ภาพเมืองไทยในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ภาพเมืองไทยในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เชลยสงครามอันประกอบด้วยชาวอเมริกัน ออสเตรเลีย ดัทช์ และอังกฤษ ที่ถูกจับทหารญี่ปุ่นจับได้ในการรบที่ชวา สิงคโปร์ และเขตน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิค ถูกกวาดต้อนมายังประเทศไทย ช่วงปี 2485

กองทัพญี่ปุ่นต้องการสร้างทางรถไฟจากไทยไปพม่า ระยะทาง 424 กม. เชลยศึกและแรงงานท้องถิ่นจะอยู่ 2 แคมป์ แคมป์หนึ่งที่ อ.บ้านโป่ง เพื่อสร้างทางรถไฟต่อจากสถานีหนองปลาดุก อ. บ้านโป่ง ไปยังพม่า อีกแคมป์หนึ่งอยู่ที่เมือง Thanbyuzayat ชายฝั่งทะเลอันดามัน ในพม่า จะสร้างจากพม่ามายังประเทศไทย

สะพานรถไฟที่ทำด้วยไม้ ข้ามแม่นำแม่กลอง ที่ ต. ท่ามะขาม อ. เมือง จ. กาญจนบุรี เริ่มสร้างเดือนตุลาคม 2485 เสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 2486 ข้างๆสะพานไม้ ก็เป็นสะพานเหล็กที่สร้างในระยะเวลาไล่เรี่ยกัน

ยามสงครามที่ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม อาหาร และยารักษาโรค

กอง ทัพญี่ปุ่นกำหนดการสร้างทางรถไฟให้แล้วเสร็จในช่วงเวลา 14 เดือน ท่ามกลางความขาดแคลนอาหาร สภาพร่างกายของเชลยศึกที่แคมป์กาญจนบุรี จึงเหมือนโครงกระดูกเดินได้

การ สร้างทางรถไฟบางช่วงค่อนข้างหฤโหด เช่นช่วงขนาบสันเขาริมแม่น้ำแควน้อย บริเวณบ้านวังโพ (ประมาณ 3-4 กม. ก่อนถึงน้ำตกเขาพัง อ. ไทรโยค) ทำให้เชลยศึกล้มตายดั่งใบไม้ร่วง หรือ ช่องเขาขาด ที่ต้องใช้แรงงานคนล้วนๆ แซะภูเขาด้วยแชลง และจอบให้เป็นช่องพอให้รถไฟผ่านได้ ทำให้แรงงานอ่อนล้า ในการสร้างทางรถไฟสายมรณะระยะทาง 424 กม. มีผู้คนล้มตาย 13,000 คน นั่นคือ 1 ศพ ต่อ ระยะ 32.6 เมตร

การก่อสร้างทางรถไฟ มีหลายช่วงที่ต้องสร้างข้ามแม่น้ำ

สะพาน เหล็กช่วงข้ามแม่น้ำแควใหญ่ที่ ต. ท่ามะขาม สร้างเสร็จเดือนเมษายน พ. ศ. 2486 ต่อมาเดือนธันวาคม พ.ศ. 2487 ทหารฝ่ายสัมพันธมิตร เริ่มจะตั้งหลักได้ และทิ้งระเบิดโจมตีทางรถไฟเป็นระลอกๆ ผลของแรงระเบิด ทำให้สะพานเหล็กขาด 2 ช่วง

ภาพถ่ายทางอากาศอีกมุมกล้องหนึ่ง ที่เห็นความเสียหายของสะพานจากระเบิดอย่างชัดเจน

เดือนสิงหาคม 2488 เมื่อสงครามกำลังยุติ ทุกคนต่างยินดีที่ภารกิจเสร็จสิ้น เตรียมตัวกลับบ้าน

บางส่วนที่โชคไม่ดี ก็หลับอย่างสงบที่สุสานบ้านช่องไก่ ต. เขาปูน อ. เมือง จ. กาญจนบุรี

สุสานทหารฝ่ายสัมพันธมิตร บ้านดอนรัก อ. เมือง จ. กาญจนบุรี

น้ำตาซึม...จดหมายจากแม่ที่อังกฤษถึงลูกที่แคมป์ประเทศไทย ยามสงครามการสื่อสารทางจดหมายก็ไม่ได้หยุดชะงักเสียทีเดียว

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง
ในภาพนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงรับแขกเมือง ลอร์ด เมาน์แบตเตน ตัวแทนของสหราชอาณาจักรอังกฤษ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงนำลอร์ดเมานต์แบตเตน ตรวจแถวทหาร

ขอแทรกเกร็ดเล็กน้อยไว้ที่กระทู้นี้ค่ะ เกี่ยวกับ Pearl Harbor ซึ่งเป็นฐานทัพเรือของสหรัฐที่ใหญ่ที่สุด
ในมหาสมุทรแปซิฟิค ที่หมู่เกาะฮาวาย (รัฐที่ 50) สมัยเรียนหนังสือดิฉันพาลูกทัวร์คนไทยไปเยี่ยมชมบ่อย
การโจมตีฐานทัพเรือ Pearl Harbor เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2484 คือสาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกา
ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และเข้าร่วมวงไพบูลย์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว
ญี่ปุ่นต้องการเป็นมหาอำนาจของโลก จึงขยายดินแดนเข้าครอบครองประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ
เพื่อเป็นหลักประกันด้านวัตถุดิบ ในปี 2480 ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย
สหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนั้นเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ยื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นถอนทหาร และในระหว่างการต่อรอง
ได้ตัดเส้นทางลำเลียงยุทธภัณฑ์สำคัญที่ญี่ปุ่นจะขาดไม่ได้เลย นั่นคือ น้ำมันดิบและถ่านหิน
การเจรจาระหว่างทูตญี่ปุ่นและรัฐบาลสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นไปอย่างตึงเครียดและส่อเค้าว่าจะล้มเหลว
ระหว่างนี้สหรัฐเริ่มรู้ตัวแล้วว่าหากการเจรจาไม่ได้ผล ญี่ปุ่นคงจะบุกแน่ แต่ที่ไหนและเมื่อไรต่างหากที่ยังเป็นปริศนา
เพียงครึ่งชั่วโมงให้หลังหลังจากที่ทูตญี่ปุ่นจากไป การโจมตี Pearl Harbor จึงได้เริ่มขึ้น
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศสงครามกับสหรัฐด้วยซ้ำ
ที่ฐานทัพเรือ Pearl Harbor คืนวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2484 มีการจัดงานรื่นเริงกัน เหมือนทุกๆเสาร์
ที่พิเศษกว่านั้นคือมีการประกวดวงดุริยางค์ระหว่างเรือรบต่างๆ ปรากฏว่า เรือรบ USS Arizona ชนะเลิศ
จึงได้สิทธิ์นอนตื่นสายในวันรุ่งขึ้น
เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2484 ผู้คนก็ตื่นเช้าเตรียมตัวไปโบสถ์กันตามปกติ ในบริเวณฐานทัพเรือ Pearl Harbor
ทหารเรือทำความสะอาดเก็บกวาดขยะจากงานรื่นเริงคืนวาน ก่อน 8 โมงเช้าไม่นาน
เครื่องบินลำแรกปรากฏเหนือน่านฟ้าบริเวณฐานทัพเรือ ชาวบ้านทั่วไปคิดว่าการซ้อมบินอย่างปกติ
แต่คราวนี้เครื่องบินบินต่ำอย่างน่าตกใจ เสียงหวีดหวิวของลูกระเบิดแหวกอากาศและดังตูมขึ้น
ปลุกให้ผู้คนตื่นจากภวังค์ พวกทหารที่เคยอยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าเพียงอึดใจเดียว
เครื่องบินมาเต็มท้องฟ้า ที่ด้านข้างของเครื่องบิน เป็นรูปดวงอาทิตย์สีแดง สัญญลักษณ์ของทหารจักรพรรดิ
บางคนสงสัยว่าในสมัยนั้นไม่มีเรดาร์จับกองเรือข้าศึกกันบ้างหรือ มีเหมือนกันค่ะ ตอนหกโมงครึ่งเช้าวันนั้น
เรือรบสหรัฐจมเรือดำน้ำไม่ทราบสัญชาติ พวก coast guard ได้รับการบอกเล่าว่าจะมีฝูงบินจากแคลิฟอร์เนีย
มาสมทบที่ฮาวาย ทำให้เมื่อเห็นวัตถุประหลาดในจอเรดาร์ จึงคิดว่าอาจเป็นฝูงบินที่มาจากแผ่นดินใหญ่
จึงไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า
-วิวทางอากาศบริเวณฐานทัพเรือ Pearl Harbor

เครื่องบินลำสุดท้ายของญี่ปุ่นจากไปก่อนเที่ยง ภายใน 3 ชั่วโมงของการบุกสายฟ้าแลบ
สหรัฐสูญเสียเรือรบ 12 ลำ เครื่องบิน 188 ลำ ทหาร 2,403 นาย และพลเรือนอีก 68 คน
มีเรือรบ 3 ลำที่แล่นหนีออกทะเลเปิดได้ทัน
จึงพ้นจากการโจมตี สิ่งที่ญี่ปุ่นได้ทำผิดพลาดคือไม่ได้โจมตีถังเก็บสำรองน้ำมัน (tank farm)
ทำให้สหรัฐไม่ถึงกับหมดเนื้อหมดตัวทีเดียว ยังพอเสริมเขี้ยวเล็บและรบชนะได้ในเวลาต่อมาที่ “ยุทธภูมิมิดเวย์”
เรือรบอริโซนา สูญเสียมากที่สุด เพราะลูกเรือเกือบทั้งหมดยังไม่ตื่นเมื่อถูกโจมตี
ร่างของทหารเรือทั้งหมดไม่ได้ถูกเก็บกู้ขึ้น แต่รัฐบาลสหรัฐได้สร้างอนุสาวรีย์กลางน้ำครอบเรือนั้นเป็นอนุสรณ์
เพื่อรำลึก รู้จักกันในนามว่า “USS Arizona Memorial”


เมื่อดิฉันกลับไป Pearl Harbor อีกครั้ง ภาพยนต์ที่ฉายให้นักท่องเที่ยวชมเกี่ยวกับการโจมตี Pearl Harbor
ได้เปลี่ยนเวอร์ชันใหม่ การดำเนินเรื่องชัดเจนสู้เวอร์ชันเก่าไม่ได้
ดิฉันเลียงเคียงถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า ทุกๆปี นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาชมมากที่สุด การจัดทำเวอร์ชันใหม่ขึ้นมา
เป็นการถนอมหน้าตา เพราะเวอร์ชันเก่าลำดับภาพได้ชัดเจนนัก เกี่ยวกับการเจรจาของทูตญี่ปุ่นที่ยังไม่ทันยุติ
แต่กลับโจมตีกระทันหัน คนท้องถิ่นเรียกขานการเจรจาแบบนั้นว่า "double talk"
การถนอมหน้าตาพวกญี่ปุ่น อาจเป็นได้ว่าต้องการลดกระแสกดดันต่อชาวญี่ปุ่นช่วงสงคราม
เพราะทหารญี่ปุ่นได้รับเสียงโจมตีค่อนข้างมาก ไม่ว่าจากการควบคุมเชลยศึกที่ประเทศไทย,
the Rape of Nanking และที่ได้ฉุดคร่าสตรีเกาหลี
การโจมตีสายฟ้าแลบที่ Pearl Harbor ส่งผลกระทบต่อชาวพื้นเมืองเชื้อสายญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
ย้อนหลังไปราวปี ค.ศ. 1880 ชาวจีนลงเรือสำเภาอพยพหนีความแร้นแคลนมาขึ้นฝั่งที่ฮาวายเป็นชาติแรก
เพื่อเป็นกรรมกรในไร่อ้อยขนาดใหญ่ (plantation labor) ของชาวอเมริกัน ที่ต้องการผลิตนำตาล
ไปแข่งกับน้ำตาลจากเท็กซัสและหลุยเซียน่า
ญี่ปุ่นเป็นชาติที่สองที่มาฮาวาย แต่กลับทวีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับหนึ่ง เพราะฮาวาย ตั้งอยู่กลาง
มหาสมุทรแปซิฟิค ครึ่งทางระหว่างแคลิฟอร์เนียและญี่ปุ่น จึงนับว่าใกล้ญี่ปุ่นมาก
รัฐบาลกลางสหรัฐ หวาดกลัวว่าญี่ปุ่นอาจส่งคนแฝงตัวมาจารกรรม (Espionage - โปรดสังเกตว่าไม่ใช้คำว่า spy) ใน
รูปของกรรมกรไร่อ้อย จึงจับชายเชื้อสายญี่ปุ่นต้องสงสัยจำนวนมากไปเข้าค่ายกักกันที่ซานฟรานซีสโก
ห้าสิบปีหลังเหตุการณ์โจมตี Pearl Harbor รัฐบาลกลางสหรัฐอนุมัติเงินเพื่อจ่ายให้ผู้ที่โดนจับเข้าค่ายกักกัน
รายละ $US 200,000 เพื่อขอโทษที่ได้ริดรอนเสรีภาพผู้บริสุทธิ์
-ภาพธงชาติญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ยังเป็นรูปพระอาทิตย์ขึ้น (Rising Sun)

เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
กิจกรรมของพลเรือนอเมริกัน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
เมื่อดิฉันไปเรียนหนังสือใหม่ๆ ได้พบกับสตรีสูงอายุท่านหนี่ง เป็น Emeritus professor
ทราบภายหลังว่าท่านเกิดปี ค.ศ. 1900 ท่านเล่าให้ฟังว่าช่วงสงคราม ปี 1941 ยังคงสอน English Literature
อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ทางรัฐบาลท้องถิ่น Chicago ต้องการเกณฑ์คนจำนวนมากไปร่วมงานแปรโค้ดลับ
ของพวกญี่ปุ่นที่หน่วยจารกรรมของสหรัฐจับได้
ท่านได้ร่วมปฏิบัติการ decode ด้วย เมื่อสหรัฐตีโค้ดแตก จึงทราบความเคลื่อนไหวของกองทัพ
ลูกพระอาทิตย์ ชัยชนะที่ยุทธภูมิมิดเวย์ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียความได้เปรียบ
Midway Island หรือที่ถูกต้องต้องเรียกว่า Midaway Atoll อยู่ห่างจากหมู่เกาะฮาวายไปทางทิศเหนือ 1,200 ไมล์
คำว่า Atoll เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่สันนิษฐานว่ามาจากภาษาอารยัน (สันสกฤต) ใช้อธิบายลักษณะ
ภูมิประเทศใต้ทะเล ที่เป็นบ่าประการังโดยรอบนอก ส่วนตรงกลางเป็นแอ่งกระทะที่เรียกว่า ลากูน (lagoon)
ลักษณะเกาะที่มิดเวย์ตรงตามลักษณะที่บรรยายมา ภายหลังจึงนิยมเรียกว่า Midway Atoll

.

ในปี 1993 มีการรับสมัครอาสาสมัครเพื่อไปฟื้นฟูสภาพเกาะมิดเวย์ ที่ฐานทัพสหรัฐใช้เป็นที่ซ้อมรบ
เสียหลายสิบปี ปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่แล้ว จึงจะเปิดเป็นอุทยานแห่งชาติ ก่อนที่จะขันอาสา
ไปร่วมฟื้นฟูต้องคิดหนัก เพราะชิฟท์หนึ่งจะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ 15 วัน หากเกิดอยากกลับกลางคัน
เป็นอันว่าหมดสิทธิ์เพราะเครื่องบินที่ไปมีเฉพาะเครื่องบินราชนาวีเท่านั้น
ว่างๆจะกลับมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเกาะมิดเวย์ค่ะ วันนี้ดูรูปไปก่อนนะคะ ที่นี่มีประชากรนก Albatross
หนาแน่นที่สุดในโลก และเนื่องจาก 50 ปีที่ผ่านมา เกาะนี้เป็นพื้นที่ทหารที่ห่างไหลจากฝั่ง
ไม่มีผู้คนมารบกวน นกที่นี่จึงเชื่องและไม่กลัวมนุษย์
สมัยเด็กๆ เราเคยพกหนังสติ๊กยิงนกกระยางในนาอย่างไร วันนี้ถ้าได้ยิงนก Albatross
จะยิงง่ายกว่ามาก เพราะสายพันธุ์ที่ใหญ่ ก็ตัวใหญ่สุดๆ

ประชากรนกรายล้อมตึกเก่าๆ ตั้งแต่สมัยสงคราม ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว

นกสายพันธุ์ Laysan Albatross
บางท่านอาจสงสัยว่าปฏิบัติการแปรโค้ดญี่ปุ่นเขาทำกันอย่างไร
เรื่องนี้ดิฉันเองก็สงสัยมากค่ะ เมื่อถามอาจารย์ชาวอเมริกันผู้นี้
ท่านก็สองจิตสองใจ ใจหนึ่งก็อยากเล่า เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานโข
คงไม่ "matter" แต่อีกใจหนึ่ง ท่านก็ "under oath"
สาบานว่าจะรักษาความลับสุดชีวิต เหมือนที่มีการสาบานในศาล
... I will speak the truth, the whole truth, and anything but the truth...
เรื่องปฏิบัติการแปลโค้ดลับญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันไม่เป็นความลับอีกแล้ว
กองทัพเรือสหรัฐเป็นผู้ไขปัญหาเสียเอง
ต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 หลังจากโจมตีเพริ์ลฮาร์เบอร์ ญี่ปุ่นได้เร่งรุกแผ่อิทธิพล
ทางมหาสมุทรแปซิฟิคอย่างเต็มสูบ ส่วนหนึ่งมุ่งลงแปซิฟิคใต้ เพื่อดึงความสนใจของชาวโลก ยึดมาลายู และสิงคโปร์
(ซึ่งอยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษ) อินโดนีเซีย (ภายใต้ดัทช์) และฟิลิปปินส์
กำลังอีกส่วนหนึ่งของนายพลยามาโมโต ก็พยายามหาวิธีสยบเขี้ยวเล็บของสหรัฐ ซึ่งอยู่
ในมหาสมุทรแปซิฟิคตอนกลางอย่างถอนรากถอนโคน
นายพลยามาโมโตเมื่อสมัยหนุ่ม เคยมาสหรัฐและเห็นความแข็งแกร่งด้่านอุตสาหกรรม
ของสหรัฐเป็นอย่างดี มั่นใจว่าปีแรกของสงครามกับสหรัฐ ญี่ปุ่นอาจได้เปรียบ
แต่หากยืดเยื้อขึ้นปี 2 และปี 3 ท่านก็ไม่แน่ใจ
ป.ล. อุ๊บ... ด้านบนโปรดเปลี่ยน anything เป็น nothing ค่ะ
นายพลทหารเรือ ผู้มีชื่อเสียงและบทบาทในการรบทางมหาสมุทรแปซิฟิค มี 2 ท่าน
ท่านแรกคือ นายพล Chester Nimitz ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองเรือทางมหาสมุทรแปซิฟิคตอนกลาง
อีกท่านหนึ่งคือ นายพล McArther ซึ่งประธานาธิบดีรูสเวลท์แต่งตั้งให้
เป็นผู้บัญชาการกองเรือทางมหาสมุทรแปซิฟิคตะวันตกเฉียงใต้
ซึ่งกินอาณาบริเวณน่านน้ำเอเซียกลาง (จากกวม) ลงไปจรดโอเชียเนีย
เมื่อสมัยเด็กๆ ดิฉันช่วยที่บ้านหยิบอะไหล่ให้ลูกค้า ยังนึกแปลกใจว่ารถจี๊ปที่วิ่งกันในเมืองไทย
มีแต่ชื่อแปลกๆ เช่น จี๊ปเชฟ (Chevy) จี๊ปกลาง จี๊ปหน้ากบ จี๊ปวิลลี่ จี๊ปแมคอาร์เธอร์
พึ่งจะทราบว่าชื่อสุดท้าย คือชื่อที่มาจากนายพลแมคอาร์เธอร์ นั่นเอง ทั้งหมดคือมรดกที่กองทัพสหรัฐ
ทิ้งไว้ให้คนไทยใช้ต่อกันมาอีกหลายสิบปี
**********
นายพลนิมิตซ์ คำนวณสถานการณ์ดูแล้ว สหรัฐไม่สามารถผิดพลาดซ้ำเหมือน Pear Harbor ได้อีก
พยายามประมวลดูว่าญี่ปุ่นจะบุกที่ไหนเป็นแห่งถัดไป
ระหว่างนี้หน่วย Intelligence ของสหรัฐเริ่มจับโค้ดของญี่ปุ่นได้ และคำสั่งทางวิทยุที่สหรัฐสื่อสารนั้น
ญี่ปุ่นก็จับได้เช่นกัน ปลาย พ.ค. 1942 หน่วย Intelligence สหรัฐจับโค้ด “AF” ได้
เจ้าหน้าที่ระดับสูงแปลโค้ดว่าน่าจะหมายถึงสถานที่ใดซักแห่งในฮาวาย เพราะเคยแกะโค้ด “A” ว่าหมายถึงฮาวาย
ดังนั้นจึงมีคำสั่งให้ทหารเรือบนเกาะมิดเวย์วิทยุออกไปว่า "ระบบทำน้ำจืดบนเกาะได้รับความเสียหาย
ต้องการน้ำจืดด่วน" ฝ่ายญี่ปุ่นจับโค้ดสหรัฐได้ และรายงานไปยังเบื้องสูงว่า “AF is short of water”
ซึ่งยืนยันว่า AF หมายถึงมิดเวย์ ที่ที่ญี่ปุ่นจะบุกในวันที่ 3 มิ.ย. 1942
-ส่วนสีแดง คือส่วนที่ญี่ปุ่นยึดครองหรือเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น (เช่นไทย)

ความผิดพลาดของ Admiral Yamamoto ผู้บัญชาการรบในน่านน้ำแปซิฟิค
คือเลือกเปิดศึกหลายทางพร้อมๆกัน แทนที่จะ focus เป็นแห่งๆไป
เมื่อตอนญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย จะเข้าไปลึกๆใน in land ของประเทศจีนก็ไม่ได้
เพราะการส่งเสบียงบำรุงเป็นปัญหาใหญ่ และยิ่งเข้าไปในแผ่นดินลึกเข้าเท่าไร
จะเจอการรบแบบกองโจรของทหารจีน “เอ็งถอย ข้าบุก เอ็งรุก ข้าหนี เอ็งหยุด ข้าตี…”
เหมือนที่ทหารอเมริกันเคยรบกับพวกเวียดกง แล้วเจอการรบแบบไม่เห็นตัวข้าศึก
ซึ่งตำราไม่ได้สอน ต้องพ่ายแพ้กลับไป
ญี่ปุ่นมีกองเรือรวมแล้วกว่า 200 ลำ กระจายอยู่ในแปซิฟิค
กองทัพเรือของญี่ปุ่นในน่านน้ำแปซิฟิค วางกำลังตั้งแต่ตอนใต้ของอลาสก้า
ลงไปจรดแปซิฟิคใต้ ทำให้ยากในการส่งเสบียงและยุทธภัณฑ์สนับสนุน
(ถึงตรงนี้ มีเสียงกระแนะกระแหนนักประวัติศาสตร์ว่า…ชักเหมือนนักเศรษฐศาสตร์
เข้าไปทุกที คือชำนาญในทางอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ทำนายอนาคตไม่ได้ ..แฮ่ม)
รูปจากซ้าย MacArther, F. D. Roosvelt, Nimitz ที่ฮาวาย







นายพลอิโซโรกุ ยามาโมโต มีความเข้าใจในศักยภาพทางด้านการผลิตของอเมริกันอย่างมาก
แม้แต่ในสมัยสงครามโลกครั้งแรก เศรษฐกิจของประเทศต่างต่างเสียหายยับเยิน เพราะต้องทุ่มเททรัพยากรเข้าห้ำหั่นกัน
ผลรวมของความเสียหายทั้งโลกรวมกัน เทียบได้ประมาณยี่สิบเปอร์เซนต์ของ จีดีพี สหรัฐในขณะนั้นเท่านั้นเอง
คิดง่ายง่ายก็คือว่า คนอเมริกันยอมอดข้าวเสียหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวัน ก็เพียงพอที่จะครองโลกได้แล้ว
สงครามครั้งถัดมา ก่อนที่จะถูกโจมตีที่อ่าวเพิร์ล
โรงกลั่นน้ำมันของเอ็กซอนที่ปานามา ก็ส่งน้ำมันอ๊อกเทน 100
ให้เครื่องเมอร์ลิน ใน spitfire ของอังกฤษ
ทำแรงม้าเหนือ Me 109 มาเป็นปีแล้ว
ถึงแม้ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันจะถูกถล่มที่อ่าวเพิร์ล
ถ้าไม่ถอดใจเสียก่อน ผมว่าผลสุดท้ายของสงครามก็คงจะเหมือนเดิม
เพียงแต่เวลาจะเปลี่ยนไปบ้างเท่านั้น
เรือบรรทุกเครื่องบิน Akagi ของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็น "Queen" ของกองเรือพระจักรพรรดิ ปี 1941

หัวเรื่อง ๆ นี้มาจากหนังสือพิมพ์ Independent ของประเทศอังกฤษ
ในการรบทางทะเลที่ดุเดือดเลือดพล่านในมหาสมุทรแปซิฟิค หากกล่าวถึง
เกาะโอกินาวาไปแล้ว ถ้าไม่พูดถึงเกาะอิโวจิมา ก็เหมือนกับไปซานฟรานซิสโก
แล้วไม่เห็นสะพานโกลเดนเกทอย่างไรอย่างนั้น
การต่อสู้ที่เกาะอิโวจิมา ถือเป็นสมรภูมิที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากอันหนึ่งช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2
ตลอดหกสัปดาห์ของการปะทะกันอย่างดุเดือดในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม พ.ศ. 2488
และประวัติศาสตร์จะต้องจารึกเป็นเกียรติประวัติให้แก่วีรบุรุษสงครามของทั้งฝ่ายญี่ปุ่นและอเมริกา
ภาพที่เป็นที่รู้จักคุ้นตากันดีถ่ายโดยนาย Joe Rosenthal คือภาพที่นาวิกโยธินสหรัฐ
ผู้กะปลกกะเปลี้ยจากการรบ กำลังช่วยกันประคองปักธงชาติสหรัฐลงบนยอดภูเขาไฟ
Mt. Suribachi เพื่อประกาศชัยชนะ และได้ยึดครองเกาะนี้จนถึงปี ค.ศ. 1968 (พ.ศ. 2511)
ในส่วนของทหารญี่ปุ่น หลังจากที่กองทัพลูกพระอาทิตย์ได้ทิ้งไพ่จนหมดหน้าตักและรู้ว่า
ถึงอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้สงครามแน่ๆ ดังนั้นการต่อสู้ของทหารญี่ปุ่นที่นี่ จึงเป็นการช่วยถ่วงเวลา
ให้ประเทศญี่ปุ่นมีเวลาเตรียมการรับมือให้พร้อมที่สุดจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐ
การปะทะที่อิโวจิมา ตัวเลขการสูญเสียกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายสูงอย่างน่าตกใจ ทหารสัมพันธมิตร
(ส่วนใหญ่คือสหรัฐ) ตาย 7,000 นาย บนเกาะนี้ คิดเป็น 1 ใน 3 ของ นาวิกโยธินฝ่ายสัมพันธมิตรที่เสียชีวิต
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งหมด ทางฝ่ายทหารญี่ปุ่น ในบรรดา 21,000 นาย ถูกจับเป็นเชลยสงคราม
200 คน ที่เหลือเสียชีวิตทั้งหมด
เกาะอิโวจิมา ตั้งอยู่ 680ไมล์ ทางทิศใต้ของกรุงโตเกียว ครึ่งทางพอดี ระหว่างกรุงโตเกียวและเกาะกวม
ดังนั้นทำเลที่ตั้งของเกาะอิโวจิมา จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของญี่ปุ่น กล่าวคือ ช่วงปลายสงคราม
เครื่องบินทิ้งระเบิด B29 ของสหรัฐจากฐานทัพที่กวมจะต้องบินผ่านเกาะนี้ ทำให้ทหารญี่ปุ่น
สามารถส่งข่าวไปบอกทางเมืองหลวงได้

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ทรงรับแขกเมือง ลอร์ด เมาน์แบตเตน
(Lord Louis Mountbatten) ตัวแทนของสหราชอาณาจักรอังกฤษ
Mouthbatten เคยเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอังกฤษในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง
ผลักดันให้กองทัพญี่ปุ่นออกจากพม่า ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงอังกฤษที่มาดูแลผลประโยชน์
ประจำอินเดีย (British viceroy of India) และมีบทบาทสำคัญในการให้อินเดียและปากีสถาน
ได้รับเอกราชในเวลาต่อมา
ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Ia_Drang
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
168 VOTES (4/5 จาก 42 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
10วิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
ประเทศที่ร้อนที่สุดในโลก!!
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
นิสัยจากวันเกิด
มีบ้านหลายหลัง เป็น "เจ้าบ้าน" ในทะเบียนบ้านได้กี่หลัง?
มีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้น
ย้อนวันวาน “7 สีคอนเสิร์ต” เวทีในตำนาน! เริ่มต้นด้วยคู่ขวัญ มยุรา เศวตศิลา – ธงไชย แมคอินไตย์ ครองใจคนไทยทั้งประเทศHot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
บุคคลที่ร่ำรวยและมีทรัพย์สินมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของไทย
มหาวิทยาลัยและสาขา ที่ค่าเรียนแพงที่สุดในประเทศไทย
สงกรานต์รถแน่นมาก! 9 ทริคขับกลับบ้านให้ถึงแบบไม่เหนื่อยและปลอดภัย
"ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
แนะนำซีรีส์จีนสุดฮิต ประทีปรักเหนือสองภพ (Love Beyond The Grave)
ป้าชาวจีนยืนโซ้ยบะหมี่หน้าตาเฉย กลางวงคนที่กำลังทะเลาะกันอย่างดุเดือด ระดับความอยากรู้นี้ ทำเอาโซจึ้งไปเลย!