง) แต่ในสมัยอยุธยาเหรียญโลหะ ที่มีมูลค่าสูงเช่น เงินพดด้วงก็มีใช้กันทั่ว ในหมู่ผู้มีเงินทองเช่นกัน และคำว่า "เงิน" ก็เข้ามาแทนที่ในฐานะชื่อเรียกอัตราแลกเปลี่ยน และหน่วยนับเงินตรา

 

เมื่อเงินค่อยๆ มีมูลค่าสูงขึ้น เบี้ยไม่อาจแทนค่าเงินตราได้อีกต่อไป เพราะมูลค่าน้อยเกินไป 100 เบี้ยจึงเท่ากับเพียง 1 อัฐ (สำนวน ไม่กี่อัฐ) แต่เดิม 1 อัฐ มีมูลค่าสูง แล้วค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ และจำนวนหน่วยเดิมของเรา ไม่ใช่ฐาน 100 แต่เป็นฐาน 4 คือ แบ่งจาก 1 ตำลึง เป็นบาท จากบาทแบ่งย่อยๆ ลงเรื่อยๆ เป็นฐาน 16 และย่อยลงไปอีก เพราะเราใช้ระบบเดียวกับอินเดียในสมัยพุทธกาล

คำว่าเบี้ย หายไปจากระบบการเงินในฐานะหน่วยเงิน แต่ไม่ได้หายไปจากชีวิตประจำวันเลยสักนิด ยังมีสำนวน และยังมีชื่อปรากฎในเรื่องการเงินอื่นๆ และยังอยู่ในชีวิตของทุกคน

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: ลูกสาวออบอตอ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
 
พูดไปสองไพเบี้ย!! ภาพเงินตราจากสมัยอยุธยา เทียบมูลค่าปัจจุบันในสำนวน
กระทู้ที่มีคอมเม้นต์ล่าสุด
ระทึก รถเมล์เบรกแตก แหกโค้งพุ่งตกเขา
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

มิติใหม่แห่งวงการ คุณยายวัย 83 รับเล่นหนังผู้ใหญ่ ผู้กำกับจัดให้เข้าฉากกับพระเอกหนุ่มๆกรุบกริบๆทันที

ของใช้ต่างๆเก่าแล้ว อย่าทิ้งเราขอ

7 สูตรลดน้ำหนักฉบับดาราฮอลลีวูดที่คุณก็ทำตามได้ที่บ้าน

สยอง!ตำรวยเจอปลาจรเข้จู่โจมขณะงมศwเหยื่อฆๅตกรไอซ์

สาวถามวิธีปฏิเสธคนที่ไม่ได้ชอบแบบมีมารยาท เจอชาวเน็ตมาตอบอย่างเด็ด ถ้ากล้าทำถือว่าสุดยอด

"ร้านซีฟู้ด" งัดหลักฐานเด็ด หลังลูกค้าโวยเช็คบิลเเล้วเจอของเเถม 450 บาท

สาวเตือนภัยแม่ค้า ใช้ผัวไปซื้อ หมึก 1 โล กั้ง 1 โล กลับมาถึงบ้านดูสภาพแล้วแทบกินไม่ลง

พ่อแม่กลับมาบ้านเกือบช็อก เจอสาวล้มนอนในห้องน้ำ ยังดีที่มีข้อความเขียนบอกไว้หน้าประตู

หนุ่มแวะซื้อของแปปเดียว เห็นพี่ตำรวจเขียนใบสั่ง-ล็อคล้อ เลยไปถามโดนข้อหาอะไร สุดท้ายคดีพลิก

ย้อนดูสุดยอดภาพถ่ายสัตว์โลกจากปี 2018 ที่ควรค่าแก่การรับชม

หนุ่มสงสัย แฟนสาวบอกไปซื้อหวย แต่ไปนาน ก่อนออกไปตามถึงแผง คนรุมเพียบ

สาวโกรธจัด สั่งหมูทอดกระเทียม แต่ปรากฏว่าได้ หมูกระเทียม

แท็กซี่ปากพล่อย สังเกตพฤติกรรมผู้โดยสาร ก่อนลงมือโพสต์เหน็บนินทาลับหลังยับเยิน

ยามเมื่อ ซากุระ ผลิดอก ณ แผ่นดินมังกร
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
สีคิ้ว​นัดยิ้ม​สาวสองทักมาวิธีดูว่า เขาใช่เนื้อคู่ของเราไหม??5 เหตุผล ว่าทำไมคนฉลาด จึงมักมีเพื่อนน้อยกว่าคนทั่วไปแชร์แล้วรวย
ตั้งกระทู้ใหม่