หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

มะเร็งร้าย ยังต้องยอมสยบ หญิงสาว หายจากมะเร็งระยะที่ 4 โดยไม่ต้องฉายรังสี

เนื้อหาโดย tophotnews

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เรานำมาฝากทุกคน เพราะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ป่วยเป็นโรคร้ายเช่น มะเร็ง ต่อมไทรอยด์ ทุกวันนี้คนกลัว มะเร็งยิ่งกว่าโรคอื่นซะอีกเพราะมันทรมารและน่ากลัวมาก แต่บังเอิญที่อ่านเจอเรื่องราวนี้ก็เลยเอามาฝากทุกคนใครอยากรู้ว่าเพราะอะไรทำไมหญิงสาวคนนี้ถึงหายจากโรคมะเร็งตามมาทางนี้เลยจ้า

แคนดีสถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ระยะที่ 4 ชนิดพาพิลลารีและอาจอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี เธอได้รับคำแนะนำให้ผ่าก้อนเนื้อออกเพื่อต่ออายุให้นานขึ้น แต่ว่าการผ่าตัดไม่ประสบความสำเร็จแถมมะเร็งก็ยังลุกลามไปที่ลำคอและตับของเธอด้วย แคนดีสต่อต้านการทำเคมีบำบัดอย่างหนักแน่นเนื่องจากเธอมองว่าการรักษาด้วยวิธีนี้เป็นสาเหตุทำให้เพื่อนและญาติของเธอเสียชีวิต (อายุ 31 ปีและ 13 ปีตามลำดับ) ดังนั้นแคนดีสจึงตัดสินใจเลือกการรักษาแบบเชิงรุกเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายนี้

เริ่มจากขั้นตอนแรกแคนดีสได้เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มเหล้า และเลิกใช้เครื่องสำอางรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีอื่นๆ นอกจากนี้เธอยังลาออกจากงานและเลิกรากับสามีที่ไม่ให้กำลังใจเธอด้วย ขณะเดียวกันแคนดีสก็เริ่มฝึกโยคะ เปลี่ยนวิธีคิดเป็นเชิงบวก และฝึกสมาธิ รวมถึงหันมารับประทานอาหารเจ เธอเชื่อว่าการงดเนื้อสัตว์จะทำให้ร่างกายมีกำลังในการต่อสู้กับโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

ประเด็นคือเนื้อสัตว์มีโปรตีนซึ่งเป็นอาหารของมะเร็งและใช้เวลาในการย่อยนานมาก ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยที่ยังรับประทานเนื้อสัตว์จึงไม่หายจากโรคมะเร็งเนื่องจากร่างกายจะใช้พลังงานในการย่อยโปรตีนสัตว์ที่ซับซ้อนแทนที่จะไปต่อสู้กับมะเร็ง

อาวุธลับในการต่อสู้กับโรคมะเร็งของแคนดีสคือ"สับปะรด" ผลไม้เขตร้อนชนิดนี้อุดมไปด้วยโบรมีเลนซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบยิ่งไปกว่านั้นมันจะช่วยเพิ่มปริมาณเซลล์ที่ทำหน้าที่สังหารเซลล์มะเร็งอีกด้วย แคนดีสจะดื่มน้ำสับปะรดวันละ 3 แก้ว

นอกจากนี้ยังผสมกีวี กล้วย มะนาว เกรปฟรุต มะละกอ และแอปเปิ้ลด้วย และเพียงหกเดือนหลังจากที่เธอรับประทานอาหารสูตรใหม่นี้ โรคมะเร็งระยะที่ 4 ของเธอก็อันตรธานหายไป

ระดับไทโรโกลบูลินของแคนดีส (โปรตีนที่เกิดจากเซลล์มะเร็ง) ลดลงจาก 13 เหลือ 0.7 นาโนแกรมต่อมิลลิลิตร ต่อมาอีกห้าปีก็ลดลงอีกจนเหลือ 0.02 ซึ่งสูงกว่าระดับของคนที่มีสุขภาพปกติเพียง 0.01 เท่านั้น

เป็นไงกันบ้างคะ กับเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อแต่มันเป็นไปแล้ว พึ่งรู้เหมือนกันว่าสับปะรดต้านโรคมะเร็ง ฝากกันเลยก็แล้วกันนะครับ ใครที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้อยู่ คนที่ไม่เป็นก็กินได้นะครับ ต้านไว้จะได้ไม่ต้องเป็น

บรอมีเลน

ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ บรอมีเลน จากวิกิพีเดีย

บรอมีเลน (อังกฤษ: bromelain) เป็นเอนไซม์ตามธรรมชาติจากพืชที่สามารถพบได้ทุกส่วนของสับปะรดทั้งใบ ลำต้น หรือผล แต่มีสารนี้มากที่สุดที่แกนลำต้น และเหง้า บรอมีเลน เป็นสารที่สามารถย่อยโปรตีนได้เช่น เนื้อ วัว หมู ไก่ ปลา ฯลฯ มีคุณสมบัติคล้ายตัวยาแอสไพริน ซึ่งสามารถลดการจับตัวของเกล็ดเลือดได้โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการรวมตัวกันของเกล็ดเลือด ชักนำการหลั่งไซโทไคน์ที่มีความสามารถชักนำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้ มีการนำสารบรอมีเลนไปใช้ในทางการแพทย์อื่นๆ

ประโยชน์ด้านโภชนาการ

บรอมีเลน มีฤทธิ์ช่วยในระบบการย่อยอาหารและช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากมีคุณสมบัติสามารถย่อยโปรตีนให้มีโมเลกุลเล็กลง หรือเมื่อมีอาการแน่นท้องหลังจากกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากๆ ให้ดื่มน้ำสับปะรดหรือทานเนื้อสับปะรดหลังอาหารเพื่อช่วยลดอาการแน่นท้องได้

ประโยชน์ด้านการแพทย์

ใช้บรอมีเลนควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้องอก และชิ้นส่วนเนื้อร้าย(มะเร็ง) ใช้ในการช่วยสมานแผล เช่น ลดการอักเสบ แผลจากการผ่าตัด และช่วยให้รอยแผลเป็นดูดีขึ้นได้ ใช้บรอมีเลนในการสลายลิ่มเลือด หรือลดการจับตัวของเกล็ดเลือด และช่วยลดการเกิดโรคที่เกิดจากการอุดตันในเส้นเลือดเช่น หลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจ

ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์เช่น ผสมน้ำสับปะรดในการหมักเนื้อ ผลิตเบียร์ ไวน์ และน้ำผลไม้ ผลิตอาหารสัตว์ รวมถึงอุตสาหกรรมการฟอกหนัง การทำยาสีฟันและสารซักฟอก อุตสาหกรรมเส้นใย การทำกระดาษ อุตสาหกรรมผลิตยา ได้แก่ ยาลดการอักเสบบางชนิด และยาช่วยย่อย อีกทั้งในปัจจุบันมีการนำบรอมีเลนไปใช้เป็นอาหารเสริมกันมาก เพราะความเชื่อที่ว่าทำให้มนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันโรคและมีสุขภาพแข็งแรง

ข้อควรระวัง

ไม่ควรรับประทานตอนท้องว่าง เพราะสับปะรดมีกรดซิตริก อาจทำให้ลำไส้เกิดระคายเคืองได้ ไม่ควรกินสับปะรดเยอะในปริมาณมากเกินไป บางคนกินเป็นลูกเพราะตอนนี้ราคาถูก ทำให้เราได้รับน้ำตาลมากเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายน้ำตาลก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันทันที ทำให้เราอ้วนได้ และทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน อีกทั้งผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันเนื่องจากสับปะรดมีกรดซิตริก

เนื้อหาโดย: tophotnews
อ้างอิง https://th.wikipedia.org/wiki/บรอมีเลน
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
tophotnews's profile


โพสท์โดย: tophotnews
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
30 VOTES (5/5 จาก 6 คน)
VOTED: bemygon, เยี่ยหัว, มยุริญ ผดผื่นคัน, tophotnews, overacting, น้องสาวคนเล็ก
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิดภาพ “สิ่งมีชีวิตยักษ์ใต้ทะเลลึก” การค้นพบที่นักวิทยาศาสตร์ยังทึ่งโรงเรียนที่ต้องจ่ายค่าเทอมแพงที่สุดในประเทศไทยเปิดอาณาจักรธุรกิจมหาเศรษฐีหญิง ที่รวยที่สุดในประเทศไทย9 จังหวัดของไทยที่ไม่มีภูเขาทำไมเราจึงซื้อหวยไม่ถูกเลขเด็ดเสือตกถัง สูตรอ.พล ขอนแก่น งวด 16 มี.ค. 6910 มหาวิทยาลัย ที่มีเปอร์เซ็นต์การสอบผ่านครูผู้ช่วย มากที่สุด😯 ชวนลองเข้ามาดูสิ่งประดิษฐ์น่าทึ่งหลายอย่างที่ควรน่าจะทำมาตั้งนานแล้ว 😉AI วิเคราะห์เลขท้าย 2 ตัว งวดวันที่ 16 มีนาคม 69..โดยใช้สถิติย้อนหลัง 20 ปีส่องรายได้วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยปลาชนิดแรกของไทย ที่ถูกขึ้นบัญชีให้เป็นสัตว์ป่าสงวน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จังหวัดในประเทศไทย ที่ทุกอำเภออยู่ติดชายฝั่งทะเลทั้งหมดส่องเลขธูปมงคล “เซียนแปะโรงสี” คอหวยจับตางวด 16 มีนาคม 2569
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เทียบพลังงานและสารอาหาร 5 ข้าวยอดฮิต ที่หลายคนยังไม่รู้เคล็ดลับเลือกหินกรวดจัดสวนในบ้าน เพิ่มความสวยพร้อมหลักฮวงจุ้ยน5 ทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บึงบอระเพ็ดครองอันดับหนึ่งจังหวัดและเมืองของประเทศไทย ที่มีคนยากจนน้อยสุดเป็นอันดับหนึ่ง
ตั้งกระทู้ใหม่