บิดาแห่งกฎหมายไทยปูชนียบุคคลด้านเกษตร?
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
(พ.ศ. 2417 – 2463 * นาทดลองคลองรังสิต สมัยเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ)
พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาตลับประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ จุลศักราช 1236 ตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ต่อมาทรงได้รับพระราชทานนามจากพระราชบิดาว่า "รพีพัฒนศักดิ์" เมื่อทรงพระเยาว์พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงได้รับการอภิบาลจากเจ้าจอมมารดาตลับ หม่อมราชวงศ์วงศ์ พึ่งบุญ และพระยาเวียงในนฤบาล (หรั่ง เกตุทัต)
เมื่อเจริญวัยขึ้นพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงเข้าศึกษาวิชาภาษาไทยเบื้องต้นกับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) โดยใช้เก๋งกรงนกภายในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ทรงพระอักษร [4] เมื่อทรงศึกษาวิชาภาษาไทยจบแล้ว ก็ทรงเข้าศึกษาต่อที่สำนักของบาบู รามซามี โดยใช้โรงเรียนทหารมหาดเล็กเป็นที่ถวายพระอักษรจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2426 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เข้าศึกษาในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ
ในการส่งพระราชโอรสไปศึกษายังต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์เป็นพระราชโอรสกลุ่มแรกที่ทรงไปศึกษาต่อในทวีปยุโรป เมื่อ พ.ศ. 2428 พร้อมกัน 4 พระองค์ คือ
• พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (กรมพระจันทบุรีนฤนาถ)
• พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์)
• พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (กรมหลวงปราจิณกิติบดี)
• พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช)
แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้ทรงแยกกันเรียน โดยพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระองค์โปรดเกล้าฯ เสด็จไปศึกษาที่กรุงเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ โดยให้หมอเกาวัน เป็นผู้จัดการศึกษาในการนี้เป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้น จึงมีเพียงครูชาวต่างชาติมาถวายพระอักษรที่ตำหนักครึ่งวัน และหม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ถวายการสอนภาษาไทยอีกครึ่งวัน
พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงศึกษาวิชาภาษาละติน วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาภาษาฝรั่งเศสอยู่ 2 ปี จึงเสด็จ นิวัติประเทศไทย จนถึงปี พ.ศ. 2431 จึงเสด็จไปศึกษาต่อในชั้นมัธยมอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และต่อมาปี พ.ศ. 2434 ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายต่อที่วิทยาลัยไครส์ตเชิช ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์-ฟอร์ด จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2337 ทรงสามารถสอบไล่ได้ตามหลักสูตรชั้นปริญญาเกียรตินิยม จากนั้นจึงเสด็จกลับประเทศไทย ด้วยพระอัจฉริยภาพที่มีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จึงได้รับพระสมญาว่าเฉลียวฉลาดรพี
ทรงสร้างสถานีกสิกรรม
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นคลองราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นั้น ต่อมาในพ.ศ. 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ และในปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็น พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงจัดการเกี่ยวกับทะเบียนที่ดิน โดยทรงแก้ไขและเพิ่มเติมพระราชกำหนดกฎหมายและระเบียบการทะเบียนที่ดินให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทรงจัดการให้มีพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดินขึ้น 2 ฉบับ คือใน พ.ศ. 2459 และ พ.ศ. 2462 นอกจากนี้ ได้ทรงจัดการเกี่ยวกับเหมืองแร่เพราะกรมโลหกิจ สังกัดในกระทรวงเกษตราธิการ โดยทรงเปิดทำเหมืองแร่ทางหัวเมืองฝ่ายเหนือใน พ.ศ. 2458 ทรงเพิ่มพนักงานใน กรมโลหกิจ และออกพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่เพื่อช่วยให้การทำเหมืองแร่สะดวกขึ้น คือพระราชบัญญัติ การทำเหมืองแร่ พ.ศ. 2461 ในด้านการเพาะปลูกและการปศุสัตว์ ได้ทรงจัดสร้างสวนทดลองการเพาะปลูกขึ้น ที่จังหวัดพิษณุโลกใน พ.ศ. 2458 ต่อมา เริ่มจัดทำนาทดลองขึ้นที่คลองรังสิตใน พ.ศ. 2459 ทรงจัดตั้งโรงเรียน สัตวแพทย์ ขึ้นในกรมเพาะปลูกใน พ.ศ. 2457 และเริ่มฉีดยาป้องกันโรคระบาดสัตว์ในท้องที่ที่เกิดโรค
นอกจากนี้ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้ทรงเสนอความเห็นว่าในการบำรุงการเพาะปลูก ต้องอาศัยการ ทดน้ำในทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยให้น้ำฝนน้ำท่าซึ่งไหลหลากผิดปรกตินั้นให้เป็นไปตามธรรมดา เมื่อพระบาทสมเด็จ-พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำตามโครงการได้ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ จึงทรงร่วมกับเซอร์ทอมัส วอร์ด ผู้เชี่ยวชาญการชลประทาน จัดทำโครงการทดน้ำสำหรับพื้นที่ราบตลอดขอบเขตบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อโครงการย่อยตอนต่าง ๆ ทุกโครงการในทุ่งราบภาคกลางเสร็จสมบูรณ์ จะต้องสร้างเขื่อนระบายน้ำขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เพื่อให้โครงการย่อย ๆ นั้นเชื่อมต่อกับเขื่อนระบายน้ำ ที่ จังหวัดชัยนาท ให้สามารถทดน้ำที่มีปริมาณเพียงพอไปใช้ในทุ่งนาทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งมีผลดีต่อการเพาะปลูก โดยการจัดทำจะแบ่งทำเป็นส่วน ๆ ไป ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมทดน้ำ (ปัจจุบันคือ กรมชลประทาน) ขึ้นใน พ.ศ. 2457 เพื่อดำเนินการตามรูปโครงการ โดยเริ่มจัดทำโครงการป่าสักใต้ ซึ่งเป็นโครงการตอนที่ 3 ก่อนใน พ.ศ. 2459 การดำเนินโครงการเพื่อการเกษตรนี้ดำเนินมาใกล้จะเป็นผลสำเร็จ แต่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็ทรงพระประชวรด้วยวัณโรค
ในปีพุทธศักราช 2458 กระทรวงเกษตราธิการได้จัดสร้างสวนทดลองการเพาะปลูก (สถานีกสิกรรม) ขึ้นแห่งหนึ่งที่อำเภอพรมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาในปี พ.ศ. 2459 ได้เริ่มจัดทำนาทดลองขึ้นที่คลองรังสิต โดยจะคัดเลือกและทดลองปลูกขยายพันธุข้าวที่ดีที่สุดและหาวิธีส่งเสริมการเพาะปลูกมาแนะนำให้แก่ราษฎร เช่น การเลี้ยงไหม ต่อมาในปี พ.ศ. 2462 พระองค์ทรงประชวรด้วยโรควัณโรคที่พระวักกะ (ไต) จึงได้กราบบังคมทูลลาพักราชการเพื่อรักษาพระองค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ทรงลาพักราชการเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2462พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 ขณะพระชันษา 47 ปี พระศพของพระองค์ได้รับการถวายพระเพลิงที่กรุงปารีส แล้วเชิญพระอัฐิกลับประเทศไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีพระโอรสธิดารวม 13 องค์ เช่น หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส กิติยากร หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ หม่อมเจ้าหญิงดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า อาภากร.
ทรงช่วยเหลือผู้ต้ององอุทกภัย พ.ศ. 2460
เมื่อ พุทธศักราช 2460 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ พื้นที่การทำนาเสียหายประมาณ 3 ล้าน ไร่ พระบาทสมเด็จ-พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรรมการช่วยเหลือ เรียกว่า กรรมการจัดการเกื้อหนุนราษฎรที่ต้องอุทกภัย มีพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเป็นประธานกรรมการ กรรมการได้ประชุมปรึกษาหารือกันแบ่งหน้าที่ให้กระทรวงต่าง ๆ เป็นผู้ช่วยเหลือ คือ กระทรวงพระคลัง มีหน้าที่ในการทำบัญชีทดรองข้าวกิน พันธุ์ข้าว และหาซื้อโคกระบือ กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่แจกข้าวกิน และพันธุ์ข้าว และจัดการช่วยเหลือในเรื่องซื้อโค กระบือ และจำหน่ายให้แก่ราษฎร กระทรวงเกษตราธิการ มีหน้าที่จัดหาซื้อพันธุ์พันธุ์ข้าวส่งไปจังหวัด ๆ เพื่อจำหน่ายแก่ราษฎรที่ขาดแคลน และจัดแพทย์ไปตรวจโคกระบือที่จะซื้อมาจังหวัดต่าง ๆ ได้ขอพันธุ์ข้าวมารวม 8 จังหวัด คือ นนทบุรี มีนบุรี พระนครและ ธนบุรี ธัญญบุรี ปทุมธานี อยุธยา ลพบุรีและสระบุรี เป็นจำนวนพันธุ์ข้าวรวมทั้งสิ้น 23,817 เกวียน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กระทรวงเกษตราธิการจะจัดหาซื้อส่งให้ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการได้ทําความตกลงกับกระทรวงพระคลังขอตั้งเงินงบประมาณค่าพันธุ์ข้าวไว้ 2 ล้านบาทโดยขอให้ส่งไปตั้งจ่ายทางคลังจังหวัดที่เจ้าหน้าที่จะไปจัดซื้อข้าวปลูกตามจำนวนที่จะแจงไปเป็นคราว ๆ และได้จัดตั้งกองจัดซื้อพันธุ์ข้าวมอบให้ พระพิพิธสาลี (เหล็ง จุลมกร) เจ้าพนักงานออกโฉนด เป็นหน้าจัดการ และได้จัดพนักงานทุก ๆ กรมกองให้ไปช่วยดำเนินการ เมื่อพุทธศักราช 2460
เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2460 พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเรียกเจ้าหน้าที่ ชั้นหัวหน้า 20 คน ไปประชุมที่วัง ทรงมีพระกระแสรับสั่งแนะนำวิธีการซื้อขายและดูข้าว ตวงข้าว ชั่งสอบข้าว วิธีการขนพันธุ์ข้าวส่งให้แก่จังหวัดและวิธีที่จะติดต่อกับราษฎรผู้ขายข้าวและเจ้าหน้าที่ทางฝ่ายบ้านเมือง เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือร่วมมือด้วยดี พระกระแสรับสั่งนี้เจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้และพิมพ์แจกให้เจ้าหน้าที่ ๆ จะออกไปดำเนินการทราบทุกคน และทรงมีคำสั่งวางระเบียบการต่าง ๆ อีกมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ถือเป็นแนวทางปฏิบัติการดำเนินงานจัดหาซื้อพันธุ์ข้าวและจัดส่งให้แก่จังหวัดเพื่อจำหน่ายแก่ราษฎรที่ขาดแคลนพันธุ์ข้าว ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนพฤษภาคมจึงสั่งเลิกดำเนินการ เนื่องจากน้ำลดและราษฎรสามารถหาพันธุ์ข้าวมาได้เอง การจัดหาพันธุ์ข้าวและจัดส่งให้ จังหวัดต่าง ๆ ในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 6,444 เกวียน 50 สัด น้ำหนักรวม 11,214,569 ปอนด์ คิดเป็นเงินจำนวน 402,797 บาท
ทรงร่วมจัดการการชลประทานในระยะแรก
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชปรารภ การทำนาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศ โภคทรัพย์ของแผ่นดินจะสมบูรณ์มั่งคั่งได้ก็ด้วยการทำนาได้ผลดีเป็นที่ตั้งเพราะประเทศไทย มีพื้นที่กว้างขวางอยู่ใน ที่ราบเหมาะแก่การกสิกรรม และการทำนาของประเทศเรานั้น ตามปรกติแต่เดิมมา ทำกันโดยอาศัยอำนาจแห่งดินฟ้าอากาศเป็นที่ตั้ง กล่าวคือ เมื่อใดน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็เสียผล ทั้งนี้ก็ด้วยขาดน้ำส่งไปหล่อเลี้ยงในเวลาน้ำน้อย และเวลาน้ำมากเกินไป น้ำก็ท่วมทำให้ข้าวเสียเครื่องมือที่พอจะช่วยได้ก็มีแต่เครื่องระหัด แต่ก็ได้ผลน้อย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ว่าจ้างชาวต่างประเทศผู้เชี่ยวชาญฝ่ายการชลประทานเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการที่จะคิด แก้ไขปรับปรุงให้การทำนาได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2445 ได้ตกลงจ้างนาย เย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด วิศวกร ชาวฮอลันดา มาทำการในครั้งนั้นเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร ณ อยุธยา) ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ นาย เย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด ได้ทำการสำรวจพื้นที่และสอบสวนอยู่เป็นเวลา 8 เดือนเศษ และได้ทำรายงานโครงการสำรวจพื้นที่ราบตอนกลางของประเทศไว้แล้ว แต่มาติดขัดด้วยการเงิน จึงไม่อาจดำเนินการตามโครงการที่นาย เย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด เสนอได้ นาย เย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด จึงกราบถวายบังคมทูลลาออกกลับไปยังประเทศฮอลแลนด์ ทรงร่วมจัดการการชลประทานในระยะแรก
แต่อย่างไรก็ดี แม้นาย เย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด จะมิได้เป็นผู้ลงมือทำการชลประทาน จนเป็นผลสำเร็จ ก็ตามแต่โครงการก่อสร้างของนายโฮมาน วานเดอร ไฮเด ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการซึ่งได้จัดทำในเวลาต่อมา หลังจากที่นาย เย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด กลับไปแล้ว ประเทศไทยก็ได้ระงับเรื่องการสร้างชลประทานไว้เป็นการชั่วคราวก่อนต่อมา เมื่อพระเจ้าพี่ยา กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ดำรงตำแหน่งแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ มีพระดำริว่าการชลประทานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับความต้องการของประเทศในขณะนั้น ทั้งเกิดดินฟ้าอากาศวิปริตผันแปร การทำนาไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทรงพิจารณาโครงการของนาย เย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด อีกครั้งหนึ่ง จึงทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ในการที่จะทำนุบำรุงการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนาให้ได้รับผลดียิ่งขึ้นก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยการทดน้ำ (การชลประทาน) โดยใช้หลักทางวิชาวิทยาศาสตร์เข้าช่วย เมื่อได้ทรงพิจารณาโครงการของนายเย. โฮมาน วานเดอร ไฮเด และทรงเห็นว่าเป็นโครงการที่จะอำนวยประโยชน์อย่างจริงจังแม้จะต้องการใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากหลายสิบล้าน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหัว ได้ทรงพิจารณาคำกราบบังคมทูลของพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ แล้วได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมเสนาบดีอีกครั้งหนึ่ง ที่ประชุมเสนาบดี คงยืนยันข้อขัดข้องเรื่องเงินที่ จะใช้จ่ายตามโครงการอีกเช่นครั้งก่อน ในที่สุดพระเจ้า พี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงรับรองต่อที่ประชุมเสนาบดีว่าพระองค์จะเป็นผู้จัดการ เรื่องเงินเอง ขอให้ที่ประชุมรับรองและลงมติให้จัดการตามโครงการนี้ก็แล้วกัน ในที่สุดที่ประชุมเสนาบดีก็อนุโลมตาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้จัดทำโครงการทดน้ำขึ้นได้ และได้ตกลงขอยืมเซอร์ โธมัส วาร์ด ซึ่งเป็นชาวอังกฤษและเป็นผู้เคยทำระบบชลประทาน เซอร์โธมัสวาร์ด ได้จัดวางโครงการชลประทานทั่วทั้งพื้นที่ราบตอนกลางและต้องสร้างเขื่อนเขื่อนระบายน้ำขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เพื่อสามารถทดน้ำให้มีปริมาณเพียงพอไปใช้ในทุ่งนาทั้ง 2 ฝั่ง และได้วางโครงการสำหรับพื้นที่ในภาคเหนืออีกด้วย เริ่มก่อสร้างการชลประทานโครงการป่าสักใต้เดิมรัฐบาลคิดว่าเงินที่จะใช้จ่ายในการก่อสร้างการชลประทานตามโครงการของ เซอร์ โธมัส วาร์ด จะได้จากเงินกู้จากต่างประเทศ แต่ในเวลานั้นได้เกิดสงครามขึ้นในยุโรป การจัดหาเงินกู้จากต่างประเทศ จึงต้องระงับไว้ชั่วคราว แต่ได้ตกลงว่าจะเริ่มเริ่มจัดการทดน้ำเพื่อบำรุงที่นาตามโครงการตอนที่ 3 ก่อน คือ ตอนที่เรียกว่า โครงการป่าสักใต้ กรมทดน้ำได้ลงมือเตรียมการขั้นต้นไว้พร้อมแล้ว รวมทั้งการทำแผนที่การวัดระดับพื้นดิน การจัดสั่งซื้อเครื่องจักรเครื่องมือ และการจัดซื้อที่ดินตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2458
การก่อสร้างได้เริ่มลงมือในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2459 โดยนายอาร์.ซี. อาร์. วิลสัน เป็นผู้บังคับบัญชาและและดำเนินงานพร้อมด้วยนายช่างกล ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ถึงแม้เหตุการณ์สงครามจะทำให้การงานต้องล่าช้าติดขัดไปบ้าง กรมทดน้ำก็ยังสามารถดำเนินการเป็นผลสำเร็จเรียบร้อยตลอดมา เช่น ได้เริ่มทำการขุดดินสำหรับทำประตูระบายน้ำ พร้อมกับขุดคลองส่งน้ำสายใหญ่และรวบรวมหิน ซิเมนต์ เครื่องเหล็ก เครื่องใช้อื่น ๆ พอควรสำหรับจะ ใช้งานในครั้งนั้น
ในเดือนเมษายน พุทธศักราช 2460 ได้ลงมือวางรากสำหรับการก่อหินสร้างเขื่อนเปิดน้ำ และได้ทำสัญญากับบริษัทช่างกลสก๊อตแลนส์ในประเทศอังกฤษ ให้เป็นผู้ส่งบานประตู ส่วนเครื่องเหล็กอื่น ๆ เช่น บานประตูเหล็กสำหรับทำประตูระบายใหญ่ต้นคลองส่งน้ำบานประตูเหล็ก เคร่าเหล็ก และเครื่องสำหรับปิดเปิดบานประตูระบายอื่น ๆ ทุกประตู เครื่องเหล็กทำสะพานบานประตูน้ำทางเรือสัญจรไปมา ได้จัดประกอบในโรงงานของกรมทดน้ำที่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้นในระหว่างที่กำลังก่อสร้างสถานที่ทำการทดน้ำระบายน้ำอยู่นั้น การขุดคลองด้วยเครื่องจักรก็ได้ดำเนินต่อมาเรื่อย ๆ มิได้หยุดชะงักเหมือนในครั้งแรกที่ต้องรอรับเครื่องจักรและขาดเชื้อเพลิง ที่ต้องหาในประเทศบ้างเป็นครั้งคราว การขุดคลองโดยมากขุดด้วยเครื่องจักรซึ่งสั่งซื้อมาจากสหรัฐอเมริกา และการขุดดินด้วยแรงคนคงใช้เฉพาะที่จำเป็นครั้งบางคราว ส่วนสะพานข้ามคลองซึ่งทำด้วยคอนกรีตและก่อรากหินนั้น ก็ได้ทำขึ้นไว้เป็นตอน ๆ มีจำนวนและระยะห่างกันพอสมควร สะพานใหญ่ที่สุดในจำนวนนี้ คือสะพานรองรับทางรถไฟสายนครราชสีมา ข้ามคลองส่งน้ำสายใหญ่ที่หลักกิโลเมตรที่ 11 นับแต่ต้นคลองไป และได้จัดการวางท่อสำหรับหรับระบายน้ำ จากทุ่งนาลอดใต้คลองส่งน้ำสายใหญ่ออกไป รวมทั้งท่อระบายน้ำลงในคลองไว้ด้วย
ในปี พุทธศักราช 2465 การก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำป่าสักและคลองต่าง ๆ ก็สำเร็จ ถึงแม้จะช้าใช้เวลาในการก่อสร้างนาน แต่ก็เป็น ประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพเพาะปลูกของราษฎรไทยอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามคลองรพีพัฒน์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเขื่อน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469
ทรงลาพักราชการเพื่อรักษาพระองค์ในปีพุทธศักราช 2462 พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ประชวรพระโรคที่พระวักกะ ได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาพักราชการ รักษาพระองค์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงลาพักราชการจนกว่าจะหายประชวร จากนั้น พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พระอาการประชวรพระโรคที่พระวักกะรุนแรงขึ้น แพทย์ได้ทำการผ่าตัดรักษา และถวายโอสถอย่างเต็มความสามารถ แต่พระอาการ หาทุเลาลงไม่มีแต่ทรงกับทรุดลงทุกวันสุดกำลังความสามารถที่แพทย์จะถวายการรักษาได้ และในวันเสาร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็สิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สิริพระชันษาได้ 45 ปี 9 เดือน 17 วัน การจากไปของพระองค์ท่านนำความโศกเศร้าเสียใจมาสู่ศิษยานุศิษย์ พระบรมวงศานุวงศ์และประชาชน อย่างยิ่ง พระศพของพระองค์ท่านได้รับการประกอบพิธีถวายเพลิงพระศพ ณ กรุงปารีส และได้อัญเชิญพระอัฐิเข้ามากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2463 สถานที่บรรจุพระอัฐิพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ คือ สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
ที่มา : สุนทรี อาสะไวย์. “ประวัติคลองรังสิต 2431–2457” : พิมพ์ที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2530)
เปิดพิกัดทางหลวง 117 ถนนสายยาวผ่านพิจิตร กับปริศนาทางตรงเกือบ 100 กิโลเมตร
Breguet นาฬิกาหรูที่สร้างขึ้นเพื่อราชินี จุดกำเนิดนาฬิกาข้อมือในประวัติศาสตร์
ไอต้าวก้อน! ลูกแพนด้ายักษ์วัย 100 วัน อวดโฉมครั้งแรกที่สวนสัตว์ฉงชิ่ง ประเทศจีน
เสือตกถัง อ.พล ขอนแก่น ชูเลขเด่นวงกลม พร้อมชุดสองตัวบน-ล่างและ 3 ตัวทอง งวด 16 พฤศจิกายน 2569
5 อันดับ อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1.1 พันล้านบาท
เตือนภัย Android! SMS of Death โจมตีมือถือ ไม่ต้องกดก็เครื่องล่ม!
ผู้หญิงปีมะเมียเป็นภรรยาแบบไหน ? เปิด 5 นิสัยเด่นตามตำราจีน รู้แล้วอาจหลงรัก !
รุ้งกินน้ำสีขาว (Fogbow) ปรากฏการณ์หายากเหนือท้องฟ้า Woodstown รัฐนิวเจอร์ซีย์
ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?
5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากมากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญา?
เลขวิ่ง V.I.P. อ.รันพนมไพร เปิดเลขเด่น 0-7 พร้อมแนวทางวิ่งบน-ล่าง งวด 16 พฤศจิกายน 2569
เปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่
10 จังหวัดที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดในไทย ปี 2569
Breguet นาฬิกาหรูที่สร้างขึ้นเพื่อราชินี จุดกำเนิดนาฬิกาข้อมือในประวัติศาสตร์
เตือนภัย Android! SMS of Death โจมตีมือถือ ไม่ต้องกดก็เครื่องล่ม!
ไอต้าวก้อน! ลูกแพนด้ายักษ์วัย 100 วัน อวดโฉมครั้งแรกที่สวนสัตว์ฉงชิ่ง ประเทศจีน







