English ภาษาไทย ພາສາລາວ 中文 日本語 (にほんご) Tiếng Việt ဗမာစာ ភាសាខ្មែរ Pilipino(Tagalog) Bahasa Indonesia русский français Español Português हिन्दी বাংলা العربية بهاس ملايو‎
หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม คลิปวิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป กริตเตอร์ ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ติดต่อโฆษณาแจ้ง Report เนื้อหาเงื่อนไขการให้บริการ
 
เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่
ดูรายการโปรดเพิ่มเป็นรายการโปรด

‘หวาน มัน เค็ม’ ใครกันแน่ร้ายกว่ากัน?

บอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้ โพสท์โดย Pet Shop Boys

อาหารไทยเป็นอาหารที่มีหลากหลายรสชาติทั้ง เปรี้ยว เผ็ด หวาน และเค็ม โดยความจัดจ้านของอาหารไทย ยังเป็นที่ถูกปากทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ แต่ภายใต้รสชาติแสนอร่อยนั้นก็ซ่อนอันตรายอยู่ไม่น้อย หากเราบริโภคมากเกินไป

หวาน มัน เค็ม อะไรร้ายกว่ากัน หนึ่งในหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงช่วงก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ในงานแถลงข่าว ส่งความสุข ด้วยผลิตภัณฑ์อาหาร OTOP เพื่อสุขภาพ โครงการส่งเสริมการผลิต และบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร OTOP เพื่อสุขภาพ ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ ประธานคณะกรรมการบริหาร สาขาวิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า สถิติจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ประเทศไทยมีภาระจากกลุ่มโรค NCDs ในสัดส่วนที่สูงกว่านานาชาติ โดยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 300,000 กว่ารายในปี พ.ศ. 2552 ซึ่ง 73% ของการเสียชวิตทั้งหมดมาจากพฤติกรรมการบริโภคหวานจัด มันจัด และเค็มจัด

มาเริ่มกันที่ หวาน – เค็ม แค่ไหนไม่เป็นโรค

รศ.ดร.วันทนีย์ บอกว่า น้ำตาล เป็นสารให้ความหวานในอาหาร เป็นหนึ่งในสารที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์อีกหนึ่งชนิด ไม่ว่าจะในกระบวนการเผาผลาญหรือกระบวนการขับของเสีย ล้วนต้องอาศัยพลังงานจากน้ำตาลแทบทั้งสิ้น แต่หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็น ไขมันสะสม ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน และนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในที่สุด โดยการบริโภคหวานให้ปลอดภัยไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (1 ช้อนชา = 4 กรัม ) ซึ่งในชีวิตประจำวันจริง ๆ เราอาจจำกัดการบริโภคน้ำตาลให้เหลือเพียงวันละ 6 ช้อนชาได้ค่อนข้างลำบาก แต่อย่างน้อยที่สุดก็ควรปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เพื่อลดและเลี่ยงปริมาณน้ำตาลที่ได้รับต่อวัน เช่น ดื่มเครื่องดื่มหวานน้อย หรือดื่มน้ำเปล่า และควรชิมก่อนปรุงทุกครั้ง เป็นต้น

ด้าน รสเค็ม ร่างกายของทุกคนมีอวัยวะที่ทำงานกับความเค็มโดยตรงคือ ไต โดยมีหน้าที่ช่วยปรับโซเดียมในร่างกายให้สมดุล ถ้าโซเดียมในร่างกายมากเกินไป ไตก็จะสั่งการให้ขับออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าน้อยเกินไป ไตก็จะดูดโซเดียมกลับไปสู่กระแสเลือดได้ ดังนั้น เมื่อไตทำงานผิดปกติก็จะไม่สามารถขับเกลือออกจากเลือดได้ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้น ความดันเลือดสูง เมื่อหัวใจทำงานหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ จะมีผลให้เกิดหัวใจวายได้

การบริโภคเกลือไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา ต่อวัน (โซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) แต่แหล่งที่มาของรสเค็มก็ไม่ใช่แค่เกลืออย่างเดียว แต่ยังหมายถึงปริมาณโซเดียมที่แอบแฝงอยู่ในอาหารหลากหลายประเภท เช่น บรรดาเครื่องปรุงรส อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ หรือแม้แต่ผัก ธัญพืช และเนื้อสัตว์ก็มีโซเดียมอยู่ในตัวเอง ซึ่งหากเป็นคนติดรสเค็มแล้วอยากลองเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อลดโรค ควรงดการเติมเครื่องปรุง เพราะในเครื่องปรุงรสแทบทุกชนิดมีโซเดียมแฝงอยู่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว เลี่ยงอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, อาหารสำเร็จรูป,​ ไส้กรอก, หมูยอ, แหนม, เบคอน, ผักดอง, ผลไม้ดอง, เครื่องจิ้มผลไม้, ปลาเค็ม, ไข่เค็ม, เต้าหู้ยี้ หรือขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

ปิดท้ายด้วย ความอร่อยที่ยากจะหลีกเลี่ยงอย่าง ความมัน

รศ.ดร.วันทนีย์ บอกต่อว่า แม้ไขมันจะมีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองและหัวใจ แต่หากร่างกายได้รับไขมันมากเกินความจำเป็น ไขมันเหล่านั้นอาจนำไปสู่อาการป่วยของโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคหัวใจ โดยเฉพาะคนที่เผลอรับประทานอาหารประเภทไขมันไม่อิ่มตัว และไขมันทรานส์สูงเป็นประจำ โดยควรบริโภคน้ำมันไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือประมาณ 30 กรัม

นอกจากอาหารประเภททอด ในอาหารชนิดอื่น ๆ ก็มีไขมันแฝงตัวอยู่ เช่น ขนมเค้ก ขนมที่ใส่กะทิ อาหารแปรรูปอย่าง กุนเชียง ใส่กรอก ทูน่ากระป๋อง ปลากระป๋อง เนื้อสัตว์ติดมัน และอาหารประเภทถั่ว เป็นต้น

ทั้งนี้ หากมาสรุปว่าระหว่าง หวาน มัน เค็ม อะไรที่ร้ายกว่ากัน รศ.ดร.วันทนีย์ ให้คำตอบว่า ทุกรสชาติจะมีความร้ายแรงต่อร่างกายเหมือนกัน หากบริโภคเกินความจำเป็น และขาดการดูแลเอาใจใส่ร่างกายด้วยการออกกำลังกาย นอกจากการควบคุมการบริโภคด้วยการลดหวาน มัน เค็ม ด้วยตัวเอง การอ่านฉลากโภชนาการ หรือฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) ก็ถือเป็นหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เราสามารถควบคุมการบริโภคได้ง่ายยิ่งขึ้น

GDA (Guideline Daily Amount) หรือ ฉลากหวาน มัน เค็ม เป็นฉลากที่จะแสดงข้อมูลโภชนาการ โดยแสดงค่าพลังงาน (กิโลแคลอรี่) น้ำตาล (กรัม) ไขมัน (กรัม) และโซเดียม (มิลลิกรัม) มาแสดงที่ฉลากด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นได้ชัดเจน และอ่านง่าย สามารถเปรียบเทียบ คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ได้ทันที แล้วไปปรับใช้ในการบริโภคอาหารให้สมดุล

สำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ทางสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ สสส. ได้ทำ “สัญลักษณ์โภชนาการ ทางเลือกสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม” ข้างบรรจุภัณฑ์ที่ขายในท้องตลาด เพื่อเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเลือกซื้อและส่งเสริมภาวะโภชนาการให้ประชาชนชาวไทยมีสุขภาพดี

ขอบคุณที่มา: http://www.thaihealth.or.th/Content/40183-‘หวาน มัน เค็ม’ ใครกันแน่ร้ายกว่ากัน.html
เรื่องโดย : คุณกิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th
Report เนื้อหา


โพสท์โดย: Pet Shop Boys
6M

 
‘หวาน มัน เค็ม’ ใครกันแน่ร้ายกว่ากัน?
Top Comment
+31 อัญญาท้าว

เราจะแดรกจนตัวแตก แล้วไปออกกำลังกาย 

LIKE: หมีพริ้ว, ฺแดงบางขุณพรหม, willbe
ตอบความคิดเห็นนี้
6 ทำอะไรตามใจฉัน

มีกินก็ ตาย ไม่มีกินก็ อดตาย

สรุปจะเลือกตายแบบไหนดี

ตอบความคิดเห็นนี้
+15 ไทยเฉย

ไม่ใช่แค่คาร์โบไฮเดรต(น้ำตาล), ไขมัน ที่ถ้ากินมากไปแล้วก่อผลเสีย

คอลลาเจนซึ่งสาวๆชอบไปซื้อกินก็เป็นโปรตีนแบบนึงที่ก่อให้เกิดอาการอวัยวะต่างๆแก่เร็ว เมื่อมันจับตัวกับน้ำตาล จากเวปนี้ครับ

https://www.matichonweekly.com/lifestyle/article_22942

"คอลลาเจนมีอยู่ทั้งในกระดูก กระดูกอ่อน เอ็นและผิวหนัง เมื่อไหร่ที่คอลลาเจนจับกับน้ำตาลก็ทำให้เนื้อเยื่อแต่ละส่วนเสื่อมคุณภาพ ดังเราจะเห็นได้ว่า คนสูงอายุผิวพรรณเสื่อมความยืดหยุ่น ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานแม้จะยังไม่สูงอายุแต่ผิวพรรณก็เสื่อมคุณภาพเร็วกว่าอายุอีกด้วย"

LIKE: คิมจองมึน
ตอบความคิดเห็นนี้
+24 หมีพริ้ว

อ่าน กลัว ตระหนัก วิตก เครียด แล้วก็กินต่อ

LIKE: ไทยเฉย, willbe
ตอบความคิดเห็นนี้
+33 นายเอือมระอามาๆไปๆ

พุงจะแตก กุก็ยังแดรกไม่หยุด

LIKE: willbe, หมีพริ้ว, อัญญาท้าว
ตอบความคิดเห็นนี้
+12 willbe

กลัวโซเดียมมากที่สุด 

LIKE: หมีพริ้ว
ตอบความคิดเห็นนี้
+31 อัญญาท้าว

เราจะแดรกจนตัวแตก แล้วไปออกกำลังกาย 

LIKE: หมีพริ้ว, ฺแดงบางขุณพรหม, willbe
หาพระเถอะ ถึงขั้นแดรกแล้วตัวแตก
จองวัดก่อน
จองศาลาด้วย
กระเพราะปลาด้วย ..
ตอบความคิดเห็นนี้
กระทู้ล่าสุด
ตั้งท่าซะน่ารักเชียว!! เพลงหมัดมุ้งมิ้ง!!”ช้างขโมยกล้วยจากรถเมล์“แพท ณปภา” เผยสาเหตุที่ต้องเปิดเผยพ่อตัวจริงเผยฤกษ์บวชของ “ทีมหมูป่า” บวชทดแทนบุญคุณจ่าแซม23 ไอเดียการสร้างสรรค์กำแพงในoffice
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

ขอ 3 คำให้ภาพนี้หน่อยครับ

เผยลีลาการเต้น “ปันปัน สุทัตตา” เอวพลิ้วสุดสวิง ล้อมรอบด้วยหนุ่มๆ

เผยฤกษ์บวชของ “ทีมหมูป่า” บวชทดแทนบุญคุณจ่าแซม

ภัยร้ายที่แฝงมากับ หมูกระทะ ที่คนชอบกินหมูกระทะ ควรรู้

ไลฟ์สไตล์การแต่งตัวสุดติสท์ ฉบับหนุ่มหล่อ “โทนี่ รากแก่น”
Hot Topic อื่นๆของ Pet Shop Boys
เป็นคนดีและคนเก่งของประเทศไทย เพื่อพัฒนาบ้านเมืองของเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืนโคลนถล่มพัดบ้านคนไทยในเมืองแซนตาบาร์บารา สหรัฐ ลูกชายวัย6ขวบดับ ส่วนพ่อ-ลูกสาวยังไม่พบขายยาบนนเน็ตผิดตามกฎหมาย! จำคุก5ปี ปรับ1แสนบาทดันส่งออก จีน-สหรัฐฯ-อินเดีย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
23 ไอเดียการสร้างสรรค์กำแพงในofficeภัยร้ายที่แฝงมากับ หมูกระทะ ที่คนชอบกินหมูกระทะ ควรรู้สรรพคุณของ กล้วย เคล็ดลับหุ่นเฟิร์ม สุขภาพดี ด้วยกล้วยการออกแบบนาฬิกาผนังให้ทันสมัย
ตั้งกระทู้ใหม่