"มาร์โค โปโล" ชาวตะวันตกคนแรกบน 'เส้นทางสายไหม' ผู้เข้าเฝ้าจักรพรรดิ 'กุบไล ข่าน'
https://www.meekhao.com/history/marco-polo-new
ในยุคที่วิทยาการต่างๆ ยังไม่เจริญก้าวหน้าและผู้คนไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างง่ายดายเหมือนทุกวันนี้ มีนักสำรวจคนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาวตะวันตก “คนแรก” ที่ได้เดินทางตามเส้นทางสายไหมไปจนถึงประเทศจีน มาร์โค โปโล (Marco Polo) คือนักสำรวจและพ่อค้าชาวเวนิสที่เดินทางจากยุโรปไปยังทวีปเอเชียในช่วงปี 1271 ถึง 1295 และนำเรื่องราวของตนมาบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ Il Milione หรือ “บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล” (The Travels of Marco Polo)
ประวัติโดยย่อ
มาร์โค โปโล เกิดในปี 1254 ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เขาเป็นนักเดินทางค้าขายและนักสำรวจที่เดินทางจากยุโรปไปยังเอเชียในช่วงปี 1271 ถึง 1295 ใช้เวลาอยู่ในประเทศจีนนาน 17 ปี และเดินทางออกจากแผ่นดินใหญ่ในปี 1292
ช่วงต้น เขาเกิดมาในครอบครัวพ่อค้าชาวเวนิสที่ร่ำรวย แต่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่มากนัก เขาถูกเลี้ยงดูมากับญาติในครอบครัวใหญ่ แม่ของมาร์โคเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก ส่วนพ่อและลุงของเขา Niccolo และ Maffeo Polo เป็นพ่อค้าขายเพชรพลอยที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย
พ่อและลุงของมาร์โคเป็นนักเจรจาต่อรองที่เก่งกาจ ทั้งคู่มีโอกาสได้พูดคุยเจรจากับกุบไล ข่าน จนจักรพรรดิเกิดความสนใจและเชิญชวนให้พี่น้องโปโลเดินทางกลับไปเยือนอีกครั้งพร้อมคณะนักบวชชาวคริสต์
การเดินทางสู่เมืองจีน
ในปี 1272 Niccolo และ Maffeo Polo จึงเดินทางกลับไปเยือนเอเชียอีกครั้ง และคราวนี้ได้พามาร์โค โปโลไปด้วย พวกเขาไม่สามารถพานักบวช 100 คนตามที่จักรพรรดิข่านร้องขอไปด้วยได้ และนักบวชเพียงไม่กี่คนที่เดินทางมาด้วยในตอนแรกก็ยอมพ่ายแพ้และกลับบ้านไป เพราะระหว่างทางได้พบกับอุปสรรคและความยากลำบากมากมาย แต่หนุ่มน้อยมาร์โคก็ยังสามารถเดินทางไปกับพ่อและลุงได้จนถึงเอเชีย
มาร์โคยังจดจำเรื่องราวเกี่ยวกับทวีปเอเชียได้ดี รวมทั้งการเดินทางผ่านตะวันออกกลาง ผ่านอัฟกานิสถาน และผ่านทะเลทรายโกบีที่ “ว่ากันว่าต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเดินทางข้ามจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่งได้”
ในที่สุดครอบครัวโปโลก็เดินทางถึงประเทศจีน และมาร์โคหนุ่มก็ได้พบกับจักรพรรดิกุบไล ข่านเป็นครั้งแรก
ชีวิตในประเทศจีน ครอบครัวของมาร์โคตั้งใจว่าจะอยู่ในประเทศจีนเพียงไม่กี่ปี แต่ในที่สุดเมื่อนับรวมแล้วก็จากเวนิสมานานถึง 23 ปีเต็ม จักรพรรดิกุบไล ข่าน ประทับใจในความสามารถของพ่อและลุงของมาร์โคมาก เช่นเดียวกับความเก่งกาจของมาร์โค ที่แม้จะยังหนุ่มแต่ก็สามารถผ่านการเดินทางสุดทรหดมาได้และยังมีความเชี่ยวชาญด้านการค้าขายอีกด้วย มาร์โคสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและเรียนรู้ภาษาจีนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาพูดได้ถึง 4 ภาษาและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชทูตพิเศษของจักรพรรดิข่าน เขาได้เดินทางไปเยือนหลายประเทศในทวีปเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ อินเดีย หรือทิเบต และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงรับใช้
มาร์โคประทับใจในความเจริญก้าวหน้าหลายอย่างของทวีปเอเชีย ยกตัวอย่างเช่นระบบเงินตราทำจากกระดาษที่ขณะนั้นชาวยุโรปยังไม่ให้ความสนใจ เขาได้จดบันทึกข้อมูลความรู้หลายสิ่งหลายอย่างไว้และได้นำมาเผยแพร่ให้ชาวยุโรปได้รับรู้ในภายหลัง
เดินทางกลับบ้าน
หลังทำงานกับจักรพรรดิข่านมานานถึง 17 ปี ครอบครัวโปโลก็ตัดสินใจที่จะเดินทางกลับเวนิส แน่นอนว่าจักรพรรดิข่านไม่ค่อยพอพระทัยนักเพราะพวกเขามีความสำคัญต่อการปกครองมาก แต่ก็ยินยอมให้ออกเดินทางโดยมีข้อแม้ว่าต้องช่วยคุ้มครององค์หญิงจากมองโกลที่จะเดินทางไปสมรสกับเจ้าชายชาวเปอร์เซียด้วย
ครอบครัวโปโลเดินทางกลับยุโรปทางทะเลพร้อมลูกเรือและผู้โดยสารอีกหลายร้อยชีวิต ผู้ร่วมเดินทางหลายคนเสียชีวิตจากพายุและโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในที่สุดครอบครัวโปโลและเจ้าหญิงมองโกลก็เดินทางถึงท่าเรือฮอร์มุซในเปอร์เซีย จากนั้นก็เดินทางผ่านประเทศต่างๆ และใช้เวลาราว 2 ปีกว่าจะกลับถึงบ้านเกิด
แต่เมื่อกลับไปถึงก็พบปัญหาอีกสองอย่างก็คือรู้สึกเหินห่างกับครอบครัวและเกือบจะลืมภาษาบ้านเกิดของตนไปจนหมดสิ้น
บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล
ไม่กี่ปีหลังจากเดินทางกลับมาถึงเวนิส มาร์โคก็ได้บัญชาการเรือรบของสาธารณรัฐเวนิสไปทำสงครามกับสาธารณรัฐเจนัว แต่ได้เพลี่ยงพล้ำเขาจึงถูกจับเป็นนักโทษในคุก และในคุกนั้นเองก็ได้พบกับนักเขียนนิยายโรแมนติกนาม Rustichello da Pisa
ต่อมาทั้งสองกลายเป็นเพื่อนซี้กัน มาร์โคเล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาเคยพบเจอในทวีปเอเชียให้ Rustichello ฟัง ทั้งคู่จึงตัดสินใจเขียนเป็นหนังสือร่วมกันโดยใช้ชื่อว่า The Description of the World ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ The Travels of Marco Polo หรือ “บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล” หนังสือของพวกเขาทำให้มาร์โค โปโลกลายเป็นคนดังทันทีที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากคุกในปี 1299 หนังสือถูกแปลไปเป็นภาษาต่างๆ ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี และละติน จนกลายเป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุโรป แต่ผู้อ่านส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เชื่อเรื่องราวที่มาร์โคเล่า พวกเขาเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า Il Milione (เรื่องฝอยล้านเรื่อง) อย่างไรก็ตามมาร์โคไม่ได้เก็บเอามาคิดมากและใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข
มาร์โค โปโลแต่งงานและมีลูกสาว 3 คน จนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 8 มกราคม 1324 แต่แม้กระทั่งในวาระสุดท้ายนักอ่านหลายคนก็เข้ามาเยี่ยมและบอกให้มาร์โคยอมรับว่าหนังสือของเขาเป็นเรื่องแต่ง แต่มาร์โคกล่าวเพียงว่า
“ผมยังเล่าได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งทั้งหมดที่ผมได้เห็นมา”
บทสรุป
เวลาผ่านไปนานนับร้อยปีนับจากมาร์โคเสียชีวิต ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็กระจ่าง ข้อมูลจากนักสำรวจ นักเดินทาง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญทุกคนล้วนตรงกับสิ่งที่มาร์โค โปโลเคยเล่า
เขาได้รับการยกย่องไปทั่วโลก และไม่ว่าเรื่องราวในหนังสือของเขาจะเป็นเรื่องราวที่เขาได้พบเจอมา “ด้วยตัวเองทั้งหมด” หรือรวบรวมมาจากนักเดินทางคนอื่นด้วยก็ตาม แต่บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโลก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางรุ่นหลัง รวมไปถึงคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรกด้วย
ธนาคารสัญชาติไทย ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
เมืองโบราณลึกลับในตำนาน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ของประเทศกัมพูชา
อำเภอที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดที่สุด
นักวิทย์ค้นพบแหล่งน้ำที่เก่าแก่ที่สุดบนโลก อดใจไม่ไหวจึงลองดื่มดู
รีวิวหนังดัง UP IN THE AIR หนุ่มโสดหัวใจโดดเดี่ยว
ทำไมคุณไม่ควรใส่เกลือ เมื่อเริ่มเคี่ยวกระดูก?
"กินสี่ถ้วย" มรดกหวานล้ำจากแผ่นดินพระร่วง ธรรมเนียมมงคลที่เชื่อมสองตระกูลเป็นหนึ่งเดียว
แรงงานเขมร 30 คน แฉ เขมรประสบกับปัญหาเศรษฐกิจสุดย่ำแย่ประชาชนไม่มีงาน ราคาสินค้าแพง ยอมทิ้งบ้านเกิดเข้ามาหางานในประเทศไทย สุดท้ายเจ้าหน้าที่รวบตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
อำเภอในประเทศไทย ที่มีประชากรมากกว่าอำเภอเมืองของจังหวัดตัวเอง
เมื่อ "ออเจ้า" กลายเป็น "นายเอก" งานนี้มีคำตอบ!
iPhone รุ่นเก่ากลับมาฮิตถล่มทลาย หลัง Gen Z แห่ตามหา!!
เบื้องหลัง "ซูชิแซลมอน" จากเมนูที่คนญี่ปุ่นปฏิเสธ สู่ความสำเร็จระดับโลกด้วยฝีมือชายนอร์เวย์
ธนาคารสัญชาติไทย ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง














