ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมาช้านาน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการประกอบพิธีการทางศาสนา รวมถึงเป็นที่จำวัดของพระภิกษุ สามเณร การสร้างวัดถือเป็นศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะการสร้างวัดของพระมหากษัตริย์เพื่อแสดงว่าทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม......
โดยมักจะแสดงออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ อุปถัมภ์ศาสนธรรม เช่นสังคายนาพระไตรปิฎก อุปถัมภ์ศาสนบุคคลโดยการให้การบำรุงพระภิกษุสามเณร และอุปถัมภ์ศาสนวัตถุโดยการสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์วัด สำหรับพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีไทย ได้มีการสร้างวัดประจำพระองค์ขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา โดย
วัดประจำรัชกาลที่ ๑ คือ วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาราม มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่าขนาบพระบรมมหาราชวัง ๒ วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้คือ วัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางเจ้าทรงกรม ช่างสิบหมู่อำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๑ ใช้เวลา ๗ ปี ๕ เดือน ๒๘ วัน จึงแล้วเสร็จ และโปรดฯ ให้มีการฉลองเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๔ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ นอกจากนี้ที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย ต่อมา รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนท้ายนามวัดเป็น "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม"
วัดประจำรัชกาลที่ ๒ คือ วัดอรุณราชวราราวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง
ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่สำเร็จเพียงกุฏิสงฆ์ ก็สิ้นรัชกาลที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๓๕๒ ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงโปรดให้สร้างพระอุโบสถและพระวิหารต่อจนแล้วเสร็จ พร้อมทั้งทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูป ด้วย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชธาราม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้มีการก่อสร้างพระปรางค์องค์ใหญ่ ซึ่งมีความสูง ๘๒ เมตร กว้าง ๒๓๔ เมตร แต่มาเสร็จสมบูรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดอรุณราชวราราม"
วัดประจำรัชกาลที่ ๓ คือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เดิมชื่อวัดจอมทอง
พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงสถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ใน พ.ศ. ๒๓๖๓ เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึงวัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักและทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงครามพร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามา เมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่และถวายเป็นพระอารามหลวงแด่รัชกาลที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดราชโอรส" ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกสั้นๆจากชื่อเต็มว่า วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชโอรสซึ่งเป็นผู้บูรณะ
วัดประจำรัชกาลที่ ๔ คือ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ข้างสวนสราญรมย์ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๗ เพื่อเป็นวัดธรรมยุตินิกาย เพื่อให้เจ้านายและข้าราชการทั้งฝ่ายนอกและฝ่ายใน ได้บำเพ็ญกุศลกันได้สะดวกขึ้น เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังและทรงพระราชทานนามว่าวัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดราชประ-ดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
วัดประจำรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ คือ วัดราชบพิธ หรือชื่อเต็มว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหารคำว่า ราชบพิธ หมายถึง พระราชาทรงสร้าง ซึ่งก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับพระอัครมเหสีพระราชเทวีและเจ้าจอมพระสนมเอกของพระองค์ ส่วน สถิตมหาสีมาราม ก็คือเป็นวัดที่ประดิษฐานเสมาขนาดใหญ่ เพราะตามปกติแล้วเสมาของวัดโดยทั่วไปจะอยู่ตามมุมหรือติดอยู่กับตัวพระอุโบสถ แต่เสมาของวัดนี้ตั้งอยู่บนกำแพงรอบวัดถึง ๘ ด้าน จึงเป็นการขยายเขตทำสังฆกรรมของสงฆ์ให้กว้างขึ้น วัดนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๕ เท่านั้น แต่ยังเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๗ ด้วย เพราะในรัชสมัยของ รัชกาลที่ ๗ มิได้มีการสร้างวัด แต่ท่านก็ได้รับพระราชภาระในการทำนุบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธนี้ด้วย ดังนั้นจึงถือเป็นวัดประจำพระองค์ด้วยเช่นกัน
วัดประจำรัชกาลที่ ๖ คือ วัดบวรนิเวศวิหาร
เดิมชื่อ วัดใหม่ เป็นวัดโบราณ กรมพระราชวังบวรมหาศิกดิ์ดิพลเสพในรัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ เมื่อรัชกาลที่ ๔ ทรงผนวชได้เสด็จมาประทับและทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่วัดนี้เป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช ณ วัดนี้
วัดประจำรัชกาลที่ ๘ คือ วัดสุทัศนเทพวราราม
เป็นวัดที่รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๕๐ เดิมพระราชทานนามว่า วัดมหาสุทธาวาส และให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง จนกระทั่งในสมัย รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ แต่มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๓๙๐ และพระราชทานนามว่า วัดสุทัศนเทพวราราม ปรากฏในจดหมายเหตุว่า วัดสุทัศนเทพธาราม และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามพระประธานในพระวิหารว่า พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระอุโบสถว่า พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ และพระราชทานนามพระประธานในศาลาการเปรียญว่า พระพุทธเสรฏฐมุนี ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลในวันที่ ๙ มิถุนายน ของทุกปี
(รัชการที่ ๙) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก
ขึ้นโดยก่อสร้างเป็นวัดเล็กๆ เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชุมชนที่ตั้งอยู่ บริเวณใกล้เคียงและเพื่อให้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาและกิจกรรมต่างๆ ในการเผยแพร่ศีลธรรมและจริยธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน สำหรับ พระประทานที่ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดพระรามเก้าฯ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเลือกแบบพระพุทธรูปปางมารวิชัย (ปางชนะมาร) จากการออกแบบเสนอโดยเรืออากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีและสถาปนิกของกรมศิลปากรทั้งหมด ๗ แบบ โดยพระองค์ทรงแก้ไขแบบด้วยพระองค์เอง โดยพระพุทธรูปปางมารวิชัยนี้มีลักษณะแบบรัตนโกสินทร์ ความสูงจักทับเกษตร (หน้ากระดาน) ถึงปลายรัศมี ๑๘๐ เซนติเมตร ขนาดหน้าพระเพลา ๑๒๐ เซนติเมตร โดยมีพระพุทธสาวกเบื้องซ้าย และเบื้องขวาของ พระประธาน ฐานชุกชีทำด้วยหินอ่อน ส่วนองค์พระพุทธรูปทำด้วยทองเหลือผสมทองที่มีลักษณะ ผสมผสานระหว่างอุดมคติ และเหมือนจริงด้วยการห่มจีวรแบบพระสงฆ์ แต่มีพระเกศาแบบอุดมคติ สวยงาม กลมกลืนและปราณีตยิ่งนัก และทรงพระราชทานนามว่าพระพุทธ-กาญจนธรรมสถิตจะเห็นได้ว่า การก่อสร้างหรือบูรณะปฏิสังขรณ์วัดของพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะในยุคใดสมัยใด ได้มีการกระทำกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรัชสมัยของราชวงศ์จักรีไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๙ (รัชกาลปัจจุบัน) ก็ได้มีการกระทำเรื่อยมา จึงแสดงได้ว่าพระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมและเป็นองค์อัครราชูปถัมภกทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงและเนื่องในศุภวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ที่จะถึงนี้ ถือได้ว่าเป็นปีมหามงคลสมัยพิเศษของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้ตรวจสอบ ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ วัดและศาสนสถานทั่วประเทศให้ครอบคลุมทุกศาสนา ที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป และสมควรได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ให้สวยงาม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พร้อมทั้งเป็นการแสดงความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยทุกเชื้อชาติ ศาสนา ที่พระองค์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของศาสนิกชนไทยทุกศาสนา ทรงเป็นมิ่งขวัญและศูนย์รวมความสามัคคีของปวงชนชาวไทย ทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นและประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์
ที่มา:กระทรวงวัฒนธรรม
วัดประจำรัชกาลแห่งราชวงศ์จักรีไทย รัชกาลที่ ๑-๙
โพสท์โดย Sushigaga
**วัดประจำรัชกาลแห่งราชวงศ์จักรีไทย**
โพสท์โดย: vview
แหล่งที่มา: http://google.co.th
แหล่งที่มา: http://google.co.th
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดอากาศดีที่สุดในไทย เปิดรายชื่อพื้นที่อากาศดีตลอดปี
ถนนที่ยาวที่สุดในโลก อยู่ที่ไหน ยาวกว่า 30,000 กม.
เปิด 10 สิ่งก่อสร้างใหญ่ที่สุดในโลก มนุษย์สร้าง ไทยติดอันดับด้วย
จังหวัดที่มี พระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สถานศึกษาที่มีนักเรียนน้อยที่สุดในประเทศไทย
เปิดรายได้พนักงานขับรถเมล์และพนักงานเก็บค่าโดยสาร
ชาติเดียวในอาเซียนที่สามารถผสมผสานการใช้งานเครื่องบิน F-16 (สหรัฐฯ) และ JAS 39 Gripen (สวีเดน) ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
"เจ๊ฟองเบียร์" งวด 16 มีนาคม 2569: แนวทางรวยสดๆ ร้อนๆ..มาเเล้วจ้า
ส่องรายได้วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เดือนหนึ่งได้เท่าไหร่
ประเทศที่มีกองทัพอ่อนแอที่สุดในโลก
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวด 16 มี.ค. 2569
เลขเด็ด เลขมาแรง เลขดัง "รวมหวยเด็ดสำนักดัง vol.6" งวดวันที่ 16 มีนาคม 2569Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เรื่องลับในหน้าประวัติศาสตร์! เปิด “พระนามภาษาจีน” ของกษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 1–4 และพระปิ่นเกล้า หลายคนเพิ่งเคยรู้
ประเทศที่ไม่มีงูอยู่เลย ในพื้นที่ทางธรรมชาติ
เปิดอันดับประเทศจ่ายเงินผู้สูงอายุสูงสุดในโลก ใครได้มากที่สุด
หนุ่มคลั่ง! ทางปาล์มขวางถนน ไล่ทำร้ายชาวบ้าน ตำรวจบุกจับหนีขึ้นหลังคา


