ที่มาสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550
รัฐธรรมนูญฯ ได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 150 คน โดยมีที่มา 2 ประเภท (มาตรา 111) ได้แก่
1) สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนในแต่ละจังหวัด ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 112 กำหนดให้เลือกตั้งจากผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละหนึ่งคน จำนวนทั้งหมด 76 คนโดยกำหนดให้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และในแต่ละจังหวัดจะมีสมาชิกวุฒิสภาได้จังหวัดละ 1 คน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หนึ่งเสียงและให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งเงื่อนไขในการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ผู้ลงสมัครสามารถหาเสียงได้เฉพาะที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาเท่านั้นเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา
2) สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา จำนวน 74 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่กำหนดให้เท่ากับจำนวนของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งหักด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีที่มาจากคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ประกอบไปด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวน 1 คน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวน 1 คนเป็นกรรมการ (มาตรา 113)
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภาหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยมีเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้ (มาตรา 115 )
1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
4.1) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
4.2) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
4.3) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
4.4) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
4.5) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกิน 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
4.6) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ
เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกิน 5 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
หรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 102 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (11) (12) (13) หรือ (14) [1]
4.7) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกิน 5 ปี
4.8) สมาชิกวุฒิสภาจะเป็นรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมิได้ และผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกิน 2 ปีจะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้เช่นกัน(มาตรา 116)
ที่กำลังจะแก้ไข
|
รายงานการเมือง ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว ว่าในการประชุมร่วมรัฐสภาวันอังคารที่ 20 สิงหาคมนี้ ที่ประชุมจะพิจารณาระเบียบวาระเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมเพียงร่างเดียว คือร่างแก้ไขรธน.ในเรื่อง “ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” โดยเบื้องต้นวิปรัฐบาลกำหนดกรอบการอภิปรายให้ไว้ก่อน 2 วันควรต้องจบคือ 20-21 สิงหาคม โดยจะไม่มีการพิจารณาพ่วงร่างแก้ไขรธน.รายมาตราอีกสองร่างที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว และถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมร่วมรัฐสภาคือ 1.ร่างแก้ไขรธน.เพิ่มเติมมาตรา 68 ที่เป็นเรื่องการให้อำนาจกับประชาชนในการใช้สิทธิปกป้องการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯและมาตรา237 ที่ยกเลิกการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิการเมืองห้าปีกรรมการบริหารพรรคแบบเหมารวมหมด และ2.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรธน.มาตรา 190 ซึ่งเป็นเรื่องการทำข้อตกลงหรือหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบก่อน โดย 2ร่างหลังก็ให้เสียบคาไว้รอจ่อคิวเข้าเร็ววาระ 2 เร็ววันนี้ ไม่รู้ว่าที่วิปรัฐบาลขีดเส้นให้อภิปรายกันแค่สองวังสองคืนจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะดูจากจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-ส.ว.ทั้งสรรหาและเลือกตั้งที่ได้ยื่นขอสงวนคำแปรญัตติต่างก็จะขอใช้สิทธิ์ขึ้นอภิปรายเท่าที่เห็นก็เฉียด 202 คนขึ้นไปแล้ว ต้องดูกันว่าการอภิปรายจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าจะฉะกันเละเป็นสงครามน้ำลายในเวทีประชุมครั้งนี้แน่นอน เนื่องจากสาระสำคัญของร่างแก้ไขรธน.ในเรื่องที่มาของส.ว.สรุปก็คือให้ต่อไปมีแต่สว.เลือกตั้ง 200 คน ไม่ให้มีส.ว.สรรหาอีกต่อไป จากปัจจุบันที่รธน.ให้มีส.ว.มาจากสองทางคือมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ1 คนและจากการสรรหาอีก 73 คน อย่างไรก็ตามร่างดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบกับส.ว.สรรหาที่ทำหน้าที่อยู่เวลานี้คือก็ให้สว.สรรหาที่มีอยู่ตอนนี้ 73 คนก็ยังทำหน้าที่ได้ต่อไปจนครบวาระ ที่เหลือเวลาอีกประมาณร่วมๆ 3 ปี ขณะที่ส.ว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันที่จะหมดวาระ 2 มีนาคม 2557 ก็จะได้สิทธิลงสมัครต่อได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคอย่างที่รธน.ปี 50 ล็อกสกัดไว้ ที่น่าสนใจก็คือในร่างของกมธ.ชุดแก้ไขเรื่องที่มาของส.ว.ที่มีสามารถ แก้วมีชัยส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน ปรากฏว่ามีการไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายละเอียดสำคัญของร่างดังกล่าวที่แตกต่างจากรธน.ฉบับ 2550 รวมถึงแก้ไขไปจากร่างเดิมที่ผ่านรัฐสภาในวาระแรก นั่นคือในส่วนของมาตรา 115 ในรธน.ฉบับปัจจุบันที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่อง บุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. กรรมาธิการไปตัดออกยกทิ้งของเดิมหมดเช่น ในเรื่องที่ว่าผู้ลงสมัครส.ว.ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รธน.ปัจจุบัน พวกเมียส.ส.หรือเมียรัฐมนตรี หรือว่าผัวส.ส.หญิงในสภาฯ หรือลูกชาย-ลูกสาว ส.ส.เวลานี้จะไปลงสมัครส.ว.ไม่ได้ หากจะลงต้องให้ผัวหรือเมียส.ส.ที่ทำหน้าที่อยู่ต้องลาออกเพื่อให้ตัวเองได้มีสิทธิ์ลงสมัครส.ว. ซึ่งเจตนารมณ์ของผู้ร่างรธน.ปี 50ที่เขียนบล็อกเอาไว้ก็เพื่อไม่ให้เกิดสภาพ “สภาผัวสภาเมีย-สภาเครือญาติ-สภาหมอนข้าง”ขึ้นในสองสภาฯทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ในร่างของกมธ.ตัดส่วนนี้ออกไปทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ตัดเรื่องว่าผู้จะลงสมัครส.ว.ต้องไม่เป็นส.ส.-ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่เป็นรัฐมนตรี แต่หากเคยเป็นส.ส.-สมาชิกพรรคการเมืองหรือรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมดมาแล้วไม่เกินห้าปีจนถึงวันรับสมัครรับเลือกตั้ง ตรงนี้อธิบายให้เห็นภาพก็คือสมมุติ มี
ส.ส.เวลานี้ หากถึงเดือนมีนาคมมีการเลือกส.ว.ก็สามารถลาออกไปลงสมัครเป็นส.ว.ได้เลย โดยลาออกวันนี้พรุ่งนี้ไปสมัครส.ว.เลย ไม่ต้องรอเว้นช่วงห้าปีอย่างที่รธน.ปี 50บัญญัติไว้ ซึ่งร่างเดิมที่ผ่านรัฐสภาวาระแรกก็ไม่ได้ตัดส่วนนี้ออกไปแต่มาแก้ไขในชั้นกมธ. เท่ากับว่า สภาสูงยุคถัดไปต่อจากนี้หลังมี.ค. 57 ก็จะเป็นฐานสำคัญทางการเมืองของพรรคการเมือง-นักการเมืองที่จะส่งคนของตัวเองเข้าไปยึดกุมสภาสูงได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะสองพรรคใหญ่คือเพื่อไทย ที่ก็คาดว่าจะได้เปรียบในการคุมพื้นที่สว.ภาคเหนือ-อีสาน ขณะที่ประชาธิปัตย์ก็ได้ในพื้นที่ภาคใต้ สุดท้ายวุฒิสภาที่หัวใจสำคัญคือต้องเป็นสภากลั่นกรอง สภาพี่เลี้ยง ต้องอิสระเป็นกลางทางการเมืองให้มากที่สุด ก็จะหมดไปทันที อาจมีสภาพย้อนกลับไปเป็น “สภาทาส”แบบเมื่อปี 43 อีกครั้งแน่นอน แม้จะเริ่มมีเสียงไม่เห็นด้วยจากพวกส.ว.เลือกตั้งบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการไป “ปลดล็อก”เรื่องให้ผัวและเมียหรือลูกของ ส.ส.หรือพวกส.ส.และสมาชิกพรรคการเมืองลงสมัครส.ว.ได้ทันที จนอาจมีการต่อรองล็อบบี้กันในช่วงก่อนการลงมติในมาตราดังกล่าวเพื่อขอให้คงล็อกบางอย่างเอาไว้ เช่นต่อรองให้ว่าคนลงส.ว.ต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างน้อยสัก 1 ปีหรือ 2 ปีก่อนถึงจะลงสมัครส.ว.ได้ ภาพจะได้ออกมาดูดีขึ้นหน่อยว่าปลอดจากการเมืองพอสมควร หรือไม่ก็ให้เฉพาะบุพการี-บุตรของส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองลงสมัครส.ว.ได้เท่านั้น แต่”ผัว-เมีย”ห้ามเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการฟื้นสภาผัวเมียขึ้นมา ซึ่งก็มีการยื่นขอแปรญัตติกันไว้แล้วในชั้นกมธ.โดยมีรายละเอียดการขอแปรญัตติแตกต่างกันไป จากจำนวนผู้ยื่นแปรญัตติถึง202 คน แต่กมธ.เสียงข้างมากไม่เอาด้วย พวกขอแปรญัตติก็ต้องไปอภิปรายกันในการพิจารณาวาระ 2 ต่อไป ซึ่งคนแปรญัตติหลายคนก็หวังว่าจะทำให้เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นด้วยกับความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ใช่เอาตามร่างของกมธ.ทั้งหมดทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าเบื้องต้นพวกแกนนำเพื่อไทยคุยกันว่าในการโหวตวาระ 2 ที่เป็นการโหวตแบบเรียงรายมาตรา โดยให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นมติ เพื่อไทยจะให้วิปรัฐบาลไปกดปุ่มบอกให้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลให้โหวตตามร่างกมธ.ที่ยื่นเข้ารัฐสภา กระนั้นก็เป็นไปได้หากว่ามีการล็อบบี้จากส.ว.เลือกตั้งบางส่วนที่ใกล้ชิดกับพวกพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางส่วนในร่างกมธ.เพื่อซื้อใจกัน แบบนี้ ก็ไม่แน่ ตอนลงมติ อาจมีการพลิกกลับไปลงมติในบางมาตราที่ผิดไปจากร่างของกมธ.ก็ได้ แม้ข่าวล่าสุด ดูแล้วแนวโน้มวิปรัฐบาลจะเอาตามร่างกมธ.ทั้งหมด ขณะที่เสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยในร่างดังกล่าวก็มีพอสมควรแต่หลักๆ และแรงสุดคงเป็นพวก “กลุ่มสว.สรรหา-กลุ่ม 40 สว.”ที่ตั้งป้อมค้านหัวชนฝา มีการประกาศแล้วว่า จะขวางทุกช่องทาง โดยจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญหลังผ่านวาระ 3 ที่จะต้องโหวตหลังผ่านวาระ 2 ไปแล้วอย่างน้อย 15 วัน โดยอ้างว่าเป็นร่างแก้ไขรธน.ที่จะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างวุฒิสภาจนทำลายหลักการตรวจสอบและความเป็นอิสระของวุฒิสภา นอกจากนี้ ก็จะยื่นอีกหลายช่องทางเช่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาเนิ่นนาน ดูเหมือนจะไม่เป็นผลในการขัดขวาง
|