หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

พระราชโอรสแห่งสยามผู้ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงส่งไปเป็นโอรสบุญธรรมของกษัตริย์เดนมาร์ก


เขียนโดย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช เป็นพระราชบุตรลำดับที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทับทิม (ธิดาของพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ)) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2419 ในพระบรมมหาราชวัง พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช ทรงสำเร็จการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เป็นพระราชโอรสกลุ่มแรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงไปศึกษาต่อในทวีปยุโรป เมื่อ พ.ศ. 2428 พร้อมกัน 4 พระองค์ คือ

พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม
พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช


        พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช ทรงศึกษาวิชาทหาร ที่ประเทศเดนมาร์ก เมื่อ พ.ศ. 2434 - 2437 ได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายร้อยตรีแห่งกองทัพบกประเทศเดนมาร์ก จากนั้นทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนชั้นสูงสำหรับนายทหารทั่วไป เมื่อทรงสอบวิชาทหารปืนใหญ่ได้แล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๓๙ จึงออกไปฝึกราชการอยู่ในกรมทหารปืนใหญ่สนามของประเทศเดนมาร์ก

        ในเวลานั้นสมเด็จพระเจ้าคฤศเตียนที่ ๙ เสวยราชย์อยู่ในประเทศเดนมารค เปนที่ชอบชิดสนิทกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบว่าจะส่งพระเจ้าลูกเธอออกไปเล่าเรียนในยุโรป ได้ทูลมาว่า ถ้าจะโปรดให้เสด็จไปยังประเทศเดนมารคบ้าง ก็จะทรงยินดีรับเปนพระธุระอุปการะ ประกอบกับที่ได้ทรงทราบว่า ในเดนมารคการฝึกทหารนับว่าเปนอย่างดี และใช้ลักษณะการเกณฑ์ทหาร ชายชาวเมืองต้องเปนทหารทั่วไป จึงมีพระราชประสงค์จะโปรดให้กรมหลวงนครไชยศรีฯ ไปเรียนวิชาทหารที่นั่น

        ในเวลาที่เล่าเรียนอยู่ในประเทศเดนมารคนั้น ทั้งสมเด็จพระเจ้าคฤศเตียนและพระมเหษี ทรงพระเมตตาสนิทสนมกับกรมหลวงนครไชยศรีฯ เหมือนอย่างกับเปนพระญาติวงษ์พระองค์ ๑ เวลาว่างการเล่าเรียน โปรดให้ไปเฝ้าแลไปเสวยที่พระราชวังเปนนิตย์ ถึงเจ้านายในราชวงศ์เดนมารค ก็พากันชอบพอรักใคร่ทุกๆ พระองค์ แลประเทศเดนมารคนั้น เปนที่ประชุมเจ้านายในราชวงศ์รุสเซียและราชวงศ์อังกฤษ เพราะเหตุที่เกี่ยวดองเปนพระญาติวงษ์กับพระเจ้าคฤศเตียน เจ้านายมักประชุมกันที่วังเบินสตอฟเนืองๆ กรมหลวงนครไชยศรีฯ จึงคุ้นเคยชอบพอกับเจ้านายทั้ง ๒ ประเทศนั้นมาก” ในระหว่างที่สัมพันธภาพดำเนินไปอย่างสนิทสนม พระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ ได้ทรงแสดงท่าทีรุกคืบต่อพระราชวิเทโศบายของพระองค์กับสยาม ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ กัปตันอังเดร ริชลิว (Captain Andre du Plessis De Rechelieu) นายทหารเรือเดนมาร์กถือพระราชสาส์นพระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ เข้ามาถวายตัวช่วยกิจการกองทัพเรือสยาม ตรงกับสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำลังปฏิรูปกองทัพเรือพอดี กัปตันริชลิวได้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่อย่างรวดเร็ว อีก ๖ ปีต่อมา เขาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นหลวงชลยุทธโยธิน กิจการทหารเรือเดนมาร์กฝังรากหยั่งลึกลงในกิจการทหารไทยอย่างที่สยามไม่เคยลิ้มรสมาก่อน พ.ศ. ๒๔๒๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระชลยุทธโยธินนำ ม.ร.ว.กลาง (ต่อมาเป็นพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ) และ ม.ร.ว.พิน (พลเรือตรี พระยานาวาพลพยุหรักษ์) ไปศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเดนมาร์ก 

       ในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เมื่อพระยาชลยุทธโยธินได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงในการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา และเขาได้บัญชาการให้ทหารไทยยิงสกัดกั้นการบุกรุกของเรือรบฝรั่งเศสไม่ให้รุกล้ำผ่านสันดอนเข้ามา เมื่อไม่สำเร็จและฝ่ายศัตรูนำเรือมุ่งเข้ากรุงเทพฯ เขาได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตใช้เรือพระที่นั่งมหาจักรีพุ่งเข้าชนเรือรบฝรั่งเศสเพื่อเผด็จศึก ในการต่อสู้ครั้งนั้นนายทหารเรือเดนมาร์กร่วมรบอยู่ด้วยถึง ๑๑ นาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับใจในสปิริตของชาวเดนมาร์กมาก อีกหลายปีต่อมายังมีพระราชปรารภเกี่ยวกับสิทธิพิเศษที่ทรงเลือกใช้พวกเขาอย่างไม่เคยเสื่อมศรัทธาเลย

“เรื่องของกระทรวงกลาโหมนั้น เราได้ตั้งใจไว้เสียช้านานแล้วว่า หากว่าจะต้องการใช้ฝรั่ง จะไม่ใช้ชาติที่มีอำนาจใหญ่คืออังกฤษและฝรั่งเศส แต่จะใช้ชาติที่มีอำนาจชั้นที่ ๒ คือพวกเดน (เดนมาร์ก) เท่านั้น” นอกจากความสำคัญทางการทหารที่ชาวเดนมาร์กได้รับความไว้วางพระทัยแล้ว ยังมีเหตุผลทางการเมืองอื่นๆ ที่ทำให้ “เสียง” ของชาวเดนมาร์กมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก เช่น เมื่อสยามต้องการทูลเชิญมกุฎราชกุมารนิโคลาสแห่งรัสเซียให้เสด็จมาเยือนสยามใน พ.ศ. ๒๔๓๔ และเมื่อสยามต้องการเสียงสนับสนุนในการชูนโยบายต่างประเทศ ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปทั้ง ๒ ครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จะทรงหยั่งเสียงจากราชวงศ์เดนมาร์กก่อนที่อื่น ทรงเชื่อว่ามันสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปได้ เพราะพระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ ทรงเป็นเสาหลักของราชสำนักยุโรปที่หลายประเทศเกรงพระทัย มีพระราชดำรัสอีกตอนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงพระทัยราชวงศ์เดนมาร์กอยู่มาก 

        เมื่อ พ.ศ. 2440 เข้ารับราชการในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ, ปลัดกองทัพบก, เสนาธิการทหารบก และเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมได้ทรงปรึกษากับสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก ถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมีเครื่องบินไว้ใช้ป้องกันประเทศ เหมือนอย่างอารยประเทศ และริเริ่มจัดตั้งกองบินทหารบก ซึ่งในเวลาต่อมาได้พัฒนาเป็น กองทัพอากาศไทย ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 โปรดให้เลื่อนเป็นพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ทรงศักดินา 15000

พระโอรส-ธิดา

        พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ทรงได้รับพระราชทานวังมหานาคจากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงให้เป็นที่ประทับของพระองค์และเจ้าจอมมารดาทับทิมสึบมา ทรงเป็นต้นราชสกุล จิรประวัติ ทรงสกสมรสกับหม่อมเจ้าประวาศสวัสดี จิรประวัติ (ราชสกุลเดิม โสณกุล (25 ธันวาคม พ.ศ. 2426 - 11 ธันวาคม พ.ศ. 2445) เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2441 มีพระโอรสธิดา คือ

หม่อมเจ้าวิมลปัทมราช จิรประวัติ (17 พฤษภาคม พ.ศ. 2442 - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2508)
หม่อมเจ้านิวาศสวัสดี จิรประวัติ (16 กรกฎาคม พ.ศ. 2443 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2519)
หม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ (8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 - 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483)
หม่อมเจ้าหญิง ไม่ปรากฏพระนาม
ภายหลังที่ชายาองค์แรกสิ้นชีพตักษัย จึงเสกสมรสกับหม่อมเจ้าสุมนมาลย์ จิรประวัติ (ราชสกุลเดิม โสณกุล) เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2447 ซึ่งหม่อมเจ้าสุมนมาลย์ (14 เมษายน พ.ศ. 2431 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482) เป็นขนิษฐาร่วมพระบิดามารดาเดียวกันกับหม่อมเจ้าประวาศสวัสดี พระโอรส คือ

หม่อมเจ้านิทัศนาธร จิรประวัติ (9 มกราคม พ.ศ. 2449 - 3 มีนาคม พ.ศ. 2506)
หม่อมเจ้าขจรจิรพันธ์ จิรประวัติ (16 ตุลาคม พ.ศ. 2455 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2514)

 

        

         จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๖ สิริพระชนมายุได้ ๓๗ พรรษา ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น "พระบิดาแห่งกองทัพบกไทย"

ที่มา ข้อมูลจากวิกิพีเดียและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เนื้อหาโดย: Conan Notkill
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Conan Notkill's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 114 ครั้ง
เขียนโดย Conan Notkill
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: แสร์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
Breguet นาฬิกาหรูที่สร้างขึ้นเพื่อราชินี จุดกำเนิดนาฬิกาข้อมือในประวัติศาสตร์เตือนภัย Android! SMS of Death โจมตีมือถือ ไม่ต้องกดก็เครื่องล่ม!เปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่ผู้หญิงปีมะเมียเป็นภรรยาแบบไหน ? เปิด 5 นิสัยเด่นตามตำราจีน รู้แล้วอาจหลงรัก !เปิดพิกัดทางหลวง 117 ถนนสายยาวผ่านพิจิตร กับปริศนาทางตรงเกือบ 100 กิโลเมตรประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากมากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญา?เสือตกถัง อ.พล ขอนแก่น ชูเลขเด่นวงกลม พร้อมชุดสองตัวบน-ล่างและ 3 ตัวทอง งวด 16 พฤศจิกายน 2569โรงเรียนชายล้วน–หญิงล้วนในไทย ปี 2569 มีที่ไหนบ้าง? เช็ก 10 โรงเรียนดัง ค่าเทอม และสิ่งที่ต้องถามก่อนสมัครรุ้งกินน้ำสีขาว (Fogbow) ปรากฏการณ์หายากเหนือท้องฟ้า Woodstown รัฐนิวเจอร์ซีย์5 อันดับ อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1.1 พันล้านบาทไอต้าวก้อน! ลูกแพนด้ายักษ์วัย 100 วัน อวดโฉมครั้งแรกที่สวนสัตว์ฉงชิ่ง ประเทศจีน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
10 จังหวัดที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดในไทย ปี 2569Breguet นาฬิกาหรูที่สร้างขึ้นเพื่อราชินี จุดกำเนิดนาฬิกาข้อมือในประวัติศาสตร์เตือนภัย Android! SMS of Death โจมตีมือถือ ไม่ต้องกดก็เครื่องล่ม!ไอต้าวก้อน! ลูกแพนด้ายักษ์วัย 100 วัน อวดโฉมครั้งแรกที่สวนสัตว์ฉงชิ่ง ประเทศจีน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ถ่านราคาถูกใส่ของเล่นลูกอันตรายไหมผ้าเช็ดตัวต้องซักบ่อยแค่ไหนฝุ่นในอากาศมีขนาดอะไรบ้างทำไมไฟจราจรจึงมี 3 สี
ตั้งกระทู้ใหม่