การเลี้ยงหอยทาก ธุรกิจฟาร์มขายเมือกได้ลิตรละ 15,000!
จากคอลัมน์ที่แล้ว สำนักข่าวฝรั่งเศสลงข่าวธุรกิจฟาร์มหอยทากในไทย สามารถสร้างรายได้จากการเก็บเมือกหอยทากได้ถึงลิตรละ 15,000 บาท หากแปรรูปเป็นผงสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 1.8 ล้านเลยทีเดียว มีรายได้มากกว่าทองคำด้วยซ้ำ
(อ่านต่อที่ https://board.postjung.com/1157157 สื่อต่างประเทศตีข่าวไทย เลี้ยงหอยทากสร้างรายได้ มูลค่าสูงกว่าทองคำ)
วันนี้เรามาลองศึกษาธุรกิจนี้ดู เผื่อเป็นแนวทางให้กับหลาย ๆ คนค่ะ
ปกติหอยทากที่ให้เมือกและเหมาะแก่การทำฟาร์มในบ้านเราจะเป็นสายพันธุ์ Achatina fulica (สายพันธุ์อาช่า) หรือสายพันธุ์หอยนวล มีต้นกำเนิดจากแอฟริกา โดยทหารญี่ปุ่นนำเข้ามาในไทยช่วงสงครามโลกเพื่อเป็นอาหาร เจ้าหอยทากนี้เป็นสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกัน วางไข่ได้ครั้งละ 1000 ฟอง แต่มีโอกาสรอดแต่ละครั้งเพียง 50% เท่านั้น และยังเป็นศัตรูตัวฉกาจของเกษตรกรในไทย
(หอยนวล)
เมื่อได้หอยทากมาแล้วทำอย่างไร??
อันดับแรกคือต้องล้าง ทำความสะอาดดินออกจากหอยทากให้สะอาดเรียบร้อย และให้หอยทากกินกระดาษทิชชู่ช่วงแรก(ประมาณ 1 สัปดาห์) เพื่อดีทอกซ์ระบบย่อยภายในหอยทาก ก่อนนำเข้ากรงเลี้ยง
(กรงเลี้ยงหอยทาก )
หากเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ควรใส่บ่อละ 250 ตัว แต่การเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติจะทำให้หอยทากผลิตเมือกได้ดีกว่า โดยการปลูกต้นไม้ที่ให้ความชุ่มชื้น เช่น ต้นขนุน ต้นกล้วย เห็ด เป็นต้น การเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติควรระมัดระวังและควบคุมเรื่องความร้อนด้วย อาจทำท่อปล่อยน้ำหรือหลังคาบังแดด
อาหารของหอยทากคือ??
หอยทากปกติจะกินใบไม้ พืชผลทางการเกษตร ข้าว ผิวเปลือกไม้ พืชผัก แต่ต้องเน้นความสะอาดเป็นสำคัญ ควรเป็นผักที่ปลูกเอง ปราศจากสารเคมี หรือผักออแกนิสก์ หรือจะเป็นอาหารจำพวกผักโขม ตำลึง น้ำเต้า
การเก็บเมือกหอยทาก
หอยทากที่สามรถเก็บเมือกได้ต้องมีอายุ 2 ปีขึ้นไป ก่อนเก็บเมือกควรสวมถุงมือ หน้ากากปิดจมูก และหมวก เพื่อความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีของเมือกโดยปราศจากสิ่งเจือปน จากนั้นล้างตัวหอยทากให้สะอาด พ่นน้ำบริเวณหลังคอหอยทากหรือบริเวณที่เรียกว่า "ต่อมแมนเทิล" หากหอยทากหดเข้าไปในกระดองให้พ่นไปที่บริเวณปากกระดองเป็นเวลา 1 นาทีเพื่อกระตุ้นเมือก หลังจากเมือกออกมาอาจใช้เครื่องดูดเมือกเพื่อเก็บเมือกได้ดียิ่งขึ้น เมื่อได้เมือกแล้วควรรีบเก็บเข้าฟรีซทันที ซึ่งเมือกเหล่านี้สามารถเก็บได้เดือนละ 1 ครั้ง แต่ละตัวสามารถรีดเมือกได้ 1 ซีซีต่อครั้ง เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 12 วันต่อครั้ง และต้องปล่อยให้หอยทากพักเป็นเวลา 20 วัน (ควรเก็บเมือกเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงเวลาที่หอยทากหลั่งสารแห่งความสุข) ช่วงที่เก็บเมือกได้เยอะ คือ หน้าหนาวและหน้าฝน
เมื่อเก็บเมือกแล้วสามารถขายให้บริษัทรับซื้อได้ต่อไป
(ตัวอย่างขั้นตอนการเก็บเมือก)
คุณสมบัติของเมือกหอยทาก
- มีเปปไทด์ ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
- มีสารอัลแลนโทอิน (Allantoin) ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
- กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic) ขับของเสียออกจากเซลล์ผิว
- กรดไกลโคลิก (Glycolic Adic) ที่ช่วยคุมความมันและขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
- มีโปรตีน ทำให้ผิวกระจ่างใส ลดริ้วรอย แผลสิว
- เป็นส่วนประกอบในวงการเครื่องสำอางเพื่อลดริ้วรอย สร้างความกระชับเต่งตึง เพราะมีคอลลาเจนและอีลาสติน
หวังว่ากระทู้นี้คงจะเป็นแนวทางให้ได้ไม่มากก็น้อยค่ะ
แหล่งที่มา: https://www.touronthai.com/blogs/23
https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_66018
รวยแบบไม่รู้ตัว! 5 "ของใช้ในบ้าน" ที่มีทองแท้ซ่อนอยู่ เปลี่ยนขยะเป็นเงินล้าน พร้อมวิธีสังเกตง่ายๆ 💰🔍
5 ประเทศที่ใช้เงินบาทมากที่สุด
เกาะที่แออัดที่สุดในโลก
จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏมากที่สุด
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด
จังหวัดที่ชื่อเหมือนผลไม้
“ลูกท้อ” ผลไม้มงคลของจีน แต่ทำไมคนไทยถึงไม่นำไปไหว้พระ?
รถ EV ปี 2569 วิ่งเกินกี่กิโลต่อปี ถึงคุ้มกว่ารถน้ำมัน
จังหวัดที่เด็กสอบติดมหาวิทยาลัยมากที่สุด
รู้ก่อนซื้อ น้ำปลาทิพรสขวดเหลืองกับขวดชมพู ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับจานโปรด
ประเทศไทยเคยส่ง "กองกำลังทหาร" ไปช่วยประเทศไหนรบในสงคราม
ทำไมคนเกาหลี-ญี่ปุ่น-จีน แทบไม่มีกลิ่นตัว คำตอบอยู่ที่ยีน ABCC11
จังหวัดที่ชื่อเหมือนผลไม้
5 งานฟรีแลนซ์ในกรุงเทพ รายได้แตะ 50,000 แต่หลายคนออกไว
เปิดโลกใต้พิภพ! “Hang Son Doong” ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซ่อนป่า-แม่น้ำ และความมหัศจรรย์
ป่าตองฉาว! นทท.กินบวบบนตุ๊กตุ๊ก..ไม่แคร์สายตาใคร
โรงเรียนเอกชนที่มีเด็กนักเรียนหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย






