10 วัตถุลึกลับโบราณ ที่ท้าทายทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์(ภาคไขปริศนา)
ก่อนที่จะอ่านภาคไขปริศนานะครับ ให้ไปอ่านภาคที่ยังเป็นปริศนาซะก่อน -3- https://board.postjung.com/525854.html อ้างอิงจากของคุณ
สืบเนื่องจาก อันดับ 10 วัตถุลึกลับโบราณ ที่ท้าทายทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์ ซึ่งเป็นกระทู้ที่นำเสนอเกี่ยวกับ OOPARTSโอพาร์ทส หรือย่อมาจาก Out Of Place Artifacts ซึ่ง หมายถึงวัตถุซึ่งไม่น่าจะมีปรากฏอยู่ในยุคนั้นๆซึ่งถูกสร้างขึ้น ที่มีชื่อเสียงได้แก่ เครื่องบินเจ็ตทองคำ(โคลัมเบีย) กะโหลกคริสตัล(แอสเทคและที่อื่นๆ) รูปวาดนักบิน(มายา) รูปเฮลิคอปเตอร์+รถถัง+เครื่องบินรบ(อียิปต์) ฯลฯ การค้นพบสิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานว่า ในสมัยโบราณ มนุษย์มีวัฒนธรรมซึ่งล้ำหน้ากว่าที่เราคาดคิดไว้มากนัก ถือเป็นการค้นพบที่พลิกประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว
อันดับ 10 Klerksdorp
sphere
หรือ
ร่องวงกลม เป็นโลหะลึกลับที่มีการค้นพบกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยคนงานเหมืองใน Ottosdal เมืองเล็กๆ ในประเทศแอฟริกาใต้ได้ขุดค้นพบวัตถุโลหะทรงกลมลึกลับจำนวนหนึ่ง
ขึ้นมาในชั้นหินแร่ไพโรฟิลไลท์ โดยไม่ทราบที่มาและแหล่งกำเนิดได้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่
มันเป็นวัตถุโลหะทรงกลมลึกลับนี้วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางรอบวงได้ประมาณ 1 นิ้วกว่าๆ (0.5-10 ซม.) และมี
2 แบบ คือโลหะสีน้ำเงินอ่อน มีสีขาวเป็นจุดๆ อีกแบบเป็นทรงกลวง
ข้างในบรรจุข้าวสาลี และจากการตรวจสอบหาอายุวัตถุลึกลับนี้จากชั้นของหินพบว่ามันมีอายุนานถึง
2,800 ล้านปี!!(ในวีพีมีเดียอังกฤษบอกว่า 3,000 ล้านปี)
ซึ่งมันเป็นยุคพรีแคมเบรียนหรือบรมยุคกำเนิดโลก ดูจากยุคแล้วก็บอกได้แน่นอนว่าไม่มีวิทยาการที่สามารถใช้ไฟหลอมโลหะเป็นทรงกลมได้แน่ๆ
แถมเป็นยุคที่ไม่มีมนุษย์อีก
ทำให้จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครทราบคำตอบว่าใครเป็นทำโลหะทรงกลมเหล่านั้น?? และทำเพื่ออะไร?? ทำให้ตั้งข้อสมมุติฐานว่าเกิดจากธรรมชาติเท่านั้น.....
ไขปริศนา นักธรณีวิทยาได้ไขปริศนาเรียบร้อยแล้วครับว่า
เจ้าวัตถุลึกลับนี้ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์แน่นอน หากแต่มันเกิดจากธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์ออกมา
โดยเรียกว่าปรากฏการณ์แปรสภาพ ก้อนคอนครีชั่น (Concretions) ซึ่งเกิดจากดินตะกอนเถ้าภูเขาไฟหรืออาจเป็นก้อนแร่เหล็กสีน้ำตาลที่บ่มเพาะจับตัวเป็นก้อนประมาณ 3000
ล้านปี โดยส่วนมากจะเป็นรูปไข่หรือทรงกลม แม้ว่าจะเป็นรูปร่างผิดปกติไปบ้างแต่ก็มาจากธรรมชาติ
โดยเปลี่ยนรูปเปลี่ยนสีเนื่องด้วยสภาพดินฟ้าอากาศและการออกซิไดซ์
ซึ่งด้วยรูปร่างแปลกดังกล่าวทำให้หลายคนมักตีความผิดว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์
และหลักฐานที่เชื่อถือว่าคือมีการพบก้อนคอนครีชั่นในชั้นที่พบว่าอายุถึง
2.7- 28ล้านปีในออสเตรเลียซึ่งมีรูปร่างเหมือนวัตถุลึกลับดังกล่าวไม่มีผิด
อันดับ 9 The Dropa Stones
ในปี 1938 นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งนำโดยดร.ชีปูเตย ได้เข้าไปสำรวจเทือกเขาเป่ยอัน-คารา-ยูลา ในเมืองจีน ได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ในถ้ำแห่งหนึ่งเข้า
สิ่งมหัศจรรย์นี้เป็นวัตถุอารยธรรมโบราณฝังรูปร่างเหมือนแผ่นศิลาทรงกลมหลายร้อยแผ่นฝังอยู่ฝุ่นตามพื้นถ้ำ
ศิลาเหล่านี้วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 9 นิ้ว แต่ละแผ่นมี
รอยสลักเป็นวงกลมที่ศูนย์กลาง แล้วแกะหมุนวนแบบลายก้นหอย ดูคล้ายแผ่นเสียง
ทว่ามีอายุราว 10,000-12,000 ปี เมื่อเพ่งพินิจให้ดีก็จะพบว่า
ที่จริงแล้ว เส้นสายเหล่านั้นเป็น อักษรภาพตัวเล็กจิ๋วที่บอกเล่าเรื่องราวที่เหลือเชื่อว่า
ครั้งหนึ่งเคยมียานอวกาศบินมาตก ที่เทือกเขาแห่งนั้น ยานอวกาศที่ว่ามีนักบินเป็นเผ่าชนที่เรียกตัวเองว่า
โดรปา ซึ่งมีการพบซากของมนุษย์ที่อาจเป็นลูกหลานของชนกลุ่มนี้ในถ้ำด้วย
ไขปริศนา มันเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิสต์ คนค้นพบ หรือมนุษย์ต่างดาวโดรปามันไม่เป็นความจริง โดยเรื่องนี้มาจากหนังสือ(นวนิยาย)และบทความนิตรสาร ที่อ้างว่าในปี 1947 มีนักวิทยาศาสตร์ที่สำรวจทิเบตและเข้าไปเยือนในเทือกเขาฮาบาหยันและได้พบชาวโดรปาและแผ่นดิสต์ดังกล่าวต่อมาเรื่องราวก็ถูกเพิ่มเรื่องเสริมแต่งขึ้นมา ไล่ตั้งแต่ ดร.ชีปูเตยรวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ที่กล่าวมานั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นการแปลทั้งที่ในรายงานบอกเป็นภาษาต่างดาวแต่ทำไมคนแปลถึงแปลได้ทั้งที่อักษรโบราณหลายภาษาบนโลกยังแปลไม่ได้(อย่างภาษาเกาะครีตและเกาะอิสเตอร์เป็นต้น) แต่ทำไมนักวิชาการจีนดังกล่าวถึงแปลได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักการภาษาศาสตร์มารับรอง อีกทั้งภาพถ่ายดิสต์เป็นนั้นไม่ตรงกับข้อมูลที่ให้ไว้ คือดิสก์มีขนาด 12 นิ้ว แต่ภาพที่ถ่ายนั้นกลับเห็นชัดว่าดิสต์มีขนาดใหญ่มาก ประการที่สองภาพที่แสดงไม่มีร่องลึกควรเป็น และดิสต์ที่อ้างว่าเก็บในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในจีน แต่พอตรวจสอบดีๆ แล้วไม่พบพิพิธภัณฑ์ใดไม่มีดิสต์ดังกล่าวเลย และไม่สามารถยืนยันข้อมูลได้ว่าดิสต์ดังกล่าวถูกส่งไปยังสหภาพโซเวียตเพื่อวิเคราะห์ และสุดท้ายโดรปานั้นมีจริงหากแต่ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว พวกเขาคือเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยมากที่สุดในภาพเหนือที่ราบสูงทิเบต ซึ่งคำว่าโดรปาแปลประมาณว่า “ความเหงา” เอาเป็นว่ารายละเอียดอ่านที่เว็บhttp://www.crystalinks.com/dropa.html ล่ะกัน
อันดับ 8 The Ica Stones
ในช่วงทศวรรษ 1930 บิดาของดร.ฮาเวียร์ คาบรีบรา นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม
ผู้ศึกษาเรื่องราวของชนพื้นเมืองในเปรู ได้พบหินหลายร้อยก้อนตามหลุมศพของชาวอินคาโบราณ
ดร.คาบรีบราได้สานต่องานของพ่อ ด้วยการสะสมก้อนหิน
ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟเหล่านี้ได้มากถึงกว่า 1,100 ก้อน
ซึ่งประมาณว่ามีอายุราว 500-1,500 ปี
และต่อมารู้จักกันในชื่อก้อนหินอิคา หินเหล่านี้มีรอยสลัก บางชิ้นเป็นเรื่องราวทางเการแพทย์
เช่นผ่าตัด ตัดหัวใจ และปลูกถ่ายสมอง แต่ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ
ภาพสลักรูปไดโนเสาร์ ทั้งบรอนโตซอ รัส ไทรเซอราท็อป สเตโกซอรัส และเทอโรซอร์ รูปของคนขี่ไดโนเสาร์
รูปกล้องโทรทัศน์ แล้วก็แผนที่โลกที่มองลงมาจากทางอากาศ ปัจจุบัน
ยังไม่มีนักโบราณคดีคนใดอธิบายเรื่องนี้ได้ แม้นักวิชาการบอกว่า
หินอิคาเป็นของที่กุขึ้นมาเอง แต่ก็ไม่เคยมีการ วิจัยเพื่อพิสูจน์ความจริงหรือหักล้างในเรื่องนี้
หินอิคาจึงเป็นก้อนหินที่น่าพิศวงต่อไป
ไขปริศนา อายุของหินจริงถูกพบว่าปลอมทั้งหมด โดยระบุว่า บาสิลิโอ (Basilio Uschuya) เกษตรกรท้องถิ่นได้นำหินที่อ้างว่าพบในถ้ำดังกล่าวไปขายแก่นักท่องเที่ยว จนถูกตำรวจจับฐานค้าวัตถุโบราณ หากต่อมาในปี 1973 เขายืนยันว่าขั้นหินดังกล่าวเขาปั้นแต่งขึ้นโดยคัดลอกภาพจากหนังสือการ์ตูน หนังสือและนิตยสาร แม้ว่าต่อมาเขาจะกลับคำว่าพยายามแก้ตัวเพื่อหลีกเลี่ยงจำคุกก็ตาม ในปี 1977 ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าหินดังกล่าวถูกแกะสลักโดยกระดิ่งผูกคอวัวและเครื่องมือทันตแพทย์ โดยเขาบอกว่าหินดังกล่าวนั้นทำง่ายกว่าทำฟาร์มบนบกอีก เขายังกล่าวว่าเขาไม่ได้ทำหินทั้งหมด เพราะยังมีนักเกาะสลักคนอื่นๆ นอกเหนือจากเขาอีกที่ขายหินเหล่านี้ให้นักท่องเที่ยว โดยอ้างว่าเป็นของแปลก และในปี 1998 นักตรวจสอบชาวสเปนได้ประกาศผลการศึกษาสี่ปี พบว่าหินดังกล่าวเป็นเรื่องหลอกลวงโดยอ้างว่าร่องรอยของสีที่วาดเป็นสีที่ทันสมัยและการเกาะสลักก็เช่นกัน นอกจากนี้ส่วนใหญ่เป็นหินที่พบตามแม่น้ำหรือสถานที่กลางแจ้งอื่นๆ และไม่ได้อยู่ในสุสานโบราณ ถ้าของเก่าจริงควรมีการกัดเซาะมากซึ่งเป็นปกติของหินอายุมาก โดยเขาสรุปว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่ใช่รวมถึงหินทั้งหมด แต่กระนั้นการตรวจสอบแสดงให้เห็นว่าหินทั้งหมดเป็นของปลอมเพื่อหลอกขายนักท่องเที่ยว
อันดับ 7 Giant Stone Balls of Costa Rica
เมื่อทศวรรษ 1930 ขณะกำลังหักร้างถางพงในป่าทึบของ
ประเทศคอสตาริกาเพื่อทำสวนกล้วย พวกคนงานได้เจอลูกหินขนาดต่างๆ หลายสิบลูก หลายลูกมีรูปร่างกลมดิก
ขนาดก็แตกต่างกันไป มีตั้งแต่เท่า ลูกเทนนิสไปจนถึงลูกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 ฟุต หนักถึง 16 ตัน
เห็นได้ชัดว่าลูกหินพวกนี้ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์
ปัญหาก็คือไม่ได้พบร่อยรอยมนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียงแม้แต่น้อย
แม้แต่เศษเครื่องปั้นดินเผาก็พบสักชิ้น มันไม่น่าจะเป็นฝีมือมนุษย์
เพราะว่าลูกบอลยักษ์กลมดิกมาก จากข้อสันนิษฐานพบว่าลูกบอลยักษ์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนมนุษย์จะเกิดเสียอีก
คือเกิดในยุคแทร์เซียรีพีเรีนดซึ่งนานกว่า 40 ล้านปีมาแล้ว คนพวกไหนมาสร้างเอาไว้ ทำขึ้นมาด้วยจุดประ สงค์อันใด
และที่สำคัญมีเครื่องไม้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีอะไรจึงทำลูกหิน
ได้กลมเกลี้ยงถึงปานนี้
ไขปริศนา ก่อนอื่นก็ขอบอกอะไรอย่างครับว่าก้อนหินกลมยักษ์นี้ไม่ได้มีที่คอสตาริกาเท่านั้น หากแต่มีอยู่หลายประเทศด้วย อย่างประเทศสกอตแลนด์ อเมริกา นิวซีแลนด์
และบางทีก้อนหินกลมยักษ์ก็เกิดจากฝีมือธรรมชาติที่เกิดจากภูเขาไฟ ส่วนก้อนหินยักษ์คอสตาริกาดังกล่าวจากการตรวจสอบเชื่อว่าก้อนหินดังกล่าวถูกแกะสลักระหว่าง 200 ปีก่อนคริสตกาล และ
1500 AD ไม่ใช่เกิดขึ้นก่อนมนุษย์จะเกิดอย่างที่หลายแหล่งบอก(หรือผมบอกคนเดียว) ซึ่งเชื่อกันว่าลูกบอลดังกล่าวนี้ถูกสร้างโดยผู้คนแถบนั้น
และจากหลักฐานดังกล่าวพื้นที่แทบนั้นเคยเป็นเมืองมาก่อน(โดยพบเครื่องปั้นดินเผาอายุ
200 BC-600 AD ในแถบนั้น) โดยสร้างตัดหินก้อนที่ใหญ่ให้กลม
ซึ่งได้ทำโดยการเผาให้ร้อนแล้วทำให้เย็นทันทีเพื่อที่จะสกัดออกได้ง่ายๆ เมื่อพอได้รูปแล้ว
ค่อยใช้เครื่องมือเช่นพวกค้อนสกัดอีกที เข้าใจว่าถูกสร้างเพื่อเอาเป็นโมเดลของจักรวาล
เพราะตอนพบมันถูกเรียงเลียนแบบตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า เดิมทีพวกลูกบอลถูกพบในสมัยก่อนนานมาก
ก่อนที่จะถูกวิจัยเต็มรูปแบบ หลายลูกถูกกลิ้งเล่น
จึงไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนนักว่ามันเอาไว้แทนตำแหน่งของดาวดวงไหน
อันดับ 6 Oera Linda Book
"Oera Linda
Book เป็นหนังสือต้นฉบับของพวก
ฟรีสแลนด์(ฟรีสแลนด์เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเน เธอร์แลนด์)
เป็นหนังสือที่เขียนด้วยมือที่มีเนื้อหาครอบคลุมตำนาน ประวัติศาสตร์ เทพนิยาย และศาสนา
ที่ปรากฏออกมาเมื่อศตวรรษที่ 19 โดยพบว่ามีการภาษาที่ใช้เขียนเล่มเป็นภาษาของชนชาติยุโรปและของชนชาติอื่นๆ
รวมอยู่ด้วย โดยเนื้อหาที่เขียนถูกรวบรวมและจัดเรียงโดย(เจ้า)แม่ผู้นำขนบธรรมเนียมท้องถิ่น
ที่อุทิศตัวเป็นนักบวชหญิงของเฟรย่าเทพีแห่งความรัก บุตรีแห่งมหาเทพ Wraldaกับ Irtha มารดาแห่งปฐพี
ด้วยเหตุนี้ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาบรรพบุรุษของตัวอักษรกรีกโบราณและภาษาฟีนิเชี่ยน
สมัยนั้นไม่มีทางที่เขียนภาษาแบบนี้ได้แน่ๆ
แต่กระนั้นก็มีการโต้แย้งว่ามันอาจเขียนขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วทำให้ดูเหมือนโบราณเท่านั้น
ไขปริศนา จากการตรวจสอบแล้วพบว่า กระดาษดังกล่าวผลิตโรงงานกระดาษแห่งหนึ่งแถบเบลเยี่ยม ราวปี 1850 ส่วนผู้เขียนยังไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่กระนั้นจากหลักฐานล่าสุดพบว่าน่าจะเขียนโดยฟรองซัวส์
( Francois Haverschmidt )นักบวชโปรเตสแตนต์
ผู้มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 1835–1894 โดยไม่ทราบจุดประสงค์ว่าเขียนมาเพื่ออะไรกันแน่ ระหว่าง
หลอกลวง ล้อเลียน หรือเป็นเพียงจินตนาการของกวี โดยต้นฉบับเผยแพร่ในปี 1860 และ 1872 ซึ่งต่อมาในปี 1934
หนังสือดังกล่าวได้เป็นแรงกระตุ้นในการวางรากฐานนาซีเยอรมันเนื่องจากหนังสือเล่มนี้ได้วิพากษ์วิจารณ์บรรพบุรุษชาวเยอรมันว่าเป็นพวกนักรบผู้บ้าคลั่ง
นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาเปิดโปงพระคัมภีร์ไบเบิล อีกทั้งในสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกพวก
นีโอนาซีก็ยึดหนังสือดังกล่าวเป็นคำสอนของกลุ่มโดยไม่สนความจริงว่ามันถูกเขียนขึ้นแบบเล่นๆ
หรือจริงจัง
อันดับ 5 Impossible Fossils
อย่างที่เราเคยเรียนกันสมัยมัธยม
ซากฟอสซิลที่ปรากฏอยู่ตาม ก้อนหินนั้น ต้องใช้เวลาก่อตัวนานนับล้านปี แต่ก็มีฟอสซิลจำนวนหนึ่งซึ่งดูจะ
ขัดกับหลักธรณีวิทยาหรือประวัติศาสตร์ ชนิดผิดฝาผิดตัวอย่างสุดๆ เช่น
ฟอสซิลรูปมือประทับของมนุษย์ที่พบในชั้นหินปูน ซึ่งประมาณว่ามีอายุ 110 ล้านปี เป็นต้น
แล้วยังมีสิ่งที่เชื่อว่าเป็นฟอสซิลนิ้วมือของมนุษย์ ที่พบในเขต อาร์กติกของแคนาดาอีก ชิ้นนี้มีอายุราว
100-110 ล้านปี ไม่แต่เท่านั้น ยังมีการพบรอยเท้ามนุษย์ ซึ่งมองเหมือนสวม รองเท้าแตะ ที่เมืองเดลตา
มลรัฐยูทาห์ ในชั้นหินดินดาน อายุราว 300-600 ล้านปีด้วย
ไขปริศนา จากการบันทึกที่ เป็นทางการ ฟอสซิลของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดนั้น เป็นของโฮโมซาเปี้ยน เมื่อ 160,000 ปีก่อน ส่วนฟอสซิลประหลาดที่อายุราว 300-600 ล้านปีด้วยนั้นมีหลายคนลงความเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นอาจไม่ใช่มนุษย์ เช่น รองเท้าแตะ หรือรูปมือประทับมนุษย์นั้นก็คือรอยเท้าไดโนเสาร์หรือรอยปลาหมึกสมัยโบราณ ส่วนนิ้วมือทีเป็นฟอสซิลที่มีกระดูก เล็บ และ เส้นเอ็นนั้นเชื่อว่าเป็นนิ้วมือของไดโนเสาร์ที่หักไปแล้วผุดกร่อนให้ดูเหมือนนิ้วมนุษย์เท่านั้นเอง
อันดับ 4 Out-of-Place Metal Objects
เมื่อ 65 ล้านปี ก่อน
ตามตำราบอกว่ามนุษย์ยังไม่เกิด และแน่นอนเรื่องช่างโลหะย่อมไม่มีแน่
แต่แล้วในฝรั่งเศสดันมีการค้นพบท่อโลหะ ทรงกึ่งรูปไข่ ที่ขุดพบในหินชอล์ก ยุคครีเตเชียส(Cretaceous) ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของยุคเมโส โซอิค หรือ "ยุคไดโนเสาร์" ก่อนทวีปต่างๆ
ก็ได้แยกออกจากกันเช่นในปัจจุบันได้อย่างไรกัน? ...นอกจาก
นี้ยังมีตัวอย่างกรณีทำนองนี้มีมากมาย เช่น...เมื่อปี 1885 มีการพบท่อ โลหะในก้อนถ่านหิน
ซึ่งเห็นได้ว่าทำขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ ...เมื่อปี 1912 คนงานของโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งก็เจอกาน้ำโลหะใน
ถ่านหินก้อนใหญ่ จากยุคหิน(Mesozoic)
ไขปริศนา ก่อนอื่นก็ขอให้ความเข้าใจก่อนว่าเรื่องของโลหะผิดที่ผิดนี้ไม่ใช่ทั้งหมดที่หลายคนคัดค้านว่าเป็นของปลอม
ยังมีหลายชิ้นที่ถูกตรวจสอบว่าเป็นของจริง ที่โด่งดังก็เช่นคอมพิวเตอร์โบราณ “Antikythera
mechanism” หัวประหลาด Pre-Columbian trans-oceanic contact หรือหม้อโบราณ Dorchester Pot ส่วนโลหะผิดที่ผิดทางหลายชิ้นที่ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์พบว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เป็นของปลอม
โดยเหตุผลแตกต่างกันออกไป เช่น
- เอกสารเท็จ เหมือนกรณีของ Dropa stones
- ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวง(เหมือนกรณีของ Acámbaro figures, Crystal
skulls, Ica stones ที่มีคนทำขึ้นเพื่อชื่อเสียงหรือหลอกขายแก่นักท่องเที่ยว
โดยสร้างเรื่องให้มันแปลกๆ เข้าไว้
-ธรรมชาติสร้างขึ้นแล้วหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ เช่น
ท่อระบายน้ำโบราณ Baigong Pipes ที่ต่อมาพบว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น หรือ
เสาอากาศที่พบใต้ทะเลที่ชื่อ Eltanin Antenna ความจริงคือฟองน้ำ
-ลงอายุผิด เช่นหัวเทียน Coso artifact และค้อน The London Hammer (ภาพบน)ที่บอกว่ามีอายุร้อยล้านปีนั้น แท้จริงแล้วอายุมันไม่กี่ร้อยปีเท่านั้นและมันก็ไม่ใช่ฟอสซิล หากแต่เป็นค้อนที่คน งานทำตกตอนทำงานเหมืองและถูกหินปูนเกาะเท่านั้นเอง
อันดับ 3 Ark Of The Covenant
Ark Of The
Covenant หรือหีบพันธะสัญญานั้นเองครับ ที่จริงยังไม่มีใครเจอมันหรอก
แต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับมันนั้นช่างน่าพิศวงเหลือเกิน
ลักษณะของหีบพันธะสัญญาคร่าวๆ
ตามตำนาน เล่าว่า เป็นหีบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยไม้ชิดติม (Shittim) ยาว 2.5 คิวบิท กว้าง
และสูงเท่ากัน คือ 1.5 คิวบิท (เทียบหน่วยคิวบิทของอียิปต์ ซึ่ง 1 คิวบิทเท่ากับ 525 ซ.ม. หีบก็จะยาว 1.3 เมตร
กว้างและสูง 76 ซ.ม. )บุด้านนอกและด้านในด้วยแผ่นทองคำ
โดยรอบหีบด้านบนยกเป็นขอบสูงขึ้นเล็กน้อย ที่มุมสี่ด้านมีห่วงทองคำสำหรับสอดไม้คาน
เพื่อแบกหามเวลาเดินทาง และไม้คานทำจากไม้ชนิดเดียวกันหุ้มด้วยแผ่นทอง(มีคำสั่งห้ามถอดไม้คานออกด้วย)
ส่วนฝาหีบ เรียกว่าMercy Seat หรือ “การุณอาสน์” มีขนาดรับกับตัวหีบ และบุแผ่นทองเช่นเดียวกัน
ด้านบนมีเทวดาสององค์สยายปีก หันหน้าเข้าหากัน ปีกทั้งสองโอบคล้ายซุ้มโค้งเหนือหีบมีเรื่องเล่ากันว่า
หีบพันธะสัญญาเป็นหีบที่สร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระเจ้า(??)
เพื่อเป็นที่บรรจุแผ่นหินจารึกบัญญัติ 10ประการของพระองค์ ที่ประทานแก่ โมเสส
ในระหว่างที่เขาพาพวกฮีบรูเร่ร่อนอยู่กลางทะเลทราย อันกันดาร
โดยชนชาวฮีบรูจะแบกหีบแห่งพันธสัญญาตลอดการเดินทางในพระคัมภีร์ไบเบิลเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ของหีบ
ที่มีพลังมากมายมหาศาลถึงขั้นสามารถทำลายล้างผู้บังอาจเข้าไปแตะต้อง
และถูกพระเพลิงเผาวอดตาย
แน่นอนหลายคนที่ได้รู้เรื่องราวหีบพันธะสัญญานี้ได้บอกว่ามันน่าเหลือเชื่อและหากเป็นเรื่องจริงละก็มันน่าจะเป็นวิทยาการอะไรสักอย่างที่ไม่มีในยุคนั้น
ดังนั้นจึงมีข้อสันนิฐานตามมาว่า หีบพันธะสัญญาน่าจะ ขวดแก้วไลเดน (Leyden
Jar) ซึ่ง ปีเตอร์ แวน มุสเซนโบรค ได้คิดค้นขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1745 (เป็น อุปกรณ์เก็บสะสมประจุไฟฟ้า แบบง่าย)
ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวกับไฟฟ้าทั้งสิ้น สมัยก่อนนั้นมีการใช้ไฟฟ้าได้อย่างไรกัน?? และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครพบหีบพันธะสัญญาที่แท้จริง
ทำให้ไม่สามารถรู้ว่าหีบพันธะสัญญาคืออุปกรณ์อะไรกันแน่
ไขปริศนา เรื่องของหีบพันธะสัญญายังไม่รู้แน่ชัดอยู่ดีว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่สิ่งที่น่าเชื่อได้ก็คือมันน่าจะเป็นไม้คานหามธรรมดา
ที่ถูกแต่งเดิมเสริมจริงจนกลายเป็นว่าหีบกลายเป็นของวิเศษมหัศจรรย์ดังกล่าว
แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือหีบของจริงดังกล่าวมันอยู่ที่ไหนกันแน่
ปัจจุบันก็มีหลายคนอ้างว่าค้นพบและครอบครองหลายแห่ง
ไม่ว่าจะเป็นฝังในถ้ำในภูเขานีโบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของจอร์แดน หรือเก็บไว้ในการรักษาความปลอดภัยสูงสุดในคริสต์จักรในเอธิโอเปีย
หรือจะเป็นในถ้ำลึกในแอฟริกาใต้ ในยุโรปก็มีเรื่องเล่าว่าถูกเก็บรักษาโดยองค์กรอัศวินเทมพลาร์
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเรื่องราวของมันนั้นช่างสับสนตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ
อันดับ 2. The Coso Artifact
ขณะออกไปหาเก็บก้อน แร่และหินสวยงามบนเทือกเขาโอ ลัน คา ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงฤดูหนาว 13
กุมภาพันธ์ 1961วอลเลซ เลน กับ เวอร์จิเนีย แม็กซีและไมค์ ไมค์เซลได้เจอหินที่เข้าใจว่าเป็นแก้วผลึก
ก้อนหนึ่ง ทั้งสามชอบใจมาก เพราะคิดว่าถ้าเอากลับไปขายที่ร้านอัญมณี ของตัวเอง คงได้ราคาพอควร
แต่เมื่อกะเทาะออกดู ไมค์เซลก็เจอวัตถุชิ้นหนึ่งอยู่ข้างใน มองเหมือนเครื่องเคลือบสีขาว
ตรงกลางมีแท่งโลหะแวววาว ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่า ต้องใช้เวลาร่วม 500,000 ปี
กว่าที่เจ้าก้อนผลึกนี้จะก่อตัวห่อหุ้มวัตถุนี้ไว้ภายในได้เช่นนี้ ทั้งๆ
ที่วัตถุดังกล่าวมองเหมือนเป็นผลงานจากน้ำมือของมนุษย์
เมื่อตรวจสอบเจ้าแท่งโลหะดังกล่าวอย่างละเอียดด้วยการ เอ็กซเรย์ ก็พบว่ามันมีสปริงเล็กๆ
ติดอยู่ที่ปลายข้างหนึ่ง บางคนที่ได้เห็น บอกว่ามันมองเหมือนหัวเทียนของเครื่องยนต์
แล้วหัวเทียนเข้าไปอยู่ในก้อนหินอายุ 5 แสนปีได้ อย่างไร?
ไขปริศนา ตอนแรกมีหลายคนคิดว่าเจ้าหัวเทียนนี้เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงจากอารยธรรมโบราณชั้นสูง(เช่น
แอตแลนติก) หรือเป็นของมนุษย์จากโลกอนาคตลืมเอาไว้
หากแต่ความจริงแล้วเจ้าหัวเทียนดังกล่าวลงชื่ออายุวัตถุผิด จากการตรวจสอบอย่างละเอียดชี้โดยชาด
วินด์แฮมประธาน Spark Plug และนักสะสมหัวเทียนของอเมริกา
ระบุเห็นชัดเลยว่าสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นหัวเทียนยี่ห้อ "แชมเปี้ยนส์" ที่ผลิตในปี 1920 ที่แพร่หลายมากสำหรับแต่งรถฟอร์ดในสมัยนั้น
โดยสาเหตุที่เป็นสภาพแบบนั้นก็เพราะการโดนชั้นดินแถวนั้นพอกจนกลายเป็นสนิทและอยู่ในชั้นหินดูเหมือนวัตถุโบราณเท่านั้นเอง
ตอนนี้ตัวหัวเทียนดังกล่าวได้หายไปในปี 2008 ส่วนผู้คนพบวอลเลซ เลน เสียชีวิต ส่วน เวอร์จิเนีย แม็กซีและไมค์
ไมค์เซลนั้นยังมีชีวิตอยู่หากแต่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงพบปะผู้คนและไม่ยอมเปิดเผยเรื่องหัวเทียนดังกล่าว
อันดับ 1 Piri Reis
ในปี ค.ศ.
1979 ใน ระหว่างที่มีการซ่อมแซมมหาราชวังคอนสแตนทิโนเปิลในอิสตันบูล
ประเทศตรุกี ก็ได้มีการค้น พบภาพวาดแผนที่ที่ถูกวาดลงบนหนังกวาง ซึ่งถูกวาดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1513
แผนที่ดังกล่าวมีการลงชื่อแสดงความเป็นเจ้าของโดยของนาย
ทหารเรือชาวเติร์กชื่อ พิริ ฮาจี เมมเมด ทำให้มีการ
เรียกแผนที่นี้ว่า Piri Reis คาดว่ามันถูกทำขึ้น เมื่อ ปี ค.ศ. 1513
แผนที่ ของ Piri
Reis เป็น สิ่งที่ท้าทายนักประวัติศาสตร์อย่างมาก
เนื่องด้วยแผนที่นี้มันแสดงภูมิศาสตร์สมบูรณ์แบบเกิน กว่าแผนที่ธรรมดาทั่วไป
อีกทั้งยังมีเส้นรุ้งเส้นแวงที่ชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการแผนที่สมัยใหม่ทุกประการ
มันแสดงถึงพื้นที่ของทวีปแอฟริกาใต้อย่างละเอียดเป็นพิเศษ รวมไปถึงทวีปอื่นๆอย่างคร่าวๆ
ซึ่งนับว่าเหลือเชื่อที่สุด เพราะถูกทำขึ้นหลังจากโคลัมบัสคนเก่ง ค้นพบโลกใหม่ เพียง 21 ปีเท่านั้น
เวลาสั้นๆแค่นี้ไม่น่า จะมีใครสำรวจจนทำแผนที่ที่แทบจะครอบคลุมโลกแบบนี้ออกมาได้
ยิ่งน่าทึ่งกว่านี้อีกคือมันมีทวีปแอนตาร์กติก้าด้วย ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบทวีปดังกล่าวนี้เลย (
แอนตาร์กติก้าค้นพบราวๆ ปี 1800)
เขาสามารถแสดงชายฝั่งของทวีปที่อยู่ภายใต้น้ำแข็งหนาเป็นกิโลได้อย่างไรหาก ไม่ใช้กรรมวิธีสมัยใหม่ทาง
ภูมิศาสตร์ที่เรียกกันว่าการสำรวจจากทางอากาศ
จนบัด
นี้ก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าคนวาดแผน Piri
Reis นี้มีวิธีการวาดอย่างไรถึงทำให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลทางธรณีในยุค ปัจจุบัน
ทั้งๆที่มันถูกวาดขึ้นในปี 1513
ไขปริศนา เชื่อว่าแผนที่ดังกล่าวพิริ ฮาจี
เมมเมดได้คัดลอกมาจากแผนที่ของคริสโตเฟอร์
โคลัมบัส(1451-1506)นักสำรวจชาวอิตาเลียนผู้ค้นพบทวีป อเมริกาในยุคใหม่
ซึ่งมันเป็นแผนที่เก่ากว่าของแผน Piri Reis มาก เพราะแผนที่ดังกล่าวโคลัมบัสใช้ออกเดินทางข้ามทวีปในปี 1492 อีกทั้งแผนที่ของโคลัมปัสดังกล่าวก็ปรากฏทวีปอเมริกาใต้
แอฟริกาชัดเจน(ภาพข้างบน
เปรียบเทียบดู)
เครดิต: CAMMY
ต้นฉบับไม่ทราบ และ
เนื้อหาเพิ่มเติมจากวีกีพีเดีย
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2010/08/X9556458/X9556458.html
+ +
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
10วิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
มีบ้านหลายหลัง เป็น "เจ้าบ้าน" ในทะเบียนบ้านได้กี่หลัง?
ประเทศที่งบทางการทหาร มากที่สุดในโลก
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
นิสัยจากวันเกิด
ประเทศที่ร้อนที่สุดในโลก!!
เกาะที่ไม่มีรถยนต์
นางสงกรานต์ ปี2569 ชื่อนางรากษสเทวี เสวยโลหิตเป็นภักษาหาร
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
สรุปดราม่า "พระสิ้นคิด" รุกป่า 12 ไร่ กรมป่าไม้ยืนยัน “ไม่จับ-ไม่ไล่ วัดอยู่ต่อได้”
บุคคลที่ร่ำรวยและมีทรัพย์สินมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของไทย
10 อันดับนักเตะไทยที่ค่าตัวแพงที่สุดในไทยลีก ปี 2025/2026









