หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ชีวิตที่เปรียบประดุจกุหลาบแห่งแวร์ซายส์


โพสท์โดย

 

 

 

 

เจ้าหญิงมารี อังตัวเน็ตต์ พระนามเดิม เจ้าหญิงมาเรีย แอนโธเนีย ประสูติเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ค.ศ.1755 ที่พระราชวังเชินบรุนน์ เวียนนา ออสเตรีย
ท่านเป็นพระธิดาที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดในหมู่พระราชธิดาอีกหลายองค์ 
ประสูติแด่พระเจ้าฟรานซิส1 กับจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา 
พระนางมาเรีย เทเรซา สอนเจ้าหญิงมารี อังตัวเน็ตต์ ตลอดว่า แม้เกิดมามียศใหญ่ ใช่ว่าจะสบาย จะต้องไปสมรสกับกษัตริย์ต่างชาติเพื่อแผ่นดิน เราควรต้องมีความรับผิดชอบและความเสียสละ  
จักรพรรดินีมาเรียเทเรซา พระมารดาของเจ้าหญิงมาเรีย แอนโธเนีย ทรงเป็น     วีรกษัตริย์ที่ทรงเข้มแข็ง มีพระอำนาจแผ่ไปทั่วยุโรปในสมัยนั้น

 

จักรพรรดินีมาเรียเทเรซา

ตรงข้ามกับ พระเจ้าฟรานซิส1 เพราะท่านเป็นกษัตริย์ที่พระทัยเย็น 
อย่างไรก็ตามทั้งสองพระองค์ก็เป็นที่รักของชาวออสเตรียเสมอมา 
นี่คือพระรูปของราชินีเทเรซา

ในวันหนึ่งจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา พระราชมารดาได้กำหนดชีวิตเจ้าหญิงมาเรีย แอนโธเนีย โดยการถวายตัวแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสอันยิ่งใหญ่และหรูหรา (ขณะนั้นยังทรงเป็นเจ้าชายรัชทายาท)
วันที่เจ้าหญิงมาเรีย แอนโธเนีย มีพระชนมายุ 15 ชันษานั้น ก็ทรงเสด็จในฐานะพระคู่หมั้นในขบวนที่ยิ่งใหญ่ ไปยังริมฝั่งแม่น้ำชายแดนออสเตรีย 
ณ ที่นั้น เจ้าหญิงมาเรีย แอนโธเนีย ทรงทำพิธีเปลี่ยนฉลองพระองค์จากเครื่องทรงของออสเตรียเป็นเครื่องทรงตามแบบราชสำนักฝรั่งเศส และเปลี่ยนพระนามจากมาเรีย แอนโธเนีย ซึ่งเป็นภาษาออสเตรีย เป็น เจ้าหญิงรัชทายาท มารี อังตัวเน็ตต์ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส
ทางฝรั่งเศส จัดขบวนต้อนรับเจ้าสาวโดยมีคาร์ดินัล หลุยส์ โรอังเป็นหัวหน้าคณะ ขณะกล่าวต้อนรับโรอัง ได้ใช้ภาษาเยอรมัน (ภาษทางการของออสเตรีย)
เจ้าหญิงทรงตรัสตอบว่าใช้ภาษาฝรั่งเศสกับเราก็ได้ เพราะเราพูดภาษาฝรั่งเศสได้ดีเท่าพวกท่าน
นั่นเป็นเสน่ห์แรกที่ทำให้ประชาชนฝรั่งเศสประทับใจในตัวเจ้าหญิง

 

 

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงพอพระทัยในตัวพระสุณิสา(สะใภ้)มาก เพราะเจ้าหญิงน่ารักน่าเอ็นดู ช่างพูดช่างจา เจ้าหญิงได้พบกับเจ้าชายรัชทายาทเป็นครั้งแรก และได้มีการจัดงานที่พระราชวังแวซายส์ เจ้าหญิงได้ทอดพระเนตรความหรูหรา และความงดงามตระการตาของราชสำนักฝรั่งเศส ผิดกับสำนักออสเตรียที่เต็มไปด้วยระเบียบอันเรียบร้อย อ่อนช้อยของราชสำนัก ทว่างานนั้นทำให้เจ้าหญิงทรงเพลิดเพลินไปกับงานนั้นอย่างง่ายดาย และยังทรงตื่นตาตื่นใจอีกด้วย 
เจ้าหญิงมีพระนลาต(หน้าผาก)กว้างสูง อันแสดงถึงลักษณะของคนที่เฉลียวฉลาด ในตอนแรกทรงเกรงว่าจะทำผมแบบฝรั่งเศสมิงาม
ที่ไหนได้เหล่าบรรดาชาววังต่างพากันไปถอนไรผมเปิดให้สูงเยี่ยงเจ้าหญิงกันมากมายหลายคน

 

 

แรกๆที่เจ้าหญิงมารีอังตัวเน็ตต์ มาอยู่ที่ฝรั่งเศส ใครๆก็รักเจ้าหญิงรัชทายาท และชวนเจ้าหญิงไปเป็นพรรคพวกตน อาทิพระขนิษฐา3พระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่15 แถมพระขนิษฐา3พระองค์ยังยุเจ้าหญิงให้เกลียดมาดามดูบารี พระสนมของพระเจ้าหลุยส์ที่15 ที่พระขนิษฐา3พระองค์ไม่ชอบ อันที่จริงมาดามดูบารีมีนิสัยเรียบร้อย มีความสวยงามทั้งหน้าตา และกริยามารยาท อีกทั้งมาดามดูบารีก็ชอบและเอ็นดูเจ้าหญิงรัชทายาทอยู่ไม่น้อย ทว่าผลสุดท้ายก็มีเรื่องบาดหมางกันจนได้ เจ้าหญิงรัชทายาททรงมีพระอาการดูหมิ่น เหยียดหยาม กับมาดามดูบารี ท่ามกลางประชาชน และพระเนตรของพระเจ้าหลุยส์ที่15 ทำให้พระองค์ขุ่นพระทัยอยู่นาน เรื่องนี้ถูกโจทย์กันไปทั่วราชสำนักฝรั่งเศส ข่าวถูกส่งถึงพระกรรณพระนางมารี เทเรซา ทำให้พระองค์ทรงมีความกริ้วต่อเจ้าหญิงรัชทายาทมาก ถึงกับส่งสาส์นมาตำหนิให้เจ้าหญิงรัชทายาททำดีกับมาดามดูบารี ซึ่งทำให้ชาววังหลายคนไม่พอใจ โดยเฉพาะเหล่า"สมเด็จป้าขาเมาท์แถมชอบยุยงทั้ง3พระองค์" น่ารำคาญที่ราชสำนักฝรั่งเศสพวกชาววังขาเมาท์ในหัวสมองมีแต่เรื่องข่าวโลกีย์  ของหลังม่านวังหลวงไม่พ้นแต่ละวัน เป็นที่รู้ทั่วกันในราชสำนักฝรั่งเศสว่าเจ้าชายรัชทายาทนั้นทรงเป็นชายหนุ่มที่เฉื่อยชา เชื่องช้า เสวยจุ ชอบบรรทม และไม่มีเซ็กซ์กับเจ้าหญิงรัชทายาท

 

 

 

ภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ รูปพระสาทิสลักษณ์ของพระนางมารีอังตัวเน็ตต์ กับดอกกุหลาบ ทรงพระองค์แบบสามัญชน ทรงมีพระทัยอยากเป็นสามัญชน ทรงโปรดภาพนี้มากที่สุด ปัจจุบันภาพต้นฉบับอยู่ในพระราชวังแวร์ซาย 

 

 

พระรูปนี้ท่านทรงแต่งกายแบบสามัญชนที่ยากจน จะเห็นได้ว่าพระนางทรงเทิดทูนดอกกุหลาบมากกว่าเครื่องเพชร พระรูปนี้พระนางมิได้ใส่ฉลองพระศอเลยแม้แต่เส้นเดียว ทรงฉลองเพียงพระมาลาเท่านั้น แต่ก็มิได้เป็นพระมาลาที่หรูหราเท่าใด

 

 

30 เมษายน ค.ศ.1774 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เสด็จสวรรคต เจ้าชายรัชทายาทพระสวามีของเจ้าหญิงมารีอังตัวเน็ตต์ ได้ขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศส เป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และเจ้าหญิงก็ถูกเลื่อนพระยศขึ้นเป็นพระราชินีมารี อังตัวเน็ตต์ ผู้เลอโฉม และหรูหรา 
         มาดามดูบารีหมดวาสนา หม่นหมองและหายตัวไปจากราชสำนักอย่างลึกลับ เพราะก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จะทรงเสด็จสวรรคตมินาน มาดามดูบารีได้อ้อนวอนขอเครื่องเพชรที่"แพงที่สุดในโลก" กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ด้วยความหลงใหล พระเจ้าหลุยส์ที่15 ทรงสั่งช่างฝีมือที่ดีที่สุดไปสรรหาเพชรเม็ดโตๆ น้ำงามที่สุดยุโรป มาทำสร้อยคอ ช่างเพชรชื่อ โบห์เมอร์ นำเพชรที่ดีที่สุดมาถึง600เม็ด เรียงร้อยอย่างสุดฝีมือ เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะถวายพระเจ้าหลุยส์ที่15 ก็ทรงสวรรคตด้วยโรคฝีดาษพอดี
         โบห์เมอร์พยายามที่จะขายสร้อยเพชรเส้นนี้ให้แก่กษัตริย์ และพระราชินีพระองค์ใหม่ เพราะเขาทุ่มเงินทำสร้อยเส้นนี้ไปจนหมดตัว ต้องเป็นหนี้สินมากมาย แต่พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ทรงแสดงความรังเกียจสร้อยเพชรเส้นนี้ว่า"รสนิยมต่ำ" เห็นได้ว่าพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ไม่เคยฉลองเครื่องเพชรเลย ท่านจะฉลองไข่มุกแต่เพียงอย่างเดียว

"สร้อยเพชรอันสูงราคานั้น เหมาะสำหรับคนที่ไร้รสนิยมเท่านั้น!" พระนางทรงตรัสกับโบห์เมอร์อย่างเย็นชา

        อาจจะเป็นเพราะพระนางทรงตระหนักถึงความฟุ่มเฟือยเกินควร และอีกประการหนึ่งทรงครอบครองเพชรเม็ดเม็ดงามที่มีชื่อว่า"Thefrenchblue"ที่เรารู้จักในนาม"Hobdiamond"(Hopแปลว่านำความน่ากลัว)นั้นอยู่ก็ได้

       เพชรเม็ดนี้ถูกนำมาจากหน้าผากเทวรูปในอินเดีย พระเจ้าหลุยส์ที่14 ทรงซื้อพระราชทานแก่พระสนมลับ "มาดามเดอมอง" และตกทอดมาถึงพระนางมารี อังตัวเน็ตต์

       แต่เพชรที่นำความตายมาสู่พระนางไม่ใช่เพชรHob แม้มีบางกลุ่มเชื่อว่าพระนางตายเพราะอาถรรพ์ของเพชรนี้ก็ตาม

เราหันกลับมาดูสร้อยเพชรที่เกือบจะเป็นของมาดามดูบารีกันดีกว่า หลังจากมาดามหายตัวไป ก็มีคนต้องการมันมากมาย รวมทั้ง"มาดาม จีน เดอร์ ลามอตต์"

      นอกจากอยากได้เพชรแล้ว มาดามจีน  ผู้ใกล้ชิดกับคนในราชสำนัก ยังรู้จุดอ่อนของโรอัง(คนที่รักพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ แต่พระนางไม่รัก จนเนรเทศไล่ออกไปจากราชสำนัก)ถึงโรอังจะถูกพระราชินีรังเกียจ แต่โรอังก็รักและหวังจะเด็ดดอกฟ้าอยู่

       มาดามจีน ได้ไปหลอกโรอังว่าอันทีจริงพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ทรงต้องพระทัยสร้อยเส้นนั้นมาก แต่มิกล้าซื้อเพราะมันแพงมาก

       มาดามเจ้าเล่ห์หลอกโรอังจนเชื่อสนิท เพราะมาดามได้ว่าจ้างให้ท่านเคาท์คาลิสไตร มาปลอมลายพระหัตถ์ราชินี ให้ว่าพระราชินีมารีทรงจดหมายถึงโรอัง แถมยังหาหญิงสาวที่คล้ายราชินีมารีมาพบในสวนยามวิกาลทุกคืน

        หลายปีที่โรอังทวงถามสัญญาที่นางตัวปลอมบอกไว้ แถมโรอังยังทวงกับราชินีพระองค์จริง ผลก็คือถูก “ด่า

"มาดาม เดอร์ ลามอตต์"ชื่อเต็มของมาดาม เดอร์ ลามอตต์ มีชื่อว่า"จินนี่ ดอร์ เซนต์ เรมี ลามอตต์ ดอร์ แวร์หลอส(Jeanne de Saint-Remy de Valois)

โรอังเชื่อหัวปักหัวปำ ว่าราชินีมีใจต่อเขา โรอังจึงซื้อสร้อยเส้นนั้นด้วยเงินกว่าพันล้านบาท และมอบให้มาดามจีน มาดามจีนเมื่อได้รับเพชรแล้วก็นำไปให้สามีไปแบ่งขายทันที

        ความจริงถูกเปิดเผยเสียจนหมด แต่ยังไงประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่เชื่อความนั้น เขาเห็น มาดามจีน เดอร์ลามอตต์ เป็นคนดี

        ในสายตาชาวฝรั่งเศส เขามองพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ตรงกันข้ามกับมาดามจีน เดอร์ลามอตต์ เขาบอกว่าพระนางเป็นผู้หญิงแพศยา ใส่ร้ายป้ายสีให้มาดามจีนรับเคราะห์ และซื้อเครื่องเพชรราคาแพงได้อย่างสบายใจ ขณะที่เศรษฐกิจของบ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาวะตกต่ำ อดอยาก ประชาชนในสมัยนี้ส่วนมากจะเป็นขอทานเพราะไม่มีอันจะกิน ผิดกับพวกขุนนางไฮโซที่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย  ทั้งการแต่งกาย อาหารการกิน

มีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านในสมัยนั้นอดอยากยากแค้น  พากันเดินขบวนไปร้องเรียนหน้าพระราชวัง ว่า "เราไม่มีขนมปังจะกิน"แล้ว
ถ้าพูดแบบไทยๆก็คือ  ไม่มีข้าวจะกินแล้ว พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ จะด้วยความซื่อใส ไร้การรับรู้ต่อปัญหาประชาชนจริงๆหรืออะไรก็ตาม  ก็ตอบไปว่า
"ไม่มีขนมปัง ก็กินขนมเค้กสิ
อย่างไรก็ตาม ก็มีนักประวัติศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นภายหลัง
เพื่อใส่สีใส่ไข่ให้ภาพของพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ดูเลวร้าย ชนิดไม่ได้ผุดได้เกิด
เพราะพระนางไม่เคยเอ่ยประโยคนี้เลย

เรื่องของสังฆราชโรอังก็เช่นกัน เป็นเรื่องสิบแปดมงกุฎกลุ่มหนึ่งที่รวมหัวกันต้มตุ๋นท่าน  โดยอ้างชื่อพระนางมารี อังตัวเน็ตต์มาหลอกลวงเอาสร้อยเพชรไปขายกินสบายไป

เรื่องจริงจะเป็นยังไงก็ตาม ราชวงศ์บูร์บองได้มาถึงยุคตกต่ำสุดในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวเน็ตต์

ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16 ได้มีการขอร้องให้พระเจ้าหลุยส์ที่16 ช่วยประชาชน แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกลับออกกฎหมายขึ้นภาษี 

   เหตุการณ์บ้านเมืองในสมัยนี้ปั่นป่วนมาก ข้าฟันกันเป็นรายวัน 

  14 กรกฏาคม เกิดปฏิวัติฝรั่งเศสพระเจ้าหลุยส์ที่16 และพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ หนีออกจากพระราชวังแวร์ซาย ชาววังวิ่งหนีกันชุนละมุน พระเจ้าหลุยส์ 16 และพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ มีพระดำริอยากจะให้ใช้การปกครองแบบเก่า แต่พวกรัฐบาลต้องการการปกครองแบบใหม่คือแบบมีประธานาธิบดี ด้วยเหตุนี้พระเจ้าหลุยส์ที่16 และพระนางมารี อังตัวเน็ตต์จึงหนีออกจากพระราชวัง 

    พอท่านหนีออกจากพระราชวัง พวกทหารเห็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อังตัวเน็ตต์และเหล่าพระบรมวงศ์กำลังจะข้ามไปพรมแดนประเทศอื่น จึงถูกจับ แต่ท่านหนีการจับกุมออกมาได้และคิดจะข้ามพรมแดนอีกครั้ง แต่ก็ถูกจับอีกทีหนึ่ง

     ท่านถูกจับไปขังคุก ประชาชนฝ่ายปฏิวัติจับขุนนางเก่าๆแก่ๆรวมทั้งขุนนางใหม่ๆในการปกครองแบบเก่า รวมถึงจับพวกชาววังมาตัดหัวเสียบประจานไว้ที่หน้าคุก  พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ก็ทอดพระเนตรอยู่ทุกวัน 

     ทุกครั้งที่ท่านทอดพระเนตรศีรษะเหล่านี้พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ถึงกับประชวรพระวาโยทุกครั้งไป

      โดยเฉพาะศีรษะของเจ้าหญิงแลมบลังก์ นางกำนัลผู้ซื่อสัตย์ มีความงดงาม และเรียบร้อยที่สุด ศีรษะของแลมบลังก์ตอนที่พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ทอดพระเนตรเห็น มันเป็นศีรษะที่เน่าเหม็น มีหนอนไชอยู่ทั่ว ผมที่เคยหวีเรียบร้อยกลายเป็นผมยุ่งน่าขนพองสยองเกล้ามาก พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ทอดพระเนตรแล้วถึงกับทรงประชวรพระวาโยกันเป็นการใหญ่ 

       แต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจพระนางปล่อยให้พระนางประชวรอยู่อย่างนั้น พระนางต้องช่วยพระองค์เอง สุดท้ายก็หายได้

คณะปฎิวัติจับกุมพระราชโอรสที่ยังเยาว์ของพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ไปเป็นเด็กล้างจานของมาราต์ หัวหน้าฝ่ายปฎิวัติ พระนางทรงพระกันแสงจนแทบขาดพระทัย ทรงประชวรพระวาโย ทรงดึงรั้งไม่ให้จับพระโอรสของพระนางไปจนสุดปลายพระหัตถ์ 

        ประชาชนทารุนและด่าว่าพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ว่าเป็นนางมารร้ายแห่งศตวรรษ จนพระเกศาของพระนางเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน

 21 มกราคม 1792 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกนำตัวขึ้นแท่นประหานที่ปลาสเดอร์ลาร์คองคอร์ต บนนั้นมีเครื่องกิโยตินคมกริบ(เครื่องประหารชีวิตของชาวฝรั่งเศส จะมีใบมีดอยู่ด้านบนแล้วให้คนพาดหัวไปที่เว้า แล้วปล่อยใบมีดร่วงลงมาตัดหัวฉับเดียวขาดกระเด็นหลุดออกจากตัว)  
     พวกเขาจับพระหลุยส์ ที่16มัดกับกระดานเสร็จ แล้วกระดกให้นอนคว่ำลง พระศอพาดตรงเว้าพอดี แล้วใบมีดยักษ์หล่นลงมาตัดพระศอกระเด็นน่าสยอง พระโลหิดอาบพระพักตร์อย่างน่าเวทนา

 3 กรกฎาคม 1792 หลังจากพระเจ้าหลุยส์ถูกสำเร็จโทษได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่มาตัดพระเกศาของพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ให้สั้นเสมอแค่พระศอ นำตัวพระนางขึ้นสู่กิโยตินอันที่ใช้สำเร็จโทษพระเจ้าหลุยส์ที่ 16  

เขาจับพระนางมัดกับกระดาน เสร็จแล้วกระดกให้นอนหงายขึ้นมองมีดกิโยตินตัดพระศอพระนางเอง อันเป็นท่าที่น่าเจ็บ ทารุณมากที่สุด 

เล่ากันว่าเมื่อตัดพระเศียรแล้วทุกคนมองเห็นว่า พระเศียรนั้นมีการขยับพระเนตร น้ำพระเนตรไหล 

 



นี่คือพระรูปสุดท้ายตอนพระนางจะขึ้นสู่กิโยติน 

 

ภาพหลังตัดพระเศียรพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ 

ส่วนพระวรกายไร้วิญญาณของพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ถูกทิ้งไว้กลางดินในป่าช้า อืดเน่าสลายอย่างน่าอนาถ จนต่อมามีชาวบ้านที่มีน้ำใจช่วยเก็บไปฝัง ปัจจุบันทางฝรั่งเศสได้ทำโลงหินอ่อน เก็บส่วนที่เหลืออยู่ของพระนาง"พระราชินีที่สถิตยอยู่ในโลกเพียง 38 พรรษา"

 

 

พระราชินีมารี อองตัวเน็ตต์ ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเสมือน "กุหลาบแห่งแวร์ซาย" ผู้มีชีวิตหรูหรา อลังการ จากสตรีผู้เป็นที่รัก เป็นที่ยกย่อง แต่ต้องจบชีวิตด้วย "กิโยติน"

 



การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้? หรือ เธอคือชนวนเหตุการณ์แห่งความสูญเสียครั้งนี้? 

นี่คือเรื่องราวที่ได้รับการจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์และระมัดระวังไม่ให้"ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" 

เพราะสุดท้ายแล้วสงครามและความรุนแรงก็มิได้เอื้อประโยชน์แต่อย่างใดนอกจากความสูญเสีย

ขอสันติสุขพึงสถิตกับมนุษยชาติตลอดกาล

 

ข้อมูลเพชรเม็ดนี้เพิ่มเติม

 



เพชร "โฮป" เพชรสีน้ำเงินเข้มเม็ดนี้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ได้รับการกล่าวขานมาเนิ่นนาน

เพชรโฮปบนตัวเรือนจี้ล้อมด้วยเพชรสีขาว 16 เม็ด ห้อยอยู่กับสร้อยเพชร
ออกแบบโดย Pierre Cartier

 ว่ากันว่า เพชรโฮปมาจากดวงตาของเทวรูปในวัดริมแม่น้ำโคเลอรูน (Coleroon) ในอินเดีย เพชรหนัก 112 กะรัต เม็ดนี้ ถูกขุดพบในเหมืองคอลเลอร์ (Kollur mine) ในกอลคอนดา เป็นเพชรที่หายากและมีสีน้ำเงินเหมือนสีไพลินเข้ม

   ชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย (Jean-Baptist Tavernier) พ่อค้าเพชรชื่อดังชาวฝรั่งเศส ซื้อเพชรนี้มาและลักลอบนำเข้าไปยังกรุงปารีสใน ค.ศ. 1668 ต่อมาใน ค.ศ. 1669 ตาแวร์นีเยขายเพชรให้แก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ด้วยราคา 3,000,000 ปอนด์ เพชรโฮปนี้ได้รับการเจียระไนเป็นรูปหยดน้ำรูปทรงสามเหลี่ยมหนัก 67.5 กะรัต โดยนายเปเตออง (Petean) และเป็นที่รู้จักในนาม "เพชรตาแวร์นี...ีฟ้า" (The Tavernier Blue) เพชรสีน้ำเงินฝรั่งเศส (The French blue) หรือเพชรสีน้ำเงินแห่งมงกุฎ (The Blue Diamond of the Crown)

   พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมอบเพชรให้แก่มาดาม เดอ มงเตสปอง (Madam de Montespan) แต่ไม่นานหลังจากนั้นนางก็กลายเป็นที่เกลียดชังของราชสำนัก เพชรฝรั่งเศสสีน้ำเงินนี้ ได้หายไปในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 หลังจากการปล้นเพชรครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่คลังเก็บสมบัติแห่งชาติ (The National Garde Meuble) ใน ค.ศ. 1812

    บันทึกความทรงจำของจอห์น ฟรานซิลลอน (john Francillon) พ่อค้าเพชรชาวลอนดอนเขียนไว้ว่า เพชรสีน้ำเงินหนัก 45-52 กะรัตได้ปรากฏขึ้นใน ค.ศ. 1830 ที่อังกฤษ โดย เดเนียล แอเลียสัน (Denial Eligson) พ่อค้าเพชรชาวลอนดอน เขาเปลี่ยนรูปแบบการเจียระไนเป็นรูปหมอนและขายให้แก่เฮนรี ทอมัส โฮป (Henty Thomus Hope) นักการธนาคารชาวอังกฤษ ดังนั้นเพชรสีน้ำเงินจึงได้ชื่อใหม่ตามชื่อของเขาคือ เพชร "โฮป"

   ลอร์ดฟรานซิส เพลแฮม คลินตัน โฮป (Lord Francis Pelham Clinton Hope) ซึ่งได้เป็นเจ้าของเพชรของพ่อของเขา ท้ายที่สุดแล้วกลับล้มละลายและเพชรก็ได้หายไปอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาปีแยร์ การ์ตีเย (Pierre Cartier) พ่อค้าเพชรชาวปารีส ได้ขายเพชรโฮปผ่านทางสุลต่านอับดุล-ฮามิด (Abdul - Hamid) ให้กับวิลเลียม แมกลีน (William Mclean) คนสำคัญในวงการหนังสือพิมพ์ และเพชรเม็ดนี้ก็ถูกนำไปที่สหรัฐอเมริกา แมกลีน ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ซื้อเพชรมาด้วยราคา 154,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภรรยาของแมกลีนต้องการให้พระทำพิธีขับไล่ผีในเพชรก่อน พิธีนี้จึงได้มีขึ้นและเธอก็ป่าวประกาศว่ามี "ฟ้าผ่าและฟ้าแลบในระหว่างพิธี" ด้วย หลังจากนั้นเธอจึงค่อยสวมใส่เพชรเม็ดนี้

   โชคร้ายที่ดูเหมือนคำสาปในเพชรยังคงมีอยู่ ใน ค.ศ. 1918 ลูกชายของแมกลีนอายุ 9 ขวบ หลุดรอดจากการดูแลของบรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและถูกรถคันหนึ่งชนเสียชีวิต แมกลีนจึงดื่มเหล้าและหลังจากนั้นไม่กี่เดือนลูกสาวคนเดียวของพวกเขาก็ปลิดชีพตัวเองโดยใช้ยานอนหลับ

   ใน ค.ศ. 1949 หลังจากที่ภรรยาของแมกลีนเสียชีวิตแล้ว แฮร์รี วินสตัน (Harry Winston) พ่อค้าเพชรชาวนิวยอร์ก ได้ซื้อเพชรโฮปไปด้วยราคา 180,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปเพิ่มชุดสะสมส่วนตัวของเขา

   ใน ค.ศ. 1958 เอดนา วินสตัน (Edna Winston) ได้บริจาคเพชรเม็ดนี้ให้แก่สถาบันสมิทโซเนียนในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นที่ที่จัดแสดงเพชรในปัจจุบัน และมีผู้มาเยี่ยมชมหลายพันคนซึ่งหลงไหลในเพชรสีน้ำเงินไพลินและความแวววาวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่มีตำนานที่น่าสนใจ 

ข้อมูลจาก  สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ

 

ซ้ำขออภัยค่ะ

 

 

 

 

ที่มา: วิกิพีเดีย
www.reurnthai.com
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
bourbon's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 42,086 ครั้ง
โพสท์โดย bourbon
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 อาชีพในไทย ที่ เงินเดือนเริ่มต้นสูง แบบงง ๆ บางงานเด็กจบใหม่ก็แตะ 30K+จังหวัดที่ “คนรวยเยอะที่สุดในไทย” ไม่ใช่ที่คุณคิดอันดับแรกต้นไม้ที่ให้ร่มเงามากที่สุด 5 อันดับหนังเพียงเรื่องเดียวในไทย ที่ทำรายได้สูงกว่า 600 ล้านบาทจังหวัดที่ “ร้อนที่สุดในไทย” อุณหภูมิพุ่งจนคนอยู่ไม่ไหว3 นายก ที่มีอิทธิพลที่สุดในไทยคณะหมอลำที่โด่งดังที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทยเลขเด็ดม้าสีหมอก งวด 16 เม.ย. 69 มาแล้วความแตกต่างระหว่าง เบียร์ช้าง กับ เบียร์ลีโอ5 ประเทศที่มี Soft Power ดึงดูดใจคนทั่วโลก ไทยถูกจัดอยู่ลำดับที่เท่าไหร่4 จังหวัดที่มีการใช้น้ำมันมากที่สุดในประเทศไทย4 ลักษณะคู่ครอง คู่แท้ คู่กรรม คู่บุญ คู่ในอดีตชาติ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
หนังเพียงเรื่องเดียวในไทย ที่ทำรายได้สูงกว่า 600 ล้านบาทญาติของ "กอเซม โซเลย์มอนี" ถูกจับกุมในอเมริกา3 ต้นยอดนิยมที่คนไทยนิยมปลูกในบ้านจุดไฟตูมกา! ที่เมืองยโสธร
ตั้งกระทู้ใหม่