หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

เปิดคลังศัพท์นิยายไทย! รวมคำโบราณที่นักเขียนมือใหม่ควรรู้

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า


ถ้าพูดถึงการเขียนนิยายไทยให้มีกลิ่นอายย้อนยุค สิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับเรื่องราวได้อย่างชัดเจนก็คือการเลือกใช้ภาษา เพราะนอกจากโครงเรื่อง ตัวละคร และฉากหลังแล้ว ถ้อยคำที่ผู้เขียนนำมาใช้ยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดบรรยากาศของนิยายให้แตกต่างจากงานเขียนทั่วไป

นักอ่านที่ชื่นชอบวรรณคดีหรือนิยายย้อนยุคอาจคุ้นเคยกับคำอย่าง “ครั้น” “ทว่า” “กอปร” “ฤๅ” “คะนึง” และ “อาวรณ์” ซึ่งเป็นคำที่พบได้ในภาษาเขียนและวรรณกรรม คำเหล่านี้บางคำยังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่มีน้ำเสียงเป็นทางการหรือให้ความรู้สึกเป็นวรรณศิลป์มากกว่าภาษาพูดในชีวิตประจำวัน

สำหรับนักเขียนมือใหม่ การรู้จักคำศัพท์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำมาใช้ทุกคำในนิยาย แต่ควรเข้าใจความหมายและหน้าที่ของแต่ละคำ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับยุคสมัย บุคลิกตัวละคร และสถานการณ์ในเรื่อง หากใช้ได้ถูกต้อง ภาษานิยายก็จะมีสีสันและช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงบรรยากาศของเรื่องได้มากขึ้น

ต่อไปนี้คือคลังคำภาษาไทยที่นักเขียนนิยายควรรู้จัก โดยแบ่งตามลักษณะการใช้งาน เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและนำไปปรับใช้กับงานเขียน

1. คำเชื่อมและคำบอกลำดับเหตุการณ์

คำกลุ่มนี้ช่วยเชื่อมประโยค บอกช่วงเวลา และทำให้การเล่าเรื่องต่อเนื่องกัน เหมาะสำหรับฉากบรรยายในนิยายย้อนยุคและงานเขียนที่ต้องการน้ำเสียงแบบวรรณกรรม

  1. ครั้น หมายถึง เมื่อหรือพอ ใช้เชื่อมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ เช่น “ครั้นรุ่งสาง นางจึงออกจากเรือน”
  2. ครั้นแล้ว หมายถึง เมื่อเหตุการณ์หนึ่งผ่านไปหรือหลังจากนั้น เช่น “ครั้นแล้วเขาจึงหันกลับไปมองทางเดิม”
  3. บัดนี้ หมายถึง เวลานี้หรือขณะนี้ เช่น “บัดนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”
  4. บัดดล หมายถึง ในทันใดหรือในทันที เช่น “บัดดลเสียงประตูก็ดังขึ้น”
  5. ทว่า หมายถึง แต่ว่าหรือแต่ ใช้แสดงความขัดแย้ง เช่น “เขาตั้งใจจะกลับบ้าน ทว่าฝนกลับตกหนัก”
  6. กระนั้น หมายถึง อย่างนั้นหรือถึงอย่างนั้น เช่น “ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่ยอมแพ้”
  7. ฉะนั้น หมายถึง เพราะเหตุนี้หรือดังนั้น เช่น “ฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจออกเดินทาง”
  8. มิฉะนั้น หมายถึง หากไม่เป็นเช่นนั้น เช่น “เจ้าต้องรีบไป มิฉะนั้นจะไม่ทันเวลา”
  9. อนึ่ง หมายถึง อีกประการหนึ่งหรืออีกอย่างหนึ่ง ใช้เมื่อต้องการเพิ่มเติมประเด็น
  10. ฤๅ หมายถึง หรือ เป็นรูปคำที่พบในภาษาเขียนเก่าและวรรณคดี เช่น “เจ้าจะอยู่ที่นี่ฤๅ”
  11. แล เป็นคำที่พบในภาษาเขียนเก่า มีหน้าที่และความหมายแตกต่างกันตามบริบท จึงไม่ควรนำไปใช้แทนคำว่า “และ” ทุกกรณี
  12. หาไม่ หมายถึง หากไม่หรือมิฉะนั้น เช่น “จงรักษาคำพูดไว้ หาไม่แล้วผู้คนจะหมดความเชื่อถือ”

คำเหล่านี้ช่วยให้การบรรยายมีจังหวะที่แตกต่างกัน แต่ไม่ควรนำมาใช้ซ้อนกันโดยไม่จำเป็น เช่น “อนึ่งอีกประการหนึ่ง” เพราะมีความหมายซ้ำกัน หรือใช้ “ครั้นพอ” ในทุกสถานการณ์จนทำให้ประโยคฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ

2. คำเกี่ยวกับการพูด การฟัง และการกล่าวถ้อยคำ

การเขียนนิยายที่มีบทสนทนาจำนวนมาก หากใช้คำว่า พูด บอก และกล่าว ซ้ำกันตลอดทั้งเรื่อง อาจทำให้สำนวนดูจำเจ การรู้จักคำอื่น ๆ ที่มีความหมายเฉพาะจะช่วยให้ผู้เขียนถ่ายทอดลักษณะการสื่อสารของตัวละครได้หลากหลายขึ้น

  1. เอ่ย หมายถึง กล่าวหรือพูดออกมา เช่น “นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย”
  2. เอื้อนเอ่ย หมายถึง กล่าวหรือพูด มักให้ความรู้สึกนุ่มนวลหรือมีลีลา
  3. วาจา หมายถึง คำพูดหรือถ้อยคำ เช่น “วาจาของเขาทำให้นางเจ็บปวด”
  4. วจี หมายถึง คำพูดหรือถ้อยคำ มักพบในภาษาเขียนเชิงวรรณศิลป์
  5. วาทะ หมายถึง คำกล่าวหรือถ้อยคำ โดยเฉพาะคำพูดที่มีเนื้อหาหรือข้อคิด
  6. พาที หมายถึง การพูดหรือสนทนา พบได้ในภาษาเขียนที่มีลักษณะเป็นวรรณศิลป์
  7. สดับ หมายถึง ฟังหรือได้ยิน เช่น “นางสดับเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากหน้าประตู”
  8. รำพึง หมายถึง คิดหรือกล่าวกับตนเอง มักใช้ถ่ายทอดความคิดของตัวละคร
  9. รำพัน หมายถึง กล่าวถึงความรู้สึกอย่างต่อเนื่อง มักเกี่ยวข้องกับความเศร้าหรือความคิดถึง
  10. ปรารภ หมายถึง กล่าวถึงหรือเริ่มพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น “เขาปรารภถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน”
  11. บัญชา หมายถึง สั่งหรือสั่งการ มักใช้กับผู้มีอำนาจหรือผู้บังคับบัญชา
  12. ดำริ หมายถึง คิดหรือมีความคิดริเริ่ม เป็นคำที่มีระดับภาษาค่อนข้างเป็นทางการ

ข้อควรจำคือคำเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเหมือนคำว่า “พูด” ทั้งหมด เช่น “สดับ” หมายถึงการฟัง ส่วน “บัญชา” หมายถึงการสั่งการ นักเขียนจึงควรเลือกใช้ให้ตรงกับการกระทำของตัวละคร

3. คำบรรยายการมองเห็น การเคลื่อนไหว และการได้ยิน

การบรรยายฉากเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักอ่านมองเห็นภาพตามจินตนาการ คำบางคำสามารถช่วยให้การเล่าเรื่องมีความละเมียดละไมมากขึ้น โดยไม่ต้องอธิบายรายละเอียดเป็นประโยคยาวเกินไป

  1. ยล หมายถึง ดูหรือเห็น เช่น “เขายลภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ”
  2. พิศ หมายถึง เพ่งดูหรือพิจารณาอย่างละเอียด เช่น “นางพิศใบหน้าของเด็กน้อยอย่างเอ็นดู”
  3. ชำเลือง หมายถึง มองด้วยหางตาหรือมองอย่างรวดเร็ว เช่น “นางชำเลืองมองชายหนุ่ม”
  4. เหลียว หมายถึง หันไปมอง เช่น “เขาเหลียวกลับไปทางประตู”
  5. แลเห็น หมายถึง มองเห็นหรือเห็นอยู่ในระยะสายตา
  6. ทอดสายตา หมายถึง มองไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เช่น “นางทอดสายตาไปยังทุ่งกว้าง”
  7. แว่ว หมายถึง ได้ยินเสียงเบา ๆ หรือเสียงที่ดังมาจากระยะไกล เช่น “เสียงระฆังแว่วมาจากวัดท้ายหมู่บ้าน”
  8. ย่างกราย หมายถึง เดินเข้าไปหรือก้าวเข้าไปอย่างมีท่วงท่า เช่น “ชายแปลกหน้าย่างกรายเข้ามาในเรือน”
  9. เยื้องย่าง หมายถึง เดินหรือเคลื่อนไหวอย่างมีท่วงท่า มักให้ความรู้สึกแช่มช้อย
  10. ผละ หมายถึง ออกจากหรือแยกตัวออกจากสิ่งที่อยู่ใกล้ เช่น “นางผละออกจากอ้อมแขนของเขา”
  11. ถลา หมายถึง เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วหรือพุ่งไปข้างหน้า
  12. ปราด หมายถึง เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เช่น “เขาปราดเข้าไปคว้าข้อมือนางไว้”
  13. ลอบ หมายถึง ทำสิ่งใดอย่างไม่เปิดเผย เช่น “นางลอบมองชายหนุ่มจากหลังประตู”
  14. ย่อง หมายถึง เดินอย่างเบาเสียงเพื่อไม่ให้ผู้อื่นรู้ตัว
  15. ผิน หมายถึง หันหรือเบนไป เช่น “นางผินหน้าไปทางหน้าต่าง”
  16. เยี่ยมกราย หมายถึง แวะไปหรือปรากฏตัวในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง มักพบในภาษาเขียน

คำเหล่านี้มีรายละเอียดแตกต่างกัน เช่น “ย่อง” เน้นการเดินอย่างเงียบ ๆ ส่วน “ย่างกราย” เน้นท่วงท่าการก้าวเดิน ขณะที่ “ชำเลือง” เป็นการมองอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่การจ้องพิจารณาอย่างละเอียดเหมือนคำว่า “พิศ”

4. คำบรรยายความรู้สึกและอารมณ์ของตัวละคร

การถ่ายทอดอารมณ์เป็นหัวใจสำคัญของนิยาย เพราะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้มากกว่าการบอกเพียงว่าดีใจหรือเสียใจ คำในกลุ่มนี้จึงเหมาะสำหรับฉากรัก ฉากเศร้า และฉากที่ตัวละครต้องเผชิญกับความรู้สึกซับซ้อน

  1. คะนึง หมายถึง คิดถึงหรือใคร่ครวญถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น “นางคะนึงถึงวันวาน”
  2. อาวรณ์ หมายถึง ห่วงหาและผูกพันจนตัดใจได้ยาก
  3. อาลัย หมายถึง ห่วงหา คิดถึง หรือรู้สึกเสียดายต่อสิ่งที่จากไป
  4. อาดูร หมายถึง เดือดร้อนหรือทุกข์ใจ โดยเฉพาะความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ
  5. ระทม หมายถึง ทุกข์ใจหรือเศร้าโศก เช่น “นางระทมอยู่เพียงลำพัง”
  6. กำสรวล หมายถึง คร่ำครวญหรือแสดงความเศร้าโศก
  7. พิลาป หมายถึง คร่ำครวญหรือรำพันด้วยความทุกข์
  8. รันทด หมายถึง เศร้าสลดหรือหดหู่ใจ
  9. ตรอมใจ หมายถึง ทุกข์ใจอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและร่างกาย
  10. หม่นหมอง หมายถึง เศร้าหมองหรือไม่สดใส
  11. ขมขื่น หมายถึง เจ็บปวดใจ ผิดหวัง หรือรู้สึกไม่เป็นสุข
  12. หวาดหวั่น หมายถึง กลัวหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
  13. พรั่นพรึง หมายถึง หวาดกลัวหรือครั่นคร้าม
  14. สะพรึง หมายถึง รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก
  15. ปิติ หมายถึง ความอิ่มเอิบใจหรือความยินดี
  16. ปลาบปลื้ม หมายถึง ยินดีและรู้สึกซาบซึ้งใจ
  17. อิ่มเอม หมายถึง รู้สึกเต็มเปี่ยมด้วยความสุขหรือความพอใจ
  18. ขุ่นข้อง หมายถึง ไม่พอใจหรือมีความขัดเคืองใจ
  19. อเนจอนาถ หมายถึง น่าสังเวชหรือน่าเวทนา
  20. อัดอั้น หมายถึง เก็บความรู้สึกไว้ภายในจนไม่สามารถแสดงออกได้เต็มที่

ตัวอย่างเช่น คำว่า “คะนึง” เหมาะกับการนึกถึงบางสิ่งบางอย่าง ส่วน “อาวรณ์” ให้ความรู้สึกผูกพันและตัดใจยาก ขณะที่ “กำสรวล” และ “พิลาป” เน้นการคร่ำครวญแสดงความเศร้าโศก นักเขียนจึงควรเลือกคำให้ตรงกับระดับอารมณ์ของตัวละคร

5. คำบรรยายใบหน้าและอวัยวะในงานเขียน

ในนิยายย้อนยุคหรือเรื่องที่ต้องการสำนวนแบบวรรณกรรม นักเขียนอาจพบคำเรียกอวัยวะที่แตกต่างจากภาษาพูดทั่วไป คำเหล่านี้ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับการบรรยาย แต่บางคำมีระดับภาษาหรือข้อจำกัดในการใช้งาน

  1. เนตร หมายถึง ดวงตา มักพบในภาษาเขียนเชิงวรรณศิลป์
  2. นัยน์ตา หมายถึง ดวงตา เป็นคำที่ยังใช้กันทั่วไปในงานเขียนปัจจุบัน
  3. นัยนา หมายถึง ดวงตา มักพบในภาษาเขียนและบทประพันธ์
  4. พักตร์ หมายถึง ใบหน้าหรือหน้า มักพบในภาษาเขียนที่มีลักษณะเป็นทางการหรือวรรณศิลป์
  5. ปราง หมายถึง แก้มหรือส่วนข้างของใบหน้า
  6. โอษฐ์ หมายถึง ปาก เป็นคำที่มีการใช้ในราชาศัพท์ตามบริบท
  7. เกศา หมายถึง ผมหรือเส้นผม
  8. กรรณ หมายถึง หู มักพบในภาษาเขียนหรือคำราชาศัพท์ เช่น พระกรรณ
  9. หัตถ์ หมายถึง มือ โดยเฉพาะในบริบทของราชาศัพท์
  10. กร หมายถึง มือหรือแขนในภาษาเขียนเชิงวรรณศิลป์ เช่น “สองกร”
  11. อังสา หมายถึง บ่าหรือไหล่
  12. อุรา หมายถึง อกหรือทรวงอก มักใช้ในงานประพันธ์
  13. ทรวง หมายถึง อกหรือส่วนหน้าอก
  14. ชานุ หมายถึง เข่า เป็นคำที่พบในภาษาเขียนเชิงวรรณศิลป์
  15. กาย หมายถึง ร่างกาย เป็นคำที่ใช้ได้ทั้งในภาษาเก่าและภาษาไทยปัจจุบัน

คำกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องใช้แทนคำธรรมดาทุกครั้ง เช่น คำว่า “ดวงตา” ไม่ได้ทำให้ภาษาเขียนด้อยความงามกว่าคำว่า “เนตร” เสมอไป สิ่งสำคัญคือการเลือกคำให้เหมาะกับน้ำเสียงของเรื่องและไม่ทำให้ประโยคดูประดิษฐ์จนเกินไป

6. คำเกี่ยวกับเสื้อผ้า เครื่องประดับ และสิ่งของ

รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายและสิ่งของช่วยให้ฉากในนิยายมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่ดำเนินอยู่ในอดีตหรือมีบรรยากาศแบบวรรณคดี

  1. ภูษา หมายถึง ผ้าหรือเครื่องนุ่งห่ม
  2. อาภรณ์ หมายถึง เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับที่ใช้ประดับร่างกาย
  3. พัสตราภรณ์ หมายถึง เครื่องแต่งกายหรือเสื้อผ้า
  4. ธำมรงค์ หมายถึง แหวน มักพบในภาษาเขียนเชิงวรรณศิลป์
  5. มาลา หมายถึง พวงดอกไม้หรือเครื่องประดับศีรษะตามบริบท
  6. กรองศอ หมายถึง เครื่องประดับคอชนิดหนึ่ง
  7. สังวาล หมายถึง เครื่องประดับที่ใช้คล้องหรือพาดร่างกาย
  8. กำไล หมายถึง เครื่องประดับที่สวมข้อมือหรือข้อเท้า
  9. ปิ่น หมายถึง เครื่องประดับสำหรับปักหรือยึดผม
  10. กุณฑล หมายถึง ตุ้มหูหรือเครื่องประดับหู
  11. มงกุฎ หมายถึง เครื่องสวมศีรษะที่แสดงถึงฐานะหรือใช้ในพิธีการ
  12. เครื่องทรง หมายถึง เครื่องแต่งกาย โดยมักใช้ในบริบทของพระมหากษัตริย์หรือเทพเจ้า
  13. ตั่ง หมายถึง ที่นั่งขนาดเล็กซึ่งโดยทั่วไปไม่มีพนักพิง
  14. อาสน์ หมายถึง ที่นั่งหรือที่รองนั่ง มักพบในภาษาเขียนและบริบททางศาสนา
  15. ประทีป หมายถึง เครื่องให้แสงสว่างหรือแสงไฟตามบริบท
  16. คบเพลิง หมายถึง วัสดุที่จุดไฟเพื่อให้แสงสว่าง
  17. โคม หมายถึง เครื่องให้แสงสว่างที่มีภาชนะหรือโครงครอบแหล่งกำเนิดแสง

นักเขียนควรศึกษารายละเอียดของสิ่งของให้เหมาะกับช่วงเวลาที่นิยายดำเนินอยู่ด้วย เพราะแม้คำศัพท์จะมีความหมายถูกต้อง แต่สิ่งของบางชนิดอาจไม่สอดคล้องกับยุคสมัยของเรื่อง

7. คำกริยาและคำบรรยายการกระทำ

คำกริยาบางคำช่วยให้การบรรยายมีน้ำหนักและกระชับขึ้น โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครต้องตัดสินใจ เผชิญปัญหา หรือช่วยเหลือผู้อื่น

  1. บังเกิด หมายถึง เกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น เช่น “บังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”
  2. อุบัติ หมายถึง เกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น มักใช้กับเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น
  3. ประจักษ์ หมายถึง เห็นหรือรู้ได้อย่างชัดเจน
  4. ประสบ หมายถึง พบเจอหรือได้รับเหตุการณ์บางอย่าง
  5. เผชิญ หมายถึง พบกับสิ่งที่ต้องรับมือ
  6. ยับยั้ง หมายถึง ห้ามหรือทำให้หยุด
  7. ขัดขวาง หมายถึง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
  8. เกื้อกูล หมายถึง ช่วยเหลือหรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน
  9. อนุเคราะห์ หมายถึง เอื้อเฟื้อหรือช่วยเหลือ
  10. สงเคราะห์ หมายถึง ช่วยเหลือหรืออุปการะ
  11. อุปถัมภ์ หมายถึง ช่วยเหลือหรือสนับสนุน
  12. บำเพ็ญ หมายถึง กระทำหรือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เช่น บำเพ็ญความดี
  13. ใคร่ครวญ หมายถึง คิดพิจารณาอย่างรอบคอบ
  14. พินิจ หมายถึง พิจารณาหรือดูอย่างละเอียด
  15. ไตร่ตรอง หมายถึง คิดทบทวนอย่างรอบคอบ
  16. ประคับประคอง หมายถึง ช่วยพยุงหรือดูแลให้ดำเนินต่อไปได้
  17. ธำรง หมายถึง รักษาไว้หรือดำรงไว้
  18. สืบสาน หมายถึง ดำเนินการต่อจากสิ่งที่มีอยู่เดิม

คำในกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นคำโบราณทั้งหมด หลายคำยังใช้ในภาษาไทยปัจจุบัน เพียงแต่มีน้ำเสียงเป็นภาษาเขียนหรือเป็นทางการมากกว่าภาษาพูดทั่วไป นักเขียนจึงควรเลือกใช้ตามบริบท ไม่จำเป็นต้องพยายามเปลี่ยนคำธรรมดาทุกคำให้เป็นศัพท์ยาก

8. คำบอกเวลาและช่วงเหตุการณ์

การบอกเวลาเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินเรื่อง เพราะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใดและต่อเนื่องกันอย่างไร คำบางคำยังช่วยสร้างบรรยากาศของฉากได้เป็นอย่างดี

  1. ครา หมายถึง ครั้งหรือเวลา เช่น “ในครานั้น”
  2. กาล หมายถึง เวลา หรือช่วงเวลาตามบริบท
  3. ยาม หมายถึง ช่วงเวลา เช่น ยามเช้าและยามค่ำ
  4. ราตรี หมายถึง กลางคืน
  5. ราตรีกาล หมายถึง ช่วงเวลากลางคืน
  6. รุ่งสาง หมายถึง เวลาที่เริ่มสว่างก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
  7. อรุณรุ่ง หมายถึง เวลาเช้าที่เริ่มมีแสงอาทิตย์
  8. สนธยา หมายถึง เวลาพลบค่ำหรือช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างกลางวันกับกลางคืน
  9. พลบค่ำ หมายถึง ช่วงเวลาที่เริ่มมืดหลังพระอาทิตย์ตก
  10. ย่ำรุ่ง หมายถึง เวลาใกล้รุ่งหรือช่วงที่เริ่มสว่าง
  11. ย่ำค่ำ หมายถึง ช่วงเวลาในตอนค่ำตามการนับเวลาแบบเก่า
  12. ชั่วยาม หมายถึง หน่วยเวลาแบบจีนโบราณ โดยทั่วไปหนึ่งชั่วยามเทียบได้ประมาณสองชั่วโมงตามเวลาสมัยใหม่
  13. ชั่วครู่ หมายถึง ระยะเวลาสั้น ๆ
  14. ชั่วประเดี๋ยว หมายถึง ระยะเวลาไม่นาน
  15. กาลก่อน หมายถึง เวลาในอดีต
  16. แต่กาลก่อน หมายถึง ตั้งแต่ในอดีต
  17. กาลครั้งหนึ่ง หมายถึง ครั้งหนึ่งในอดีต มักใช้เปิดเรื่องเล่าหรือนิทาน
  18. ฉับพลัน หมายถึง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว
  19. โดยพลัน หมายถึง ในทันทีหรืออย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้ที่เขียนนิยายย้อนยุคหรือเรื่องที่มีฉากอยู่ในต่างวัฒนธรรม ควรตรวจสอบระบบการนับเวลาให้สอดคล้องกับโลกของเรื่องด้วย เช่น “ชั่วยาม” เป็นหน่วยเวลาที่เกี่ยวข้องกับระบบเวลาแบบจีน ไม่ควรนำไปใช้ปะปนกับระบบเวลาของไทยโบราณโดยไม่ตั้งใจ

9. คำที่เกี่ยวข้องกับการกิน การนอน และกิจวัตรประจำวัน

คำศัพท์ในกลุ่มนี้มีประโยชน์สำหรับนิยายแนวครอบครัว ชีวิตชนบท และนิยายย้อนยุค เพราะกิจวัตรประจำวันเป็นรายละเอียดที่ช่วยทำให้โลกในนิยายดูมีชีวิต

  1. พำนัก หมายถึง พักอาศัยหรือพักอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
  2. เอนกาย หมายถึง เอนตัวลงเพื่อพักผ่อน
  3. หลับใหล หมายถึง หลับหรือนอนหลับ
  4. จำวัด หมายถึง นอน เป็นคำที่ใช้กับพระภิกษุ
  5. ฉัน หมายถึง กิน เป็นคำที่ใช้กับพระภิกษุ
  6. รับประทาน หมายถึง กิน เป็นคำสุภาพที่ใช้ทั่วไป
  7. สำรับ หมายถึง ชุดอาหารที่จัดรวมไว้สำหรับรับประทาน
  8. เครื่องคาวหวาน หมายถึง อาหารประเภทคาวและหวาน
  9. ภัตตาหาร หมายถึง อาหารสำหรับพระภิกษุ
  10. กระยาหาร หมายถึง อาหาร มักพบในภาษาเขียนและบริบทของราชาศัพท์ เช่น พระกระยาหาร

ข้อควรระวังคือคำว่า “บรรทม” “เสวย” และ “เสด็จ” เป็นคำราชาศัพท์ ไม่ใช่คำที่สามารถนำไปใช้กับตัวละครทุกคนเพียงเพราะต้องการให้ภาษาดูเก่า ส่วน “จำวัด” และ “ฉัน” ก็เป็นคำที่ใช้กับพระภิกษุตามบริบท หากเป็นตัวละครชาวบ้านทั่วไป ควรใช้คำว่า นอน กิน และไป ตามปกติ

10. คำที่นักเขียนมือใหม่มักใช้ผิดหรือเข้าใจคลาดเคลื่อน

นอกจากการจดจำความหมายของคำศัพท์แล้ว นักเขียนควรเรียนรู้ความแตกต่างของคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เพราะการเลือกใช้ผิดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์คลาดเคลื่อนได้

กอปร กับ ประกอบ

คำว่า “กอปร” หมายถึง ประกอบ มักพบในสำนวน “กอปรด้วย” เช่น “จิตใจกอปรด้วยความเมตตา” ส่วนคำว่า “ประกอบด้วย” เป็นรูปแบบที่ใช้ได้ทั่วไปและเข้าใจง่ายกว่า

สดับ กับ เอ่ย

“สดับ” หมายถึง ฟังหรือได้ยิน ส่วน “เอ่ย” หมายถึง กล่าวหรือพูดออกมา ดังนั้นประโยค “นางสดับเสียงเพลง” จึงหมายถึงนางได้ยินเสียงเพลง ไม่ใช่นางเป็นผู้ร้องเพลง

ยล กับ พิศ

“ยล” หมายถึง ดูหรือเห็น ส่วน “พิศ” เน้นการเพ่งพิจารณาหรือมองอย่างละเอียด เช่น “เขายลทิวทัศน์เบื้องหน้า” กับ “เขาพิศใบหน้าของนาง”

บัดนี้ กับ บัดนั้น

“บัดนี้” หมายถึงเวลานี้หรือขณะนี้ ส่วน “บัดนั้น” เป็นคำขึ้นต้นที่พบในกลอนบทละครตามขนบการประพันธ์ ไม่ใช่คำที่ใช้แทนคำว่า “ตอนนั้น” ได้ทุกกรณี

เมื่อนั้น กับ มาจะกล่าวบทไป

“เมื่อนั้น” และ “บัดนั้น” เป็นคำขึ้นต้นที่ใช้ในกลอนบทละคร โดยเกี่ยวข้องกับฐานะและบทบาทของตัวละครตามขนบการประพันธ์ ส่วน “มาจะกล่าวบทไป” ใช้เมื่อต้องการเริ่มเรื่องหรือเริ่มเนื้อความใหม่ รายละเอียดการใช้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับสูงต่ำของตัวละครเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาขนบและบริบทของบทละครด้วย

ธำมรงค์ กับ กำไล

“ธำมรงค์” หมายถึงแหวน ส่วน “กำไล” เป็นเครื่องประดับที่สวมข้อมือหรือข้อเท้า ทั้งสองอย่างเป็นเครื่องประดับคนละประเภท จึงไม่ควรใช้แทนกัน

ภูษา กับ อาภรณ์

“ภูษา” หมายถึงผ้าหรือเครื่องนุ่งห่ม ส่วน “อาภรณ์” หมายถึงเครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับ ทั้งสองคำมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทุกกรณี

ฤๅ กับ หรือ

“ฤๅ” เป็นรูปคำที่พบในภาษาเขียนเก่าและวรรณคดี ส่วน “หรือ” เป็นรูปคำที่ใช้ทั่วไปในปัจจุบัน นักเขียนสามารถเลือกใช้ตามบรรยากาศของเรื่องได้

ดุจ กับ ประหนึ่ง

ทั้งสองคำใช้เปรียบเทียบได้ เช่น “งามดุจดอกไม้” หรือ “งามประหนึ่งดอกไม้” แต่ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับจังหวะของประโยค ไม่จำเป็นต้องใส่คำเปรียบเทียบทุกประโยคจนทำให้สำนวนดูหนักเกินไป

11. นักเขียนมือใหม่ควรใช้คำโบราณอย่างไรให้นิยายอ่านสนุก?

แม้คำโบราณและคำภาษาเขียนจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับนิยาย แต่การนำมาใช้มากเกินไปอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าภาษาห่างไกลจากความเข้าใจ โดยเฉพาะนิยายออนไลน์ที่ผู้อ่านจำนวนมากต้องการเนื้อหาที่อ่านต่อเนื่องและเข้าใจได้ไม่ยาก

แนวทางที่เหมาะสมคือเลือกใช้คำให้สอดคล้องกับประเภทของนิยายและบุคลิกของตัวละคร หากเป็นนิยายย้อนยุคไทย ผู้เขียนอาจใช้คำอย่าง “ครั้น” “ทว่า” “กอปร” “พำนัก” และ “รำพึง” ในฉากบรรยาย เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศให้เข้ากับช่วงเวลา

หากเป็นนิยายรักหรือดราม่า อาจเลือกใช้คำว่า “คะนึง” “อาวรณ์” “อาลัย” หรือ “ระทม” ในฉากที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละคร แต่ไม่จำเป็นต้องใช้คำเหล่านี้ในบทสนทนาทุกครั้ง เพราะอาจทำให้ตัวละครพูดไม่เป็นธรรมชาติ

ส่วนฉากที่มีตัวละครชาวบ้าน คนทำงาน หรือเด็ก ๆ ควรเลือกใช้คำพูดให้สอดคล้องกับฐานะ อายุ และภูมิหลังของตัวละคร ไม่ควรให้ทุกคนพูดด้วยภาษาวรรณศิลป์เหมือนกันทั้งหมด เพราะจะทำให้เสียงของตัวละครขาดความแตกต่าง

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการศึกษายุคสมัยของเรื่อง หากเขียนนิยายที่มีฉากอยู่ในอดีต ควรตรวจสอบทั้งคำศัพท์ เครื่องแต่งกาย สิ่งของ และวิถีชีวิต เพื่อไม่ให้รายละเอียดต่าง ๆ ขัดแย้งกันเอง

12. ตัวอย่างการปรับคำโบราณให้เป็นภาษานิยายที่อ่านง่าย

เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างภาษาแบบวรรณกรรมกับภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

ภาษาแบบวรรณกรรม: “ครั้นรุ่งสาง นางจึงย่างกรายออกจากเรือน”

ภาษาอ่านง่าย: “เมื่อฟ้าสาง นางจึงก้าวออกจากเรือน”

ตัวอย่างที่ 2

ภาษาแบบวรรณกรรม: “ชายหนุ่มมีจิตใจกอปรด้วยความเมตตา”

ภาษาอ่านง่าย: “ชายหนุ่มเป็นคนเปี่ยมด้วยความเมตตา”

ตัวอย่างที่ 3

ภาษาแบบวรรณกรรม: “เขาทอดสายตาไปยังท้องนภา”

ภาษาอ่านง่าย: “เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า”

ตัวอย่างที่ 4

ภาษาแบบวรรณกรรม: “นางสดับถ้อยคำของชายหนุ่มด้วยความตั้งใจ”

ภาษาอ่านง่าย: “นางตั้งใจฟังคำพูดของชายหนุ่ม”

ตัวอย่างที่ 5

ภาษาแบบวรรณกรรม: “ความอาดูรยังคงเกาะกุมอยู่ในใจของนาง”

ภาษาอ่านง่าย: “ความทุกข์ใจยังคงอยู่ในใจของนาง”

ตัวอย่างที่ 6

ภาษาแบบวรรณกรรม: “เขาพิศใบหน้าของนางอยู่ชั่วครู่”

ภาษาอ่านง่าย: “เขามองพิจารณาใบหน้าของนางอยู่ครู่หนึ่ง”

ตัวอย่างที่ 7

ภาษาแบบวรรณกรรม: “ทว่าความหวังนั้นกลับมิอาจเป็นจริง”

ภาษาอ่านง่าย: “แต่ความหวังนั้นกลับไม่อาจเป็นจริงได้”

ตัวอย่างที่ 8

ภาษาแบบวรรณกรรม: “นางคะนึงถึงวันวานที่เคยมีความสุข”

ภาษาอ่านง่าย: “นางนึกถึงวันเก่า ๆ ที่เคยมีความสุข”

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเลือกใช้คำมีผลต่อบรรยากาศของเรื่อง แม้จะสื่อความหมายใกล้เคียงกัน แต่ภาษาที่ต่างกันก็สามารถสร้างความรู้สึกให้ผู้อ่านแตกต่างกันได้ นักเขียนจึงควรเลือกใช้ตามจุดประสงค์ของฉาก ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกประโยคเป็นภาษาเก่าเสมอไป

สรุป

การเรียนรู้คำโบราณและคำภาษาเขียนเป็นพื้นฐานที่มีประโยชน์สำหรับนักเขียนนิยายไทย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสร้างบรรยากาศย้อนยุคหรืออยากให้สำนวนมีเอกลักษณ์มากขึ้น เพราะคำแต่ละคำมีความหมาย น้ำเสียง และหน้าที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคำที่ดูเก่าจะเหมาะกับนิยายทุกประเภท บางคำเป็นภาษาเขียนที่ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน บางคำเป็นคำราชาศัพท์ และบางคำมีหน้าที่เฉพาะในวรรณคดีหรือคำประพันธ์ การรู้ความหมายเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ แต่ต้องเข้าใจวิธีใช้และบริบทของคำด้วย

สำหรับนักเขียนมือใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพยายามใช้ศัพท์ยากให้ได้มากที่สุด แต่คือการเลือกถ้อยคำให้เหมาะสม ถ่ายทอดเรื่องราวได้ชัดเจน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกมีส่วนร่วมกับตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ

เพราะนิยายที่ดีไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยคำโบราณ แต่ควรเป็นงานเขียนที่ใช้ภาษาได้อย่างมีชั้นเชิง เมื่อรู้จักคำเก่า เข้าใจความหมาย และเลือกใช้ได้ถูกจังหวะ ถ้อยคำเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นิยายไทยมีเสน่ห์และน่าจดจำยิ่งขึ้น

แหล่งที่มา

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ ถ้าชอบก็อย่าลืมกดไลน์ กดแชร์และกดติดตามด้วยนะครับเพื่อที่ท่านจะได้ไม่พลาดข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และสาระความบันเทิง

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 3 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์สาระน่ารู้ ครอบคลุมชีวิต สังคม สุขภาพ ความเชื่อ เลขเด็ด และเรื่องลี้ลับ เน้นข้อมูลน่าเชื่อถือ อ่านง่าย เข้าใจไว
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 อันดับ อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1.1 พันล้านบาทเปิดพิกัดทางหลวง 117 ถนนสายยาวผ่านพิจิตร กับปริศนาทางตรงเกือบ 100 กิโลเมตรเปิด 7 ประเทศชาวพุทธมากที่สุด! ไทยติดอันดับ 2 โลกเจ้าพ่อปากแดง วางเลขเด่น 4 รอง 6 พร้อมชุดสามตัวและคู่กลับครบสองฝั่ง งวด 16 พ.ย. 695 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากมากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญา?สัตว์ต่างถิ่นในไทยมีชนิดไหนบ้างมหาวิทยาลัยไหนมีบัณฑิตตกงานน้อยที่สุดในไทยแฮกเกอร์โจมตีศูนย์รับบริจาคโลหิต! ระบบทำความเย็นของธนาคารเลือด 3 แห่งถูกแฮกเดวิด โจนส์ ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดของออสเตรเลีย กำลังเผชิญกับวิกฤตทางธุรกิจเปิดความหมาย "กอปร" อ่านอย่างไร แปลว่าอะไร? รู้จักคำไทยทรงคุณค่าที่พบบ่อยในงานเขียนเสือตกถัง อ.พล ขอนแก่น ชูเลขเด่นวงกลม พร้อมชุดสองตัวบน-ล่างและ 3 ตัวทอง งวด 16 พฤศจิกายน 2569เปิดอันดับเจ้าหนี้รายใหญ่ของครูไทย อันดับ 1 หนี้ทะลุ 8.9 แสนล้าน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
5 อันดับ อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1.1 พันล้านบาทเดวิด โจนส์ ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดของออสเตรเลีย กำลังเผชิญกับวิกฤตทางธุรกิจ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไม "แมวดำ" ถึงเคยเกือบสูญพันธุ์ในยุคกลาง?ความลับของ "รอยบาก" บนกุญแจบ้านที่คุณไม่เคยรู้เบื้องหลังเสียง "คลิก" ของไฟแช็ก Zippo ที่แพงระยับเปิด 7 ประเทศชาวพุทธมากที่สุด! ไทยติดอันดับ 2 โลก
ตั้งกระทู้ใหม่