ย้อนรอย 120 ปี จากยุคไพร่ที่จ่ายเงินเดือนละ 6 บาทแทนการเข้าเวร สู่การจับสลากใบดำ-ใบแดง
บรรยากาศในศาลาวัดทุกเดือนเมษายนที่ชายไทยต้องต่อแถวรอวัดดวงหน้ากล่องไม้ เพื่อลุ้นผลการจับสลากใบดำและใบแดง เป็นภาพที่สังคมไทยคุ้นชินมาอย่างยาวนาน ทว่าเบื้องหลังกล่องไม้ใบเล็กที่ใช้ตัดสินชะตาชีวิตผู้คนในเสี้ยววินาที มีประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานและกฎหมายที่เดินทางผ่านกาลเวลามากว่า 120 ปี นับตั้งแต่ยุคที่ชายไทยยังถูกตีตราด้วยรอยสักเลก และยุคที่คนมีฐานะสามารถใช้เงินซื้อสิทธิ์เพื่อไม่ต้องไปรับใช้หลวงได้ตามกฎหมาย
ยุคไพร่และการจ่ายเงินเดือนละ 6 บาทเพื่อแลกอิสรภาพ
ก่อนที่จะมีคำว่าทหารเกณฑ์ ชายสามัญชนในสยามมีสถานะเป็น "ไพร่" ซึ่งต้องถูกสักเลกหรือฝังเข็มหมึกไว้บนผิวหนังเพื่อระบุว่าสังกัดกรมกองใด เมื่อถึงกำหนดเรียกตัว ไพร่จะต้องละทิ้งเรือกสวนไร่นาและครอบครัวเพื่อเดินทางไปเข้าเวรรับใช้หลวง โดยในสมัยอยุธยาต้องเข้าเวรนานถึงปีละ 6 เดือน หรือครึ่งหนึ่งของชีวิต ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือปีละ 3 เดือนในสมัยรัตนโกสินทร์
อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ในยุคไพร่ได้เปิดช่องทางพิเศษไว้สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเดินทางไปใช้แรงงาน โดยสามารถเลือกจ่ายเงินแทนการเข้าเวรได้ในอัตราเดือนละ 6 บาท กติกานี้ทำให้เกิดภาพความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เพราะครอบครัวที่มีฐานะสามารถควักเงินจ่ายเพื่อให้ลูกชายได้อยู่ทำมาหากินที่บ้านต่อไป ขณะที่ภาระการเข้าเวรรับใช้หลวงตกอยู่กับลูกหลานของครอบครัวที่ยากจนและไม่มีเงินจ่ายเท่านั้น
จุดเปลี่ยนปี พ.ศ. 2448 จากแรงงานมูลนายสู่ทหารของรัฐ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2448 เมื่อมีกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับประกาศใช้ห่างกันไม่ถึง 5 เดือน ฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติทาส ร.ศ. 124 (1 เมษายน พ.ศ. 2448) ที่ปลดปล่อยลูกทาสให้เป็นไท และตามมาด้วย พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124 (29 สิงหาคม พ.ศ. 2448) ซึ่งกำหนดให้ชายอายุ 17-40 ปี ต้องเข้ารับราชการทหารประจำการเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะปลดไปเป็นกองหนุน หากใครหลบหนีมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี โดยค่อยๆ ขยายการบังคับใช้จนครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศในเวลาประมาณ 10 ปี
กฎหมายทั้งสองฉบับนี้สะท้อนการถ่ายโอนอำนาจการควบคุมกำลังคน จากเดิมที่แรงงานเคยอยู่ในมือของมูลนายและนายทาส ให้ย้ายมาอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐโดยตรง แต่ในยุคเริ่มต้นของกฎหมายเกณฑ์ทหาร ยังไม่มีการใช้กล่องจับสลาก อำนาจการตัดสินใจว่าใครต้องไปเป็นทหารขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตรวจเลือก และกฎหมายยังกำหนดข้อยกเว้นให้บุคคลบางกลุ่มไม่ต้องถูกเกณฑ์ ได้แก่ พระภิกษุสามเณร นักเรียนชั้นสูง ข้าราชการที่มีเงินเดือน กำนันผู้ใหญ่บ้าน ลูกที่ต้องดูแลพ่อแม่พิการ รวมถึง "ผู้ที่เสียภาษีสูง" ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนมีเงินกับคนไม่มีเงินจากยุคไพร่ยังคงปรากฏให้เห็นในอีกรูปแบบหนึ่ง
กำเนิดการจับสลากใบดำ-ใบแดง ในปี พ.ศ. 2497
ระบบการจับสลากเพิ่งปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการใน พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 29 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ จะใช้วิธีจับสลากก็ต่อเมื่อจำนวนผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตรวจร่างกายมีมากกว่าจำนวนทหารที่ต้องการ และมีผู้สมัครใจไม่ครบตามโควตา
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ในตัวบทกฎหมายระบุไว้เพียงคำว่า "จับสลาก" โดยไม่มีคำว่า "ใบดำ" หรือ "ใบแดง" ปรากฏอยู่เลยแม้แต่คำเดียว แต่การใช้สีดำและสีแดงเป็นวิธีปฏิบัติที่เจ้าหน้าที่หน้างานคิดค้นขึ้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการคัดเลือก การนำกล่องจับสลากมาใช้จึงไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อคัดคนเข้ากองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความยุติธรรม ป้องกันไม่ให้กรรมการใช้อำนาจชี้ตัวเลือกปฏิบัติ และขจัดระบบการใช้เงินซื้อสิทธิ์ออกไป โดยให้มือของผู้เข้ารับการตรวจเลือกเป็นผู้กำหนดชะตาของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน
สถิติปัจจุบัน สิทธิมนุษยชน และอนาคตของกล่องจับสลาก
หากพิจารณาจากข้อมูลจริงในการตรวจเลือกเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 มีชายไทยเข้ารับการตรวจเลือกทั่วประเทศทั้งสิ้น 434,778 คน ขณะที่กองทัพต้องการทหารจำนวน 84,380 นาย ก่อนการจับสลากมีผู้สมัครใจผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้าและผู้ที่ตัดสินใจสมัครหน้างานในวันตรวจเลือกอีก 27,698 คน ทำให้เหลือยอดที่ต้องลุ้นจับสลากใบแดงจริงราว 30,000 กว่าคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1 ใน 10 ของผู้ที่มาเข้ารับการตรวจเลือกทั้งหมด โดยผู้ที่เลือกสมัครใจจะได้รับสิทธิลดหย่อนเวลาประจำการลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการจับได้ใบแดง เช่น วุฒิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สมัครใจเป็นทหาร 1 ปี (จับได้ใบแดง 2 ปี) และวุฒิปริญญาตรี สมัครใจเพียง 6 เดือน (จับได้ใบแดง 1 ปี)
นอกจากเรื่องตัวเลขแล้ว กระบวนการตรวจเลือกยังผ่านการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนครั้งสำคัญ ในอดีตสตรีข้ามเพศที่เข้ารับการตรวจเลือกต้องได้รับเอกสารราชการที่ระบุเหตุผลการยกเว้นด้วยคำว่า "โรคจิตถาวร" จนกระทั่ง คุณสามารถ มีเจริญ ได้ยื่นฟ้องต่อศาล และเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ถอนถ้อยคำดังกล่าวออก นำไปสู่การแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 75 พ.ศ. 2555 ที่จัดให้สตรีข้ามเพศอยู่ในคนจำพวกที่ 2 (ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด) ซึ่งช่วยคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้เข้ารับการตรวจเลือก
สำหรับทิศทางในอนาคต กระทรวงกลาโหมได้วางแผนปรับเปลี่ยนระบบการรับทหารกองประจำการให้มาจากการสมัครใจทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งหากแผนการนี้เกิดขึ้นจริง กล่องไม้จับสลากก็จะทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายปี พ.ศ. 2497 คือวางอยู่เฉยๆ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานอีกต่อไป
วิวัฒนาการของการเกณฑ์ทหารไทยตลอด 120 ปี สะท้อนให้เห็นการเดินทางผ่านยุคสมัยแห่งความเหลื่อมล้ำที่คนมีเงินสามารถจ่ายค่าราชการเดือนละ 6 บาท หรือใช้เกณฑ์การเสียภาษีสูงเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ จนก้าวเข้าสู่การใช้ระบบจับสลากเพื่อสร้างมาตรฐานความเท่าเทียมหน้างาน แม้ใบแดงจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่อยากหยิบเจอ แต่โดยแก่นแท้แล้ว กล่องจับสลากไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเลือกปฏิบัติ หากแต่มีไว้เพื่อยืนยันว่าไม่มีใครสามารถใช้อำนาจหรือเงินตราชี้ชะตาคนอื่นได้เหมือนในอดีต ก่อนที่สังคมไทยจะก้าวไปสู่ระบบทหารอาสาสมัครอย่างสมบูรณ์ในอนาคต
เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และแนวทางการใช้ชีวิตที่เท่าทันโลก
3 อำเภอของประเทศไทย ที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัดใหม่
ภาพยนตร์ไทยที่ใช้นักแสดงเยอะและใช้เวลาสร้างนานที่สุดตลอดกาล
หนังที่ทำรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท เรื่องแรกในประวัติศาสตร์โลก
5 มหาลัยไทยที่สอบเข้าอยากที่สุดในไทย บางสาขาคนสมัครเป็นพัน แต่รับเพียงหลักสิบ
เปิด 10 จังหวัดประชากรเพิ่มขึ้น สวนทางภาพรวมเด็กเกิดน้อย
3 นกมงคลตามความเชื่อโบราณ พร้อมเหตุผลทางธรรมชาติที่นกบินมาเกาะบ้าน
10 นามสกุลที่มีผู้ใช้มากที่สุดในประเทศไทย
ม้าสีหมอก ปะทะ ฟ้าลิขิต เปิดเลขเด่นคนละทาง เทียบ 6 ตัววงกลม พร้อมชุดบน-ล่าง งวด 16 พ.ย. 69
ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ที่ทำรายได้รวมมากถึง 200 ล้านบาท
10 จังหวัดที่คนไทยนิยมไปเที่ยวมากที่สุด จังหวัดไหนครองแชมป์
5 ขั้นตอนการตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แม่นยำ ไม่พลาดรางวัลใหญ่ งวด 16 พ.ย. 69
5 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้จ่ายในประเทศไทยมากที่สุด
ทำไมห้ามใช้ตะเกียบเคาะชามข้าว: ส่อง 3 เหตุผลเบื้องหลังความเชื่อเรื่องลางจนและมารยาทบนโต๊ะอาหาร
ฮาโลวีนนี้มีสะดุ้ง! อุทยานแห่งชาติเขาชะเมาฯ ประกาศงดแต่งผี ลั่น “อัตรากำลังในพื้นที่มีเพียงพอแล้ว”
เปิดตำนาน "Dumb Supper" มื้ออาหารเงียบวันฮาโลวีน จากพิธีส่องเงาเนื้อคู่ สู่โต๊ะรำลึกวิญญาณบรรพบุรุษ
เปิดความหมาย "วินีลกะ" ศัพท์ธรรมะที่โซเชียลเตือนว่าอย่าเสิร์ช หากใจไม่ถึงระวังติดตา


