หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ เกมถอดรหัสภาพ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
ตรวจหวย วันที่ 1 มิถุนายน 2563 สามตัว 562, 582
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย เมื่อแฟนเก่ากับแฟนใหม่เป็น...กันค่ะ

ขอ บอกก่อนนะครับ อันนี้เป็นกระทู้ ที่มีใน พันทิพนะครับ แต่อ่านแล้วสนุกเหมือนนิยาย ให้ผมอินไปกับ ชีวิต ของเค้าจริงๆเลย

(ภาพหน้าปก ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา)

CR. http://pantip.com/topic/32166023

 

กระทู้ ยัง เล่าไม่ จบนะครับ แล้วถ้ามี อัพเดท ผมจะเอามา ต่อให้ ที่เอามานี่ เผื่อมี คนสนใจนะครับ ถ้าไม่สนใจ แนะนำ กากบาท ออกครับ 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

สวัสดีค่ะทุกคน หลังจากที่ได้ติดตามบอร์ดพันทิพมานาน

ในที่สุดก็ได้มีโอกาสตั้งกระทู้แชร์ประสบการณ์เรื่องจริง(ที่ยิ่งกว่านิยาย)ที่ได้เจอมากับตัวเอง
แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นได้หลายปีแล้วค่ะ ขอยืนยันว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง
ก่อนจะเล่าเรื่องอดีต 

ขอพูดถึงปัจจุบันก่อนนะคะ เราชื่อ พีช ค่ะ เป็นผู้หญิงวัย 26 ปี
ทำอาชีพเป็นคอลัมน์นิสประจำนิตยสารหลายฉบับ และอาชีพประจำอีกหนึ่งอาชีพก็คือ 
“แม่ของลูกชายที่น่ารักวัย 8 ขวบค่ะ" 
ทุกคนอาจจะสงสัยนะคะ ว่าเพิ่งอายุ 26 แต่มีลูกโตขนาดนี้แล้ว ?
ใช่ค่ะ พีชมีลูกตั้งแต่อายุ 18 เพิ่งจบไฮสคูลก็ดันมาป่องก่อนซะแล้ว
ซึ่งนั่นถือว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพีชในตอนนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดค่ะ
ตั้งแต่ที่รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่มีเด็กชายตัวน้อยๆที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกของเราอยู่ในท้อง
ที่บอกว่าเปลี่ยนไปทุกอย่าง ก็คือทุกๆอย่างจริงๆนะคะ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลา 3 ปี มันทำให้ชีวิตหนึ่งชีวิตเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้
เรื่องราวที่พีชได้เจอมากับตัวเอง ทำให้ไม่ว่าจะอ่านนิยาย ดูละคร ดูซีรีห์เรื่องไหนๆก็ไม่อินอีกต่อไปเลยค่ะ
เพราะชีวิตของพีช มันยิ่งกว่านิยายเล่มไหนๆ ละครเรื่องใดๆเลยล่ะค่ะ

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว…
เมื่อตอนเราอายุได้ 13 ปี พ่อกับแม่ของเราแยกทางกันอย่างถาวร 
หลังจากที่แยกกันอยู่มาได้ปีนึง ซึ่งการหย่าร้างกันของพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ทำให้เราเสียใจมากมาย
เพราะก็ต่างรู้อยู่แล้วว่าสักวันก็ต้องมีวันนี้ 
เรามีพี่สาวคนนึงค่ะ ชื่อพี่แพท อายุห่างกับเรา 4 ปี แต่สนิทกันมาก เพราะพ่อกับแม่ต่างทำงาน
ไม่ค่อยมีเวลาสนใจ ดูแลเราสองคนพี่น้องมากเท่าไร จึงจำเป็นต้องดูแลกันเอง
แต่พอพ่อกับแม่หย่ากัน พวกเขาตกลงกันว่าจะแยกเรากับพี่แพทให้อยุ่คนละบ้าน
พ่อตกลงจะเอาพี่แพทไปเลี้ยงดู ส่วนแม่ตกลงที่จะเอาเราไปเลี้ยง
ทั้งเราและพี่แพทเสียใจมากค่ะที่ต้องแยกกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
แม่พาเรามาอยู่ที่บ้านยายที่ต่างจังหวัด โดยที่พี่แพทก็อยู่บ้านเดิมในกรุงเทพ
ซึ่งเมื่อเรามาอยู่บ้านยาย ก็เพิ่งได้รู้ว่า ความจริงแม่เรามีแฟนใหม่ค่ะ
เป็นชาวฝรั่งเศส ค่อนข้างมีอายุ  แต่ดูใจดี  ดูจะรักแม่ฉันจริง ๆ แล้วก็ใจดีกับเรามาก
เราก็ไม่ได้ท้วงอะไร เพราะตอนเด็กๆจะเป็นคนนิ่งค่ะ ไม่เถียง ยอม ค่อนข้างเก็บกดเลยค่ะ
มีผลมาจากที่พ่อแม่ทะเลาะกันให้เห็นบ่อยๆในช่วงเด็ก เหมือนเด็กบ้านแตก
เราอยู่บ้านยายไปได้ประมาณ3เดือน โดยช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอม 
แม่ก็มาบอกฉันอย่างกะทันหันว่า เราต้องย้ายไปที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไปอยู่กับแฟนใหม่ของแม่
ตอนแรกที่ฉันรู้ ฉันก็แอบดีใจนะคะ เพราะรู้สึกไม่อยากอยู่บ้านยาย
เข้าใจฟิลด็กกรุงเทพ แล้วต้องมาอยู่ต่างจังหวัดแบบไม่มีอะไรน่าสนใจก็เบื่อเป็นธรรมดา
แต่ก็คิดถึงพี่แพท คิดถึงพ่อ ใจนึงก็เลยไม่อยากไป 
แต่สุดท้ายแล้ว หลังจากนั้นหนึ่งเดือน เราก็ได้ย้ายไปปารีส โดยแม่ตั้งใจจะให้ไปอยู่ที่นั่นถาวรเลยค่ะ
บ้านพ่อเลี้ยงเราที่ปารีส ค่อนข้างมีเงิน พ่อเลี้ยงเราเป็นเจ้าของบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง
เขามีลูกติดสองคน เป็นลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวหนึ่งคน 
ลูกชายเขาเป็นพี่เราประมาณ สองปี ส่วนลูกสาวเป็นน้องเราปีกว่าๆ 

วันแรกเราจำได้ดี วันที่เท้าเราเหยียบที่พื้นดินเมืองปารีส  เรารู้สึกได้เลย ว่าชีวิตเราคงไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป
และเมื่อเราเข้าไปในบ้านของพ่อเลี้ยง ได้พบกับลูกติดทั้งสองของเขา
พี่เดออน เป็นพี่ชายที่น่ารักตั้งแต่แรกเห็นค่ะ ผิดกับที่เราคิดไว้มาก 
ที่เราคิดไว้คือ คงจะไม่มีใครชอบเราแน่ๆ เหมือนในนิยายอะไรแบบนี้
ส่วนน้องสาว หรือ เฟลอร์ เธอเป็นคนสวยมากกกกกกกกกกกก ค่ะ ย้ำว่ามากๆๆ 
เห็นครั้งแรกเราแบบตะลึงเลย เธอดูเป็นสาวกว่าเรามาก การแต่งตัวของเธอ ท่าทาง บุคลิกทุกอย่างเพอร์เฟ็ค
แต่ … น้องคนนี้ หยิ่งยโสมากค่ะ เราเห็นได้จากดวงตาสีฟ้าสว่างของเธอที่มองจิกเรากับแม่ตลอดเวลา
แรกๆเรายอมรับเลยว่าปรับตัวยากมาก ทั้งชีวิตในบ้าน  ที่ต้องอยู่ร่วมชายคากับเฟลอร์
กดดันมากค่ะ จนแทบอยากกลับไทยในสามวันแรกเลย
เพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงปิดเทอม เรายังไม่เข้าโรงเรียน ยังไม่มีเพื่อนซักคน
มีแต่พี่เดออนเท่านั้น ที่คอยพาเที่ยว ช๊อปปิ้งอยู่บ่อยๆ
อีกเรื่องนึงที่กดดันเรามากคือเรื่องภาษาค่ะ คนที่นี่พูดฝรั่งเศส น้อยมากกกกกกกแทบไม่มีที่จะพูดอังกฤษได้ดี
แถมเวลาเราไปซื้อของ ไปนู่นไปนี่ พอเราพูดอังกฤษใส่ เขาก็จะทำหน้าไม่พอใจใส่อีก
พ่อเลี้ยงเราจึงจ้างครูมาสอนภาษาฝรั่งเศสให้เราที่บ้านค่ะ เพื่อจะเอาไปใช้ในโรงเรียนตอนเปิดเทอม
ซึ่งเหลือเวลาประมาณสองเดือนกว่าจะเปิดเทอม ระหว่างนั้นเราก็อยู่บ้านค่ะ
เรียนพิเศษ อยู่บ้าน เที่ยวบ้าง ศึกษาเส้นทางต่างๆในปารีสจนค่อนข้างเซียนแล้ว
พอเปิดเทอมแล้วก็คุ้มค่านะคะ ภาษาฝรั่งเศสที่เรียนมาก็ใช้ได้เลย มันได้ใช้ทุกวันๆ แปบเดียวก็พูดได้ค่ะ 
ชีวิตที่โรงเรียนสนุกมาก เราได้เจอเพื่อนมากมาย
เราค่อนข้างป๊อบปูล่าร์ที่นี่นะ อาจจะเพราะเราเป็นคนเอเชีย ผิวไม่ได้ขาวออกไปทางแทน หน้าคมเหมือนแม่
ผมดำ ตาดำมั้งคะเลยทำให้คนตื่นเต้น 
ที่โรงเรียนเราไม่มีคนไทยเรียนเลยค่ะ มีแต่คนจีน ญี่ปุ่น เป็นส่วนมากที่เป็นเอเชีย
เรามีเพื่อนสนิทอยู่สี่ห้าคนค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนฝรั่งเศสค่ะ มีผู้ชายสองคนเป็นคนอิตาลี่
พอมีเพื่อนแล้วก็สนุกเลยสิคะทีนี้ นิสัยชาวฝรั่งเศสจะเฟรนลี่มากค่ะ เฮฮา สนุกสนาน ไม่หยิ่งเลย
เรากับเพื่อนจึงสนิทกันในระเวลาสั้นๆ หลังจากนั้น ชีวิตในปารีสของเราก็ไม่น่าเบื่ออีกต่อไปแล้ว
พอไฮสคูลเกรด10 เทอมสอง เรากลายเป็นเด็กติดเที่ยวเลยค่ะ
คือเด็กที่ฝรั่งเศสชอบเที่ยวมาก ชวนไปบาร์ ไปนั่งกินเบียร์อากาศหนาวๆ จัดปาร์ตี้กันอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า2ครั้ง
ยิ่งกลุ่มเพื่อนเรานี่ยิ่งหนักเลย สูบบุหรี่ทุกคนค่ะ ทั้งหญิงทั้งชาย แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติมากนะ
และเราก็ติดบุหรี่ตามเพื่อนเหมือนกันในช่วงนั้น 
การเรียนที่นู่นก็ไม่เหมือนที่ไทย เขาจะเรียนเหมือนมหาลัย คือบางวันก็เรียนเช้าบางวันที่ก็เรียนบ่ายสามไปเลย
ระหว่างคาบก็มีเบรก สามารถไปเที่ยวที่อื่นนอกโรงเรียนก่อนได้
ชีวิตนี่เฮฮามากค่ะ  ไม่ว่าวันหยุดหรือไม่ก็มีปาร์ตี้ที่นี่บ้าง บ้านคนนี้ บ้านนู้นเต็มไปหมด
วันหยุดยาวๆก็นั่งรถไฟ TGV ไปเที่ยวประเทศใกล้ๆ อิตาลี  เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ สวิต กันไม่ได้พักเลย
ชีวิตขณะนั้นทำให้เราลืมเมืองไทยไปชั่วขณะจริงๆ..


เดี๋ยวมาต่อนะคะ ยังไม่ถึงจุดสำคัญเลยค่ะ
ขอโทษที่เกริ่นยาวไปหน่อย พิมแล้วมันเพลิน 555555555555

 

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

 

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

มาต่อนะคะะ


เข้าเรื่องสำคัญเลยละกันนะคะ
วันนึง เราไปปาร์ตี้วันเกิดเพื่อนเราคนนึง ที่ไม่สนิทมากแต่อยู่ชมรมศิลปะด้วยกัน
เราได้เจอ ผู้ชายคนนึงค่ะ เขาเป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่เจอที่นี่เลย
เราประทับใจเขาตั้งแต่แรกเห็น แน่นอนค่ะเขาหน้าตาดี หล่อแบบลูกครึ่ง ผมดำ แต่ตาสีออกฟ้าๆไปทางเข้มๆ
เรายอมรับเลยว่าแอบมองเขานานมาก 
จนในที่สุดเพื่อนเราก็แนะนำเราให้เขารู้จัก แรกที่เรารู้ว่าเขาเป็นลูกครึ่งไทย
เราดีใจยิ่งกว่าเดิม ประทับใจเขามากกว่าเดิมหลายเท่าเลยค่ะ 
ทันทีที่เขารู้จากปากเพื่อนว่าเราเป็นคนไทย เขาก็กล่าวทักทาย “สวัสดีครับ” กับเราอย่างเฟรนลี่มากกก
ยิ้มหวานๆของเขา ทำเอาเราแทบละลายยตรงนั้นเลยจริงๆ
เราใจเต้นแรงตลอดเวลาที่ได้พูดคุยกับเขา ตลอดเวลาครึ่งปีที่อยู่ที่ปารีสเราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย
เขาชื่อ “โอลิวี” ค่ะ พ่อเป็นฝรั่งเศสส่วนแม่เป็นคนไทย แต่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เล็กๆ นานๆทีจะกลับเมืองไทยสักที
เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี2  ด้านการบริหาร พ่อเป็นนักธุรกิจอยู่ที่ปารีส ส่วนแม่ทำธุรกิจส่วนตัวอยู่เมืองไทย
เราพูดคุยกันถูกคอมากในงานปาร์ตี้นั้น  เราต่างพูดภาษาไทยใส่กัน
พูดคุยเรื่องชีวิตของตัวเอง ต่างๆนานา เรื่องเมืองไทยต่างจากปารีสยังไง
ที่เที่ยววต่างๆ ชอบอะไรไม่ชอบอะไร  เขาเป็นคนคุยสนุกมากกกกกกกกคนนึงค่ะ 
ยิ่งเป็นภาษาไทยด้วยแล้ว ยากที่จะหยุดคุยกันง่ายๆ เราจึงแลกเบอร์โทรกันในงานปาร์ตี้นั้น
ตั้งแต่วันนั้นเราก็ติดต่อกับโอลิวีมาตลอดค่ะ นัดกันไปดูหนัง ทานข้าว ช้อปปิ้งบ้างถ้าหากว่างตรงกัน
ซึ่งตลอดเวลาที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน เรามีความสุขมากกกเป็นเท่าตัว จากที่เคยแฮปปี้ดีอยู่แล้วดีกว่าเดิมไม่รุ้กี่เท่าค่ะ
เราไปเที่ยวไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างนี้ประมาณ 3 เดือน
จนวันนึง โอลิวีนัดเราไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เราชอบไปกินกันบ่อยๆ แล้วเขาก็ขอเราเป็นแฟนค่ะ
วิธีการขอของเขาโรแมนติกมาก  เขามาพร้อมกับแหวนเพรชเม็ดเล็ก ดอกไม้ช่อโต
คำพูดสวยหวานไม่รู้กี่คำรนั่งลงคุกเข่าต่อหน้าคนเป็นสิบๆคน
ไม่มีทางไหนที่ทำให้เราปฎิเสธเขาได้เลยค่ะ … เราชอบเขามากๆ ชอบเขาจนไม่รู้จะพูดยังไง
แล้วเราก็คบหากันตั้งแต่วันนั้นค่ะ ตลอดเวลาที่คบกันเขาดีกับเรามาก
เหมือนกับพระเอกในนิยาย ดีเสมอต้นเสมอปลาย ไปรับไปส่ง  ไม่เปลี่ยนแปลงจนเพื่อนๆอิจฉากันเป็นแถว
วันสำคัญไม่ว่าวันไหนไม่มีลืม มีของขวัญ มีของแพงๆ ทำอะไรดีๆให้กันตลอดค่ะ
แล้วคิดดูสิคะ ในเมืองปารีสที่แสนโรแมนติกก เราได้อยู่กับผู้ชายที่แสนเพอร์เฟ็กและโรแมนติกขนาดนี้
มันจะรักขนาดไหนกัน
จนคบกันไปได้ประมาณ 1 ปี เราก็เริ่มพาโอลิวีไปเปิดตัวที่บ้านค่ะ ให้แม่ได้รับรู้บ้าง 
แม่เราชอบเขามากค่ะ ถึงกับเรียกว่าลูกชาย  ชวนไปเที่ยวตลอด
เพราะเขาเป็นคนน่ารักค่ะ เป็นคนดี น้อบน้อม เคารพผู้ใหญ่ แต่อีกด้านก็กล้าแสดงความเห็นต่างๆ
เหมือนเอานิสัยคนไทยกับคนฝรั่งในทางที่ดีมาบวกกันแล้วมันโอเคอะค่ะ แม่เราก็เลยปลื้มไปกันใหญ่
เราก็คบกันไปเรื่อยๆ จนถึงวันเกิดเขาในปีนึง เราสองคนวางแพลนไปเที่ยว Colmar กันค่ะ
ซึ่งเป็นเมืองที่เขาว่ากันว่าโรแมนติกมากกกกกกกก ติด 1 ใน 10 ของโลก แต่ปารีสก็ติดค่ะ
เราเคยไปแล้วตอนมาอยู่ปารีสใหม่ๆ ไปกับแม่ ก็ไม่รู้สึกว่ามันโรแมนติกนะ
แต่พอคราวนี้ไปกับโอลิวี เรารู้สึกเหมือนมันเป็นอะไรที่เกินคำว่าโรแมนติกเลยล่ะค่ะ
วันที่เราไปไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไร เพราะอาจจะอยู่ในช่วงโลว์ ซีซั่น คนจึงน้อยกว่าปกติ
เพิ่มความโรแมนติดคูณสิบเลยค่ะ และใช่ค่ะ เราไปกันสองต่อสองตามประสาคนรักทั่วไป
จนวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมา 26 ปี
เราบอกตรงๆค่ะ ไม่มีคืนไหน ไม่มีวันไหนจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นนางเอกในละครรักแสนหวานได้เท่ากับคืนนั้นอีกแล้ว
เรายอมเขาทุกอย่างค่ะในคืนนั้น  (ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ บอกไว้ก่อน เราไม่ใช่หญิงไทยเรียบร้อยรักษาพรหมจรรย์ก่อนแต่งอะไรแบบนั้น  แต่ช่วงนั้นเราไม่ได้ป้องกันเลย)
นั่นแหละค่ะ    2 ค่ำคืนแสนหวานที่เราไม่รู้เลยว่าจะส่งผลอย่างไรบ้างนับจากวันนั้นมา..

เดี๋ยวมาต่อนะค้ะ ขอบคุณที่รอออ่านกันน้า

 

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

 

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

 

 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

มาต่อแล้วค่ะ 

หลังจากไปเที่ยว Colmar เราก็คบกันปกติค่ะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  รักกันดีเหมือนเดิม
ตอนนั้นเราอยู่ไฮสคูลเกรด 12 แล้วนะคะ คือใกล้จะจบแล้ว โอลิวีก็เรียนใกล้จะจบแล้ว
เรากับโอลิวีคบกันได้เกือบ 3 ปี แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่เคยพาเราไปรู้จักกับครอบครัวเขาเลย
อาจจะมีบ้างที่พาไปที่บ้าน แต่บ้านก็ไม่มีใครอยู่ นอกจากพวกแม่บ้านอะค่ะ 
ก็เข้าใจว่าเขาคงอยู่กับพ่อสองคน แล้วพ่อเขาคงยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนี้
เราก็ไม่ได้คิดมากอะไรค่ะ แต่ช่วงๆหลังนี่เขายุ่งๆกับเรื่องทำโปรเจ๊กจบ ก็ลยไม่ค่อยได้คุยไม่ค่อยได้เจอกัน
แต่เขาก็จะส่งข้อความมาตลอดนะคะ เวลาเดิมก่อนนอน ตอนเช้าอะไรแบบนี้
เราก็โอเคค่ะ ไม่ได้เจอ เราก็อยู่กับเพื่อน เที่ยวๆเรียนๆ แต่ก็ต้องอ่านหนังสือไปด้วยเพราะใกล้จบแล้ว
เราก็เลยไม่ได้มีเวลาคิดถึงเขามากเท่าไรค่ะ
ช่วงที่ห่างกันนั่นแหละค่ะ ก็เกิดเรื่องขึ้น วันนึง เราจำได้เลยค่ะ เราเพิ่งติวประวัติศาสตร์เสร็จกับเพื่อนที่โรงเรียน
โอลิวีโทรมาหาเรา บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย เดี๋ยวผมไปรับ 
น้ำเสียงเขาจริงจังผิดปกติจนน่ากลัว ตอนนั้นใจเราไม่ดีแล้วค่ะ คือใจสั่นไปหมด 
ในหัวนี่มีเรื่องร้ายๆ ยิ่งคิดน้ำตาก็จะไหลออกมา
แล้วโอลิวีก็มารับเรา ตลอดทางที่อยู่บนรถเกร็งมากค่ะ แบบอึดอัดมาก ไม่เคยเป็นแบบนี้เลยตั้งแต่คบกัน
จนเขาพาเรามาที่ร้านกาแฟร้านนึง แล้วเราก็นั่งคุยกันค่ะ
ใจเราไม่ดีมาก ใจเต้นแรง หน้าร้อนผ่าว ทั้งๆที่เขายังไม่ได้เอ่ยอะไรสักคำ น้ำตาเราก็จะไหลแล้ว
เขาเอื้อมมือมาจับเรามือเราไว้ แล้วบอกว่า เขาขอโทษ
เราน้ำตาไหลเลยค่ะ ไม่ใช่แค่ไหล แต่ร้องไห้โฮเลย เราบอกให้เขาหยุดพูด ไม่ต้องพูดแล้ว ไม่อยากฟัง จะบอกเลิกเราใช่ไหม
แบบครวญครางเหมือนคนบ้า เราไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นไปได้ขนาดนั้น
เราไม่รู้เลยว่าเรารักเขามากแค่ไหน จนวันนี้
เขาพูดซ้ำๆๆไปซ้ำๆๆมา ว่าขอโทษ ผมรักษาสัญญาที่ให้ไว้ไม่ได้
เรางงค่ะ เราเอ๋อมาก อารมณ์แบบเราทำอะไรผิด เราร้องไห้ฟูมฟายเลยค่ะ
ในหัวก็คิดๆๆว่าเราทำอะไรผิดไป ที่ผ่านมา เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเราทำอะไรแย่ให้เขาไม่พอใจ
แต่ก็คิดไม่ออก เราเอาแต่ร้องไห้ โอลิวีที่นั่งตรงข้ามเราก็แอบเห็นน้ำตาเขาปริ่มๆ หน้าแดงตัวสั่น
อาจจะเป็นเพราะตกใจที่เห็นเราเป็นขนาดนี้ หรืออารมณ์อะไรก็ไม่อาจจะทราบได้
จนเราตั้งสติได้ค่ะ เราขอถามเหตุผลกับเขา
เขาก็ตอบเรามาว่า  เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว เป็นลูกของเพือ่นสนิทพ่อที่จะลงทุนทำบริษัทด้วยกัน
มีสัญญาว่าเมื่อเขาเรียนจบจะต้องหมั้น และแต่งงานกัน แต่เขาไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้นเลย
ช่วงที่เขาหายไปคือเขาเคลียร์เรื่องนี้กับพ่อของเขา แต่ไม่ว่ายังไงพ่อเขาก็ไม่ยอม ถ้าไม่ทำตามถึงกับตัดขาดกัน
เขาขอให้เรารอ เขาจะหมั้นกับผู้หญิงคนนั้น แต่ยังไงเขาก็ยังรักเราไม่เปลี่ยนไป 
เขาขอให้เรารอ ให้เขาเลิกกัน แล้วเขาจะมาขอเราแต่งงานเมื่อเราเรียนจบอย่างแน่นอน เขาสัญญา
พอเราฟังจบ เรารู้สึกเหมือนใจจะขาด คือคำว่ารักที่เขาพูดมาแต่ละคำมันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
เขารักเรา แต่เขาก็ต้องไป เขาก็ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่เรา
แล้วบอกให้เรารอ  ?
เราจะมั่นใจได้ยังไง ว่าถ้าหากเรารอแล้วเขาจะกลับมาหาเราจริงๆ
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเราก็ทนไม่ได้อยู่ดี คนที่เรารักที่สุดจะแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น อยู่ด้วยกัน
ทำอะไรด้วยกัน ..
เราเอ๋อค่ะ คือตอนนั้นเราเหมือนคนสติหลุดไปแล้ว  บอกตรงๆว่าเราไม่ได้เตรียมใจกับเรืองนี้เลย
ไม่เคยคิดว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่เคยคิดว่าเรื่องบ้าบอแบบนี้จะเกิดกับเรา 

 

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

 

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

 

 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ต่อค่ะ ..

เรานั่งคิดอยู่นาน แต่ตอนนั้นบอกตรงๆว่าคิดอะไรไม่ออกเลย หัวมันตื้อไปหมด 
เรางงมากกว่า คือเรื่องมันเกิดเร็วมาก ตอนเราไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ
แต่เราก็พูดออกไปค่ะ ว่าเราไม่รอเธอหรอก เราทนไม่ได้ที่จะรอให้เธอไปรักกับคนอื่น 
เราไม่มีความมั่นใจว่าถ้าเธอไปแล้วเธอจะกลับมา หรือถึงเรามั่นใจจริงๆ เราก็ทนไม่ได้แน่นอน
เขาเงียบไปพักนึง พอได้ยินเราพูดจบ
เขาก็บอกว่า โอเค สิ่งที่เขาขอเรามันคงฟังดูเห็นแก่ตัวมากไปหน่อย
แต่เขาพยายามแล้ว พยายามทำทุกอย่างให้มันดี แต่เขาทำได้แค่นี้จริงๆ 
เขาจบท้ายคำพูดว่า เขารักเรา 
แต่เหมือนเขายิ่งพูด เรายิ่งแย่อะค่ะ เราไม่อยากจะฟัง ไม่อยากจะรู้อะไรอีกต่อไป
เราพูดคำสุดท้ายว่า โชคดีนะ ขอบคุณมากสำหรับที่ผ่านมา เรามีความสุขมาก 
แต่จะดีกว่านี้ถ้าเธอไม่เข้ามา ถ้าเธอรู้อยู่แล้วว่ายังไงคนสุดท้ายในชีวิตเธอไม่ใช่เรา
เธอจะเข้ามาทำให้เราอยากเป็นคนสุดท้ายในชีวิตเธอทำไม
เราพูดแบบนี้จริงๆน ไม่ได้ดราม่าโอเว่อเลย คือยังจำได้ดีจนวันนี้ ความจริงพูดเยอะค่ะ แต่รวบความได้ประมานนี้
แล้วเราก็พูดว่าลาก่อน แล้วเดินออกมาจากร้าน โทรหาให้เพื่อนมารับ แล้วก็ร้องไห้แบบบ้าๆเลย
วันนั้นเราไม่กลับนอนบ้าน  เราเมา กินเหล้า นอนบ้านเพื่อน 
จากนั้น เราแทบไม่อยากจะทำอะไร หนังสือหนังหาอ่านเตรียมสอบเข้าทิ้งหมดค่ะ ไม่จับ
โรงเรียนก็แทบไม่ไป ติวก็ไม่ติว ทำตัวแย่มากจนอาจารย์ที่โรงเรียนโทรมาบอกแม่เรา
แม่เราเรียกเราไปคุย เราเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง
แม่เราเข้าใจค่ะ ท่านไม่ว่าอะไร เราร้องไห้ ท่านก็กอดเราไว้แล้วร้องไห้ไปพร้อมกับเรา
ที่เราเจ็บปวดยิ่งกว่านั้น … ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา โอลิวีไม่ติดต่อมาเลย
ทั้งโทรศัพท์ ข้อความ ไม่มีอะไรทั้งนั้น
เรารอแทบตาย ถึงปากบอกว่าจะไม่รอ ไม่ทน แต่ความจริงเรารอเขาตลอด
เราเคยโทรหาเขาสายนึง แต่เขาไม่รับสาย ไม่โทรกลับ ไม่ติดต่อกลับ
เราจึงไม่กล้าพอที่จะโทรไปอีก เราทั้งไปดักรอเขาที่หน้าบ้าน แต่ก็ไร้วี่แววของเขา
จนเรารับรู้ได้ถึงความผิดปกติของร่างกายเรา ประจำเดือนเราขาด 2 เดือนแล้ว
ยิ่งทำให้เราเครียดขึ้นไปอีก เราจึงตัดสินใจซื้อที่ตรวจครรภ์
และผลก็คือ เราท้องค่ะ …


คืนนี้พอแค่นี้นะคะ พรุ่งนี้มาเล่าต่อค่า
ต้องตื่นแต่เช้าไปส่งลูกชายไปโรงเรียนนนค่ะ
ฝันดีนะคะทุกคน

 

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

 

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

 

 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

มาต่อแล้วค่ะ
ขอโทษทีนะคะ ความจริงส่งลูกชายตัวแสบไปโรงเรียนแต่เช้าแล้ว
แต่มีธุระนิดหน่อย เพิ่งกลับถึงบ้าน ก็เปิดคอมพ์อย่างแรกเลยค่ะ
จะรีบมาเล่าต่อนะคะ

ตอนแรกที่ตรวจแล้วผลออกมาเป็นแบบนั้น เราช๊อคมาก แบบทำอะไรไม่ถูก
รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาด เลยซื้อที่ตรวจมาอีกอันนึงแต่คนละยี่ห้อ
ซึ่งก็ให้ผลว่าท้องเหมือนเดิม 
จำได้เลยเรานั่งร้องไห้อยู่ในห้องน้ำของโรงเรียนเป็นชั่วโมง ทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ
ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง จะไปปรึกษาใครดี เหมือนมืดแปดด้าน
ในใจเราคิดว่า ถ้ามีโอลิวีอยู่ข้างๆก็คงดีกว่านี้ เราคงไม่รู้สึกเสียใจมากมายขนาดนี้
แต่นี่เราไม่มีใครเลย เราไม่รู้จะทำยังไง ไม่กล้าบอกแม้แต่เพื่อนที่สนิทที่สุด
เราเอาแต่นั่งซึม นั่งเครียด ตอนก่อนจะนอนก็นอนไม่หลับเว้นซะว่าร้องไห้หนักจนปวดหัวมากแล้วหลับไป 
เราไม่ปรึกษาใคร ไม่บอกเรื่องนี้กับใครจนผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ 
เราโทรหาพี่แพท พี่สาวแท้ๆของเรา (ซึ่งก็ติดต่อกันตลอด พี่แพทรู้เรื่องเรากับโอลิวีทั้งหมดนะคะ)
แต่เราไม่ได้บอกว่าเราท้อง เราไม่กล้าพอจริงๆ เราบอกพี่แพทแค่ว่าเราไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว
ทุกๆอย่างที่เราเห็น ที่เราไปมันทำให้เราคิดถึงแต่เขา
เราอยากเจอโอลิวี เราอยากพบเขา เราอยากคุยกับเขา แต่กลับเขาหายไปไหนไม่รู้
พี่แพทถามเราว่า เราโอเคมั้ย เราอยากกลับมาไทยมั้ย กลับมาอยู่ที่นี่ กลับมาอยู่กับพี่
(พี่สาวเราแต่งงานแล้วนะคะ ตอนนี้ทำธุรกิจส่วนตัวกับสามีอยู่ที่ ไทยค่ะ)
เราเห็นด้วยกับพี่แพท เราจึงตัดสินใจหนีปัญหาทั้งหมดด้วยการกลับประเทศไทย
เราไปคุยกับแม่ เรื่องที่เราจะกลับไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ไทย
ซึ่งแม่ไม่เห็นด้วยค่ะ แม่ก็ว่าเราว่าแค่เรื่องผู้ชายคนเดียว ทำไมต้องหนีปัญหาขนาดต้องย้ายไปขนาดนี้อะไรแบบนี้
เราก็พยายามอธิบายว่าเราคิดถึงพ่อ คิดถึงพี่แพท คิดถึงเมืองไทย
ถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาหาแม่ที่นี่แน่นอน 
แม่เราก็ยังไม่ยอมให้เราไปง่ายๆ  อ้างว่าเรียนที่นี่ยังไงก็ดีกว่าที่ไทย  บลาๆๆ
จนเราให้พี่แพทโทรมาเกลี้ยกล่อมแม่ อ้างว่าจะให้เราไปช่วยธุรกิจที่พี่กับสามีทำอยู่ ในที่สุด แม่ก็เลยยอมค่ะ
เรากลับไทยอย่างกะทันหันมาก ทันทีที่เราใบประกาศเรียนจบไม่กี่วันหลังจากนั้นเราก็กลับไทยเลย
ก่อนจะกลับ เราไปหาโอลิวีที่บ้านอีกครั้ง 
เราตั้งใจจะไปบอก เรื่องลูกในท้องของเรา เราคิดนานมากเรื่องนี้ว่าจะบอกเขาดีรึเปล่า
ในใจเรายังหวังเสมอว่าถ้าหากพ่อเขารู้เรื่องว่าเรากำลังจะมีลูก 
อาจจะพอเมตตา เรากับโอลิวีให้คบกัน แล้วยกเลิกงานแต่งงานนั้น
แต่เมื่อเราไปถึงหน้าบ้านเขา ได้พบกับสาวใช้คนนึง เราถามถึงเขา
เธอบอกว่า โอลิวีกับพ่อ เขาไปนิวยอร์คค่ะ ไปจะเป็นเดือนแล้วด้วย
เราใจแทบสลายอยู่ตรงนั้นเลยค่ะ คืออีกแค่สองวันเราต้องกลับไทยแล้ว
พ่อของลูกในท้องเรายังไม่รู้ว่าเขาทำให้เด็กคนนึงกำลังเกิดมาบนโลก
เราพยายามติดต่อเขาทุกวิถีทาง เราถามเบอร์โทรจากสาวใช้ เธอก็บอกไม่ทราบ
เราพยายามติดต่อเพื่อนของเขา เพื่อนของเราที่รู้จักเขา
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือจะติดต่อเขาได้ยังไง
สองวันที่เหลือในปารีสของเราก็สิ้นสุดลง ..

ทันทีที่เรากลับถึงไทย สามปีที่ผ่านมา เราได้กลับไทยแค่ครั้งเดียว ตอนที่พี่แพทแต่งงาน
เราคิดถึงที่นี่มากจริงๆ เราตัดสินใจกับตัวเองว่าจะทิ้งทุกอย่างที่เลวร้ายไว้ที่นั่น แล้วมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่
เรานั่งรอให้พี่สาวมารับที่สนามบิน … เราหลับตา
นั่งคิดถึงเรื่องราวในวันวานที่ผ่านมาในประเทศที่พึ่งจากมาได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง
เอื้อมมือจับไปที่ท้องของตัวเอง มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วนะ
เรามีอีกชีวิตอยู่ในร่างกายที่ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด ถึงแม้จะตัวคนเดียวก็ตาม เราก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
น้ำตาใสๆไหลรินออกมาจากดวงตาอีกครั้ง หลังจากคิดถึงเรื่องที่พบเจอมา
เราปาดมันออกเป็นครั้งที่สิบกว่าๆได้ของวันนี้  ตลอดเวลาที่นั่งเครื่องเราเอาแต่ร้องไห้จริงๆค่ะ
เราคิดถึงโอลิวี บางทีเราก็คิดว่าตัวเองคิดผิดที่กลับมาไทย
เพราะความหวังจริงๆค่ะ ความหวังว่าถ้าหากเขารู้เรื่องลูก เราอาจจะได้กลับมารักกันอีก
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง แค่พูดแค่คุยกับเขาสักคำ เรายังทำไม่ได้เลย
ไม่นาน พี่แพทก็มารับค่ะ ทันทีที่เราเจอพี่สาว เราโผกอดแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย
และวันนั้น เราตัดสินใจบอกเรื่องที่เราท้องกับพี่แพทค่ะ
พี่แพทตกใจมาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย ก็บอกว่าเรื่องที่ผ่านมาแล้วให้แล้วไป
จำไว้ว่าตอนนี้เราไม่ได้เป็นตัวคนเดียวเหมือนที่เคยแล้ว จะทำอะไรก็ให้คิดดีๆ
ส่วนเรื่องเรียนมหาลัย พี่แพทบอกว่าปีนี้ให้เราดรอปไปก่อนปีนึง เพื่อคลอด
พี่แพทจะช่วยคุยกับแม่ให้ แต่เราบอกให้พี่แพทอย่าบอกเรื่องนี้กับแม่ค่ะ
เราไม่รู้ว่าทำไม เราไม่อยากให้แม่รู้เลยค่ะ เรากลัวเขาผิดหวัง
กลัวทุกอย่าง กลัวไปหมด
พี่แพทจึงขอรับอาสาเป็นแม่เด็กในท้องเราให้เอง เพราะพี่แพทยังไม่มีลูกแต่แต่งงานแล้ว
แม่เราก็ย้ำนักหนาว่าเมื่อไรจะมีหลานให้แม่สักที แต่พี่แพทก็ยังไม่พร้อม
จะให้ลูกเราเรียกพี่แพทว่าแม่ พี่แพทเป็นแม่ ตอนแรกเราก็ลังเลค่ะ 
แต่สุดท้ายเมื่อคิดถึงอนาคตของเราและลูกก็เลยตอบตกลงไป
คงไม่มีใครอยากให้ลูกเกิดมาไม่พ่อใช่มั้ยคะ
คงไม่มีใครอยากให้คนอื่นรู้ว่าท้องไม่มีพ่อตั้งแต่เรียนมอปลาย
ตลอดเวลารอคลอด เราก็ช่วยพี่แพททำธุรกิจค่ะ วันๆเราก็ไม่ไปไหน อยู่แต่บ้านพี่กับคอนโดเก่าแม่
ไปเที่ยวบ้างนิดหน่อย แต่พอท้องเริ่มใหญ่ก็ไม่ได้ไปไหนมากค่ะ
ยังดีที่มีพี่แพทคอยดูแลตลอด แล้วเราก็ยังติดต่อกับเพื่อนที่ฝรั่งเศสอยู่เนืองๆ
แต่ก็ยังคงไม่มีใครรู้เรื่องที่เราท้อง แม้แต่แม่ของเราเอง

 

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

 

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

 

 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ต่อกันนะคะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันค่ะ หัวเราะ

จนครบกำหนด 9 เดือนค่ะ

เราคลอดลูกชายค่ะ แต่ที่จริงรู้นานแล้ว่าลูกเป็นลูกชาย
เพราะไปอัลตราซาวน์ ตอนที่รู้นี่ดีใจมากเลย ใจอยากได้ผู้ชายอยู่แล้ว
พี่แพทกับสามีก็ดีใจค่ะ ตั้งชื่อจริงชื่อเล่นให้เสร็จสรรพเรียบร้อย
ตอนเดือนหลังๆนี่ เราอ้วนมากเลย หนักเพิ่มขึ้นยี่สิบสองโล จากที่เคยเป็นคนตัวเล็กมากๆ
พี่แพทก็บำรุงกันเต็มที่ค่ะ นมเอย นู่นนี่นั่น แพ้ท้องก็หาอะไรมาให้กิน เป็นกำลังใจให้ในวันที่ท้อ
ถ้าไม่มีพี่สาวคนนี้ เราไม่รู้เลยค่ะว่าชีวิตเราตอนนี้จะเป็นยังไง
ถึงจะผ่านมาหลายเดือน เราก็ยังคงคิดถึงโอลิวีอยู่ไม่เปลี่ยนไปเลย
ถึงจะไม่ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนแต่ก่อน แต่ทุกครั้งที่มองเห็นท้องโตๆของตัวเอง
ก็คิดถึงแต่เขาค่ะ มองเห็นพี่แพทกับสามีรักกันดี มีครอบครัวที่อบอุ่นและน่ารัก
อดน้อยใจในโชคชะตาตัวเองไม่ได้จริงๆ
เคยคิดหลายครั้งว่าถ้าหากมีโอลิวีอยู่ข้างๆ คอยดูแลนี่คงมีความสุขมากเนอะ
แต่สุดท้ายแล้ว คนเราก็ต้องยอมรับความจริงค่ะ
จะหนักหนาแค่ไหนก็ต้องอยู่ ต้องอดทน ต้องยอมรับมันให้ได้
เราคลอดลูกโดยเลือกใช้วิธีการบล็อกหลัง เป็นวิธีฉีดยาชาไปที่สันหลัง ทำให้รู้สึกชาไม่มีความรู้สึกตั้งแต่ช่วงเอวลงไป
ตอนรอคลอดนี่ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเลยค่ะ 
ทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้นผสมกันไปหมด
พอพยาบาลมาตรวจว่าปากมดลูกเปิดแล้ว ก็นอนพักหายใจยาวๆ จนตีสี่ก็เข้าห้องคลอด
ตอนคลอดนี่เป็นความเจ็บที่ไม่รู้ลืมเลยค่ะ นี่ขนาดบล็อกหลังแล้วยังเจ็บอยู่
นึกไม่ออกจริงๆว่าถ้าหากคลอดธรรมชาติจะเจ็บปวดขนาดไหน
มันให้ความรู้สึกเหมือนปวดอึมากๆค่ะ แต่เป็นปวดอึที่แสนเจ็บปวด
มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ มันเจ็บๆหายๆ แต่พอเบ่งออกมาได้นี่โล่งเลยค่ะ
ยิ่งวินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าลูกชาย ความเจ็บละลายหายไปหมด
แต่กลับเห็นเป็นหน้าโอลิวีซ้อนขึ้นมาอย่างนั้น เราน้ำตาไหลเลยค่ะตอนเห็นหน้าลูก
..เขาเหมือนพ่อของเขาจริงๆ
หลังจากคลอดเสร็จ ฟักพื้นไม่นานแผลก็หายเจ็บ จำได้ว่าประมาณหนึ่งอาทิตย์
เราให้นมลูกเองค่ะ ช่วงนั้นก็เลี้ยงลูกช่วยกันกับพี่แพท 
ลูกบอกชื่อลูกเราค่ะ ชื่อน้อง ไอวี่ ค่ะ เราเป็นคนตั้งเอง ส่วนชื่อจริงพี่แพทกับสามีเขาตั้งให้
ที่ให้ชื่อนี้ จริงๆอยากให้คล้องกับชื่อพ่อเขา นึกชื่ออะไรไม่ออกเลยจริงๆ
นอกจากตัว อ กับ ว  ในตอนนั้น ก็เลยได้ชื่อนี้มา
น้องไอวี่ตอนทารกนี่เลี้ยงยากมากกก ร้องไห้เก่งมากค่ะ ยิ่งดึกๆนี่มาแล้วว หิวนมไม่รู้จักเวล่ำเวลาจริงๆ
เราไม่ได้นอนเต็มอิ่มซักคืนเลยค่ะ ต้องตื่นกลางดึกมาให้นมน้องตลอด
ช่วงนั้นก็ลดความอ้วน ดูแลตัวเองไปด้วย เพราะต้องเตรียมตัวเข้ามหาลัย 
ขอหุ่นดีนิดนึง แต่พอคลอดน้องเสร็จ เราก็ผอมลงไปเยอะมาก
ไม่นานก็ตัวเล็กค่ะ อาจไม่เท่าแต่ก่อน แต่ก็เล็กลงจากเดิมมาก ดูไม่เหมือนคนลูกหนึ่ง
พอใกล้เปิดเทอม เราก็ไปสมัคร มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพค่ะ
เราเลือกเรียน คณะบริหารค่ะ เพื่อจะจบมาช่วยธุรกิจของพี่แพทด้วย
ช่วงรอเปิดเทอมเราก็เลี้ยงน้องไอวี่ ช่วยงานพี่แพทบ้าง แม่เราก็ส่งเงินมาให้ทุกเดือนค่ะ
พอเปิดเทอม  พี่แพทก็เป็นคนเลี้ยงน้อง รวมถึงจ้างพี่เลี้ยงด้วยค่ะ
เพราะต่างคนต่างไม่ค่อยมีเวลาเท่าไร  มหาลัยเราเรียนหนักมาก มีเรียนปรับพื้นซัมเมอร์
เรียนพิเศษนู่นนี่นั่น แต่ยังดีที่เราได้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส จึงค่อนข้างได้เปรียบคนอื่นจึงไม่ต้องลงเรียนบางตัวค่ะ
ชีวิตในมหาลัยก็สนุกดีค่ะ เรียบๆง่ายๆสบายๆ มีสนุกบ้างแต่ก็ไม่ท่าชีวิตในปารีส
เราย้ำกับตัวเองเสมอว่าเราจะไม่พลาดเหมือนที่เคยผ่านมา
ก่อนเราจะทำอะไร เราคิดแล้วคิดอีกเสมอค่ะ เพราะเราไม่ได้เป็นเพียงวัยรุ่นอายุ 19 ธรรมดาๆ
เรามีลูกแล้ว เรามีภาระที่ต้องดูแล ถึงพี่แพทจะเป็นแม่ให้  แต่ในความรู้สึกเรา เขาคือลูกของเราค่ะ
เพื่อนที่มหาลัยไม่มีใครรู้ว่าเรามีลูกแล้ว 
พี่แพทบอกว่าปิดไว้จะเป็นการดีกว่า เราก็เห็นด้วย จึงไม่ได้บอกใคร
ส่วนเพื่อนคนไหนมาบ้าน เห็นเด็ก ก็บอกว่าเป็นลูกพี่สาว เพื่อนก็ไม่มีใครเอะใจอะไร
ส่วนเรื่องหนุ่มๆเหรอคะ ก็มีเข้ามาบ้าง แต่เราไม่เปิดรับใครเลยค่ะ
เราบอกตรงๆว่าเรายังลืมโอลิวีไม่ได้ ทุกครั้งที่มองหน้าลูกเราก็คิดถึงแต่เขา
ใครเข้ามาจีบ เราปฎิเสธทุกคนค่ะ พี่แพทก็เตือนเรื่องนี้ พี่เขาไม่ได้ห้ามเลยค่ะ
พี่เขาบอกว่า คนดีๆยังมีอีกเยอะ อย่าปิดโอกาสตัวเองกับแค่ผู้ชายคนเดียว
แต่จริงๆเราไม่ได้ปิดโอกาสตัวเองนะ  เราก็คุยบ้าง แต่เราไม่ชอบจริงๆค่ะ
ไม่รู้ว่าแย่มั้ย เราชอบเอาผู้ชายที่เข้ามาคุย ไปเปรียบเทียบกับโอลิวีทุกคน
ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้เลยค่ะ เราจึงไม่คบใคร ไม่สนใจผู้ชายคนไหน
จนเราขึ้นปี 2 เราได้เลือกเรียนวิชาเสรี และเราก็ได้พบกับผู้ชายคนนึงค่ะ..

เดี๋ยวมาต่อนะคะ

 

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

 

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

 

 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ต่อค่ะ


เราเลือกวิชาเสรี เป็นวิชาภาษาฝรั่งเศส เพราะเรามีความรู้ พูดได้ เลยคิดว่าน่าจะเรียนเก็บเกรดได้ไม่ยากค่ะ
ในคลาสส่วนมากเป็นคนไม่ค่อยมีพื้นฐานกันเท่าไร เพราเป็นวิชาเลือกเสรี
ส่วนมากก็มีแต่นักศึกษาคณะอื่นที่ไม่ใช่ศิลปะศาสตร์(คณะที่เรียนเกี่ยวกับภาษา)เข้ามาเรียน
คลาสแรกเราเข้าไป มีนศประมาณ 20 กว่าคนค่ะ
อาจารย์ก็ถามว่าใครมีพื้นฐานหรือพูดฝรั่งเศสเป็น ใครเคยไปอะไรแบบนี้
เราก็ไม่ได้เสนอตัวเองนะ แต่เพื่อนข้างๆเราน่ะสิ มันรู้ มันก็เลยยกมือบอกอาจารย์ว่าเราๆๆ
เราก็เลยได้เล่าว่าเราเคยไปอยู่ปารีส 3 ปี แล้วก็พูดภาษาฝรั่งเศสให้เพื่อนฟัง
เพื่อนๆทั้งชั้น โหหหหห กันเป็นแถวเลยค่ะ
พอเราพูดจบ อาจารย์ก็ถามต่อว่ามีใครพูดได้อีกมั้ย 
ก็มีผู้ชายคนนึงยกมือขึ้น เขาเป็นคนจัดว่าหน้าตาดีคนนึง สูงโปร่ง ผิวแทนแบบนักกีฬา
ดูจากบุคลิกไม่น่าดูเป็นคนพูดฝรั่งเศสได้ 
เขาเล่าว่า เขาเคยไปฝรั่งเศส 1 ปีค่ะ แล้วเขาก็พูดฝรั่งเศสฉอดๆ สำเนียงเทียบกับคนฝรั่งเศสได้เลย
ไม่น่าจะไปแค่ปีเดียว แตเหมือนไปอยู่มาหลายปีมากกว่า
เขาชื่อ ธีร์ ค่ะ 
หลังจากคลาสนั้นก็ปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 
จนคลาสต่อไป อาจารย์ให้งานเป็นกลุ่ม โดยให้นับ 1-4 เรียงไปเรื่อยๆ
ใครนับเลขดียวกันก็อยู่กลุ่มเดียวกัน เราบังเอิญได้อยู่กลุ่มเดียวกับธีร์ค่ะ
โดยกลุ่มนึงมี 4-5 คน เราเริ่มสนิทกับธีร์ตั้งแต่ตอนนั้นค่ะ
ก็มีแลกเบอร์กัน ไปกินข้าวกลางวันกันบ้าง แต่เขาไม่ได้ออกตัวว่าจีบเราจริงจัง
แต่มันส่งข้อความมา แบบกินข้าวด้วยนะครับ ตื่นนอนยังเอ่ย อะไรแบบนี้ทุกวันเลยค่ะ
เขาเป็นคนเงียบๆ นิ่งๆ  แต่ดูเป็นคนอบอุ่น เป็นผู้ใหญ่ และมีความรับผิดชอบมาก
เขามีทั้งส่วนเหมือนและต่างกับโอลิวี โอลิวีจะเป็นคนร่าเริง คุยเก่ง น่ารัก เฮฮา
ส่วนเขาจะออกแนวเงียบๆขรึมๆมากกว่า
ส่วนที่เหมือนกันก็คือ ความเป็นผู้ใหญ่ค่ะ ความจริงจังในความรัก เขาทั้งสองจะชัดเจนมาก
เรากับธีร์คบกันไปแบบเพื่อนประมาณเกือบปีค่ะ เขาก็สารภาพว่ารักเรา แล้วก็ขอเราคบ  
เอาจริงๆคือเรารู้สึกดีกับธีร์มากนะ เขาเป็นคนดี ดูแลเราได้ จัดว่าเป็นผู้ชายที่โอเคคนนึงเลย
แต่คำว่า ลูก ยังติดอยู่ในใจเราเสมอค่ะ
เรามีลูกแล้ว แล้วเราสัญญากับตัวเองว่าถ้าหากมีแฟนคนที่สอง เราจะเปิดเผยเรื่องที่เราเคยมีลูก
และเขาคนนั้นจะรับได้หรือไม่ ก็คงต้องปล่อยไป เราไม่อยากโกหกค่ะ 
แต่ตอนนั้นเราก็เซย์...ไปนะ เพราะใจนึงเราก็ชอบเขามากๆ
และกลัวว่าถ้าหากปฎิเสธคงต้องเสียเขาไปอย่างแน่นอน
หลังจากที่คบกัน เขาหวานกับเรามากกว่าเดิมอีกค่ะ ดูแลเทคแคร์ดีมากๆ
แถมพาเราไปเปิดตัวที่บ้าน พ่อแม่เขาน่ารักมากค่ะ บ้านก็ค่อนข้างมีฐานะเลย
พ่อแม่เขาก็ใจดีกับเรามากด้วย แบบชวนเราไปทานข้าวที่บ้านตลอด
แต่ยิ่งคบ เราก็ยิ่งรู้สึกผิด เราปิดบังเขา แล้วเรื่องที่ปิดบังก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่บอก  ก็ยังคบต่อไป แต่เราตั้งใจไว้ว่า จะบอกเขาแน่นอนค่ะ 

*วนมาถึงเรื่องแม่บ้างนะคะ แม่เรารู้แล้วค่ะ ว่าหลานของแม่คือลูกเรา
แม่เรากลับมาเยี่ยมหลานที่ไทย เราไม่ได้เป็นคนบอกกับปาก  พี่แพทเป็นคนบอกแม่ค่ะ
น้องไอวี่หน้าตาค่อนฝรั่งมาก ถึงจะนิดเดียว แต่ก็ดูออกค่ะ
น้องผิวขาว ตาน้ำตาล ผมดำ แต่หน้าฝรั่งนิดๆ แถมหน้าไม่ได้เราเลยด้วย
จะหลอกว่าเป็นลูกพี่แพทกับสามี ก็ยิ่งไม่ได้ เลยตัดสอนใจบอกความจริงค่ะ
แม่โกรธมาก ถึงขนาดตามหาตัวโอลิวี  แต่เราขอร้องแม่ว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย
อะไรๆมันคงสายไป แล้วก็ไม่มีประโยชน์แล้ว จนสุดท้ายท่านก็ยอมรับได้ 

ขอยืนยันนะคะว่าเรื่องเป็นเรื่องจริง อาจจะดูนิยายไป แต่มันคือชีวิตเราจริงๆค่ะ
ถ้าบางคนไม่เชื่อเราก็ไม่ได้ว่าอะไรจริงๆนะ ก็แล้ววิจารณญาณค่ะ
เดี๋ยวมาเล่าต่อนะคะ จบคืนนี้แน่ๆค่ะ ไม่เอายาวไปเนอะ

 

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

 

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

มาต่อแล้วค่ะ
ขอโทษนะคะที่ช้าา เพิ่งไปรับไอวี่มาจากโรงเรียน แล้วก็แวะทานข้าว
กลับมาเปิดกระทู้แล้วตกใจเลย ไม่คิดว่าจะมีคนรออ่านขนาดนี้
ต่อเลยนะคะ

เราคบกับธีร์มาเรื่อยๆจนอยู่ปี4 ค่ะ รักกันดี ทะเลาะกันบ้างเล็กน้อยตามประสา  
ธีร์เคยพบไอวี่แล้วค่ะ เขาเคยไปบ้านพี่แพท (ปัจจุบันเราอยู่คอนโดเก่าแม่) เพราะใกล้มหาลัยมากกว่า
เขาชอบน้องมากค่ะ ชอบเล่นกันมาก เอะอะๆก็เค้าซื้อของเล่น ของกินไปฝากไอวี่นะ 
ตอนนี้ไอวี่ 3 ขวบแล้วค่ะ กำลังซนเลย 
เราให้ลูกเรียกพี่แพทว่า แม่ ส่วนเรียกเราว่า มามี๊ (โตมาน้องคงงงเน้อะ มีแม่สองคน)
ค่ะ เราไม่ขอลงดีเทลรายละเอียดมากเน้อะ
เห็นมีคนบ่นว่าลงแต่น้ำเยอะไป ขอเนื้อเยอะหน่อย 5555 ขอโทษนะคะ พิมเล่าไปมันก้เพลิน
ขอเล่าไปถึงตอนเรียนจบเลยนะคะ เรียนจบมาเราก็ยังคงคบกับธีร์อยู่ค่ะ
เราทำงานอยู่ที่บริษัทของสามีพี่แพท ส่วนธีร์เค้าก็ช่วยพ่อแม่ทำธุรกิจที่บ้าน
เราคบกับธีร์ได้ 4 ปีครึ่ง เขาก็มาขอเราหมั้นค่ะ พ่อแม่เขาก็ยินดีเพราะเราหน้าที่การงานก็ค่อนข้างโอเค
การศึกษาโอเค เข้ากับพ่อแม่เขาได้
แต่เรามีเรื่องลูกเข้ามาทำให้หนักใจ เรายังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเขา
เราเคยคิดนะคะว่าจะบอก แต่พอถึงเวลาแล้ว เราก็ไม่กล้าทุกที
แต่วันนั้น เราตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดค่ะ บอกเขาว่าไอวี่ เป็นลูกของเรา
ตอนแรกเขาไม่เชื่อค่ะ เขาคิดว่าเราอำเล่น
แต่เราก็ยืนยันค่ะ เราร้องไห้ออกมา พร้อมบอกว่าขอโทษเขา
เขาเริ่มตลกไม่ออก แล้วพูดว่า ทำไมไม่บอกเขาตั้งแต่แรก ? ทำไมปล่อยไว้นานขนาดนี้
เราพูดอะไรไม่ออกจริงๆ นอกจากคำว่าขอโทษ แล้วก็บอกเขาว่า ถ้าเขารับไม่ได้จริงๆ เลิกกับเราก็ได้ เราผิดเอง
ธีร์ทำหน้าเครียดมาก ก่อนจะลุกขึ้น แล้วบอกว่า กลับเถอะ เดี๋ยวไปส่งที่บ้าน
ใจเราร้อนรุ่มมากค่ะ เราร้องไห้ตลอดทาง เราคิดในใจว่ายังไงเขาคงจะรับไม่ได้
เรื่องของเรากับเขาคงจะจบกันวันนี้
แต่เราเตรียมใจมาแล้วล่ะค่ะ ไม่ว่าเขาจะรับได้หรือไม่ได้ 
ความจริงก็คือความจริง เราทำอะไรไว้ก็ต้องยอมรับผลของการกระทำนั้น
เขาขับรถมาส่งเราที่บ้าน โดยไม่พูดอะไรกับเราสักคำ  เราก็เอาแต่นั่งน้ำตาไหล
เปิดประตูเข้ามาในบ้าน ไอวี่วิ่งมาหาเรา แล้วพูด “มามี๊กลับมาแล้ววว มามี๊”
พอเขาเห็นเราร้องไห้ก็มากอดเรา “มามี๊เป็นอะไรครับ ใครทำอะไรรมี๊ บอกวี่เร็วววว”
เราร้องไห้หนักกว่าเดิมอีกค่ะ เรากอดลูกไว้แล้วร้องไห้ วันนั้นคิดถึงแต่เรื่องเก่าๆค่ะ
คือคิดว่าไม่น่าทำแบบนั้นเลย วันนี้คงไม่เป็นแบบนี้ อะไรอย่างนั้น
หลังจากวันนั้น ธีรหายไปค่ะ เขาไม่ติดต่อกลับมาเลย
อาการเก่าๆกลับมาอีกครั้ง เราเฮิร์ทเหมือนครั้งก่อน แต่ไม่ได้ขนาดนั้น
นี่ก็เป็นเพราะลูกค่ะ ถ้าไม่มีเขาเป็นกำลังใจ เราคงไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงตอนนั้น
เราก็ไม่กล้าพอที่จะติดต่อธีร์กลับไปจริงๆค่ะ เพราะเราเป็นคนผิดเต็มๆ 
เราคิดแค่เพียงว่า ถ้าหากเขารักเราจริง และรับเรื่องราวเหล่านั้นได้ เขาก็คงติดต่อกลับมาเอง
หลังจากนั้นเกือบ2อาทิตย์ 
ธีร์มาหาเราที่บ้านค่ะ เราตกใจบวกกับดีใจมากที่ในที่สุดเขาก็กลับมา
ทั้งๆที่เราทำใจไว้แล้วว่ายังไงเขาคงไม่กลับมา แต่นี่เกินคาดจริงๆ
เขากลับมาบอกเราว่า เขารับได้ ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง เขารับได้หมด เพราะเขารักเรา
เราดีใจมากจนไม่รู้จะพูดยังไงเลยค่ะ 
เขาบอกว่า ยังไงเขาก็จะไม่ถอนงานหมั้น ที่หายไปคือเขาไปตั้งสติค่ะ เรื่องมันเร็วมากจนตั้งหลักไม่ทัน
แต่เขาบอกว่า เขาขอไม่บอกเรื่องน้องไอวี่กับพ่อแม่เขา เพราะกลัวท่านรับไม่ได้
เราก็โอเคค่ะ เขาว่ายังไงก็ว่าตามนั้น
หลังจากนั้น เราก็คบกันเรื่อยๆค่ะ (วางแพลนว่าอีก3เดือนจะหมั้นค่ะ)
ธีร์ใจดีกว่าที่เราคิดมาก เขาให้ไอวี่เรียกเขาว่า ปาป๊า ด้วยค่ะ
เขายังคงเอ็นดู รักลูกเราเหมือนเดิม เราซึ้งใจจนไม่รู้จะพูดยังไงจริงๆ


ตอนหน้าจบแล้วค่ะ สัญญา
ตอนแรกจะอัพให้จบทีเดียวเลย แต่พิมไปก้ย้าวยาววว เห็นคนรอเยอะเลยลงก่อนค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามให้กำลังใจกันนะคะ

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

มาตอบคำถามเรื่องการคลอดลูกนะคะ

เราโดนบล๊อกหลังจริงค่ะ หมอบอกว่าเป็นการระงับการเจ็บปวดอะไรซักอย่าง
เราคลอดโดยการเบ่งค่ะ ไม่ได้ผ่า ไม่รู้อะไรยังไงนะคะ 
พี่แพทพี่สาวเราป็นคนบอกคุณหมอค่ะ  เพราะก่อนไม่บล๊อกเราปวดมาก
แล้วข้อมูลทางการแพทย์ การคลอดธรรมชาติแบบบล๊อกหลังมีนะคะ ^^
เราสอบถามจากแม่เรา แม่เราก็บล๊อกหลังคลอดเราค่ะ

แอบงงเลย .. มาบอกว่าเราแต่งเรื่อง ไม่ได้แต่งนะคะ ยืนยันหลายรอบแล้วค่ะ
แต่นานาจิตตังค่ะ ไม่ว่ากันเนอะ

(รูปประกอบไม่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหา แค่เอามา เอาใจชาว โพสจังเท่านั้นเอง)

(เห็นว่า เว็บนี้มีเกย์ 80%)

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

กระทู้ ยัง เล่าไม่ จบนะครับ แล้วถ้ามี อัพเดท ผมจะเอามา ต่อให้ ที่เอามานี่ เผื่อมี คนสนใจนะครับ ถ้าไม่สนใน แนะนำ กากบาท ออกครับ

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ชอบ ก็ กด ให้คะแนนด้วยนะ ค๊าฟฟฟฟฟ

ไม่ กด มี งอล 555+

จงกดๆๆๆๆๆๆ 555+

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
288 VOTES (4/5 จาก 72 คน)
 
ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย เมื่อแฟนเก่ากับแฟนใหม่เป็น...กันค่ะ
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ตร.ไมอามี่ คุกเข่าขอให้ประชาชนให้อภัย หลังเกิดเหตุจลาจลทั่วทั้งสหรัฐฯดราม่า ช่วยกวางดาวจากการเขมือบของงูเหลือม ช่วยกวางทำไม เป็นวัฏจักรห่วงโซ่อาหารเจ้าของโรงแรมภูเก็ตถอดใจ ประกาศขายโรงแรม 5 ดาวนักลงทุนต่างชาติสนใจเทคโอเว่อร์ กดราคาต่ำกว่า 50%สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งทรงฉายพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเจตซุน เปมา วังชุก และเจ้าฟ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมาร พร้อมทั้งพระราชโอรสพระองค์ที่ 2ไหนๆ ใครรู้จักท่า "พับเป็ด" ธรรมเนียมการถวายตัวบ้างจาการ์ตาเมืองหลวงของอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในเมืองสลัมที่ใหญ่ที่สุดในโลก !!เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓(ชุดใหม่)​27 ภาพความหายนะที่ยังคงสร้างคำถามว่ามันเกิดจากความโชคร้ายหรือความโง่เขลากันแน่?เบื่อเกาหลี มาทางนี้ค่ะ พม่าบ้านๆ ดิบๆ Ep2.ห้องชุดที่เพิ่งสร้างเสร็จมีคนเข้าอยู่ไหมสถานีกลางบางซื่อ..ยุคลุงตู่ทำงานรวดเร็ว สำนักพุทธฯ ให้แก้ภาพ "สิตางศุ์ ตำนานส้มหยุด" บนผนังวัด ชี้บิดเบือน ให้เปลี่ยนท่า
ตั้งกระทู้ใหม่