เคลียร์กันหน่อยมั้ยครับ...ว่าไทยมีปริมาณพลังงานสำรองแค่ 6 ปี แต่ทำไมรัฐถึงกล้าให้สัมปทานอายุ 20-30 ปี?
นั่นสิครับ รัฐออกมาบอกว่าเหลือแค่ 6 ปีเอง แต่เราก็ยังมีแหล่งพลังงานใช้ได้จนมาถึงปัจจุบันได้ยังไง
แถมรัฐยังกล้าให้สัมปทานแก่ต่างชาติเป็นระยะเวลา 20-30 ปีอีก เรื่องแบบนี้กลิ่นชักไม่ค่อยดีแล้ว ผมว่าเรามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่
แบบนี้ต้องเคลียร์ครับ เคลียร์ความสงสัยด้วยการลงมือหาข้อมูลเลยครับ ก็พบบทความต่างๆ มากมาย
แต่มีอยู่อันหนึ่งที่มันน่าสนใจและสามารถตอบคำถามของผมได้อย่างกระจ่างใส เค้าบอกว่า
นอกจากปริมาณสำรองแล้ว สิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้พิจารณาว่าเราจะสามารถผลิตน้ำมันไปได้อีกนานเท่าไร คือ ค่า R/P ratio (Reserves to Production Ratio) และ ค่า RRR (Reserves Replacement Ratio)
1. ค่า R/P ratio (Reserves to Production Ratio) เป็นค่าที่ใช้สำหรับประเมินการอย่างคร่าวๆว่าเมื่อเราผลิตปิโตรเลียมด้วยอัตราการผลิตเท่านี้ต่อปี โดยที่ไม่มีการหาปริมาณสำรองเพิ่มเติม จะมีปิโตรเลียมคงเหลือให้ใช้ต่อไปอย่างน้อยอีกกี่ปี ซึ่งค่านี้ได้มาจากการนำปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserves) หารด้วยอัตราการผลิตปิโตรเลียมต่อปี (Production) และมีหน่วยที่ได้เป็นหน่วยปี
ดังนั้น ข้อมูล R/P ratio ของก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย ได้จากการนำปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserves) หารด้วย อัตราการผลิต ก๊าซธรรมชาติของปี 2555 (ข้อมูลจาก BP Statistical Review of World Energy 2013) มีผลลัพธ์ประมาณ 6.9 ปี ซึ่งหมายความว่าหากผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตรานี้ต่อไป ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ ไปได้อย่างน้อยประมาณ 7 ปี
และเมื่อสังเกตข้อมูลย้อนหลังไป 5 ปี จะเห็นว่า เรามีค่า R/P Ratio ลดลงมาโดยตลอดจากที่เคยมี 8 ปี ลดเหลือแค่ 7 ปี แสดงว่าเรามีอัตราการค้นพบปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วช้ากว่าอัตราการผลิต ถ้าเราไม่สามารถค้นพบปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วได้เพิ่มอีก ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติจะต้องหมดลงใน 7 ปี อย่างแน่นอน
ส่วน R/P Ratio ของน้ำมันดิบในประเทศไทย อยู่ที่ 2.7 ปี และจากข้อมูลย้อนหลังไป 5 ปี พบว่าลดลงจากเดิมที่ค่อนข้างคงที่อยู่ที่ 4 ปี แสดงว่าเรายังมีการค้นพบปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วในอัตราน้อยกว่าการผลิต และถ้าไม่มีการค้นพบปริมาณสำรองใหม่ๆ เราก็เหลือน้ำมันดิบให้ผลิตเพียงแค่ประมาณ 3 ปี
ล่าสุดการผลิตของก๊าซธรรมชาติของไทยมีความเสี่ยงอย่างมากใน 5 ปีข้างหน้า เพราะกำลังการผลิตมีแนวโน้มหายไป 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต จากความต้องการใช้ในปัจจุบัน 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
เนื่องจากการผลิตก๊าซฯจากเมียนมาและแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันรัฐบาลยังไม่มีแนวทางบริหารจัดการสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมของแหล่งก๊าซฯ ขนาดใหญ่ในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565-2566 ส่งผลให้เอกชนไม่ลงทุนสำรวจและขุดเจาะเพิ่มเติม แม้กระทรวงพลังงานจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มาทดแทนก็ทำได้เพียง 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้
สรุปตามความเข้าใจของผมคือ ประเทศเรามีปริมาณพลังงานสำรองที่เหลือแค่ 6 ปีมันเป็นเรื่องจริง และมันก็จะลดลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่มีการสำรวจและผลิตกันต่อไป ดังนั้นทางออกของประเทศไทยก็คือรัฐจำเป็นเปิดสัมปทาน เพื่อให้มีการสำรวจและผลิตต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีหรือหาไม่เจอก็ต้องทำ เพื่อที่จะให้รู้ว่ามันไม่มีแล้วนะ ประเทศจะได้วางแผนการใช้พลังงานต่อไป
ฟังแล้วในหวิวๆ ถ้ามันหมดลงไปจริงๆ จะทำยังไงกันดี ซื้อพลังงานจากต่างประเทศใช้ตลอดไปมันจะดีเหรอครับ?
เครดิต: แฟนเพจน้องปอสามhttps://www.facebook.com/nongposamm/photos/a.1548159858783765.1073741828.1547935488806202/1698968113702938/?type=3
ห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย ที่สวยงามและหรูหรามากที่สุด
หนุ่มเวียดนามตกหลุมรักสาวญี่ปุ่น ไม่กล้าบอกรักเพราะกลัวโดนแจ้งความจับ
90% คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า สามารถทำความสะอาดไมโครเวฟ ได้ด้วยมะนาวเพียงลูกเดียว
เผยงานวิจัยล่าสุด! "โลก" กำลังถูก "ดวงจันทร์" ดูดชั้นบรรยากาศ..เพื่อสร้างอาณานิคมใหม่นอกโลก
กัมพูชาเดือด ประชาชนบุกทุบตู้ ATM หลังแบงก์ยักษ์ "Prince Bank" ล้มละลาย ปิดตำนานออกญาเฉินจื้อ
10 เลขฮิต "OK ล็อตเตอรี่" งวดวันที่ 17 มกราคม 69..ส่องก่อน รวยก่อน!!
ศึกปีกสีดำ! นกขุนทอง ปะทะ นกเอี้ยง ใครคือสุดยอดนักพูดแห่งพงไพร?
ห้ามใช้น้ำส้มสายชู ทำความสะอาดสิ่งของ 5 อย่างนี้ในบ้านเด็ดขาด!!
รู้หรือไม่ ไทยเคยเป็นประเทศ ที่ส่งออก นกแก้ว เป็นอันดับต้นๆของโลก
"ฮุนมาเนต" หลุดโป๊ะเอง ลอบกัดไทย "วางบึ้มสังหาร" ยอมเอาชีวิตชาวเขมรเข้าเสี่ยง ชาวบ้านซวยลับเข้าบ้านไม่ได้
หนังไทยเพียงเรื่องเดียว ที่มีบันทึกว่าทำเงินได้มากกว่า 500 ล้านบาท
10 เลขขายดีใน จ.เชียงใหม่ งวดวันที่ 17 มกราคม 69..รีบส่องด่วน ก่อนหวยออก!!
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก



