หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

เปิดตัวเลข! เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะรอดและอยู่สบายในยุคนี้?

เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า


ถ้าพูดถึงการใช้ชีวิตในประเทศไทย เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นคำถามสำคัญของคนวัยทำงานคงหนีไม่พ้นเรื่องเงินเดือน เพราะแม้จะมีงานประจำ มีรายได้เข้าบัญชีทุกเดือน และพยายามทำงานอย่างเต็มที่ แต่เมื่อถึงวันเงินเดือนออก หลายคนกลับพบว่าเงินที่ได้รับมาแทบไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่รออยู่ ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ รวมถึงภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน

บางคนมีรายได้เดือนละ 15,000 บาท แต่ต้องแบ่งเงินไปช่วยเหลือครอบครัว ขณะที่บางคนมีเงินเดือน 30,000 บาท แต่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูกจนแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ ในทางกลับกัน คนที่มีรายได้ 25,000 บาท แต่ไม่มีหนี้สิน มีบ้านเป็นของตัวเอง และอาศัยอยู่ในจังหวัดที่ค่าครองชีพไม่สูงมาก ก็อาจใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัวกว่า

จึงเกิดเป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่า เงินเดือนเท่าไรถึงจะเรียกว่าอยู่สบายในประเทศไทย ต้องมีรายได้หลักสองหมื่น สามหมื่น ห้าหมื่น หรือจำเป็นต้องมีเงินเดือนหลักแสนจึงจะไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอีกต่อไป?

ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขเงินเดือนที่สามารถใช้ตัดสินได้กับทุกคน เพราะคำว่าอยู่สบายไม่ได้หมายถึงการมีเงินจ่ายค่าอาหารและค่าเดินทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีเงินออม มีเงินสำรองฉุกเฉิน สามารถดูแลสุขภาพ พักผ่อน และรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินทุกครั้งที่เกิดปัญหา

เปิดข้อมูลค่าครองชีพไทย คนหนึ่งคนต้องเผชิญค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ก่อนจะประเมินว่าเงินเดือนเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิต จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยประกอบด้วย โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2567 พบว่า ครัวเรือนไทยทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 22,282 บาท ลดลงจากปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 23,695 บาท

เมื่อพิจารณารายละเอียดของค่าใช้จ่ายในปี 2567 พบว่าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ประมาณ 7,570 บาทต่อเดือน ส่วนค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้านอยู่ที่ 4,736 บาท และค่าเดินทางรวมถึงการสื่อสารอยู่ที่ประมาณ 4,539 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องนำมาคำนวณด้วย

ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าเฉลี่ยต่อครัวเรือน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของคนเพียงหนึ่งคน จึงไม่ควรนำไปสรุปว่าทุกคนต้องมีเงินเดือน 22,282 บาทจึงจะดำรงชีวิตได้ เพราะแต่ละครัวเรือนมีจำนวนสมาชิกและภาระค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน บางบ้านมีสมาชิกหลายคนที่ช่วยกันหารายได้ ขณะที่บางบ้านมีผู้หารายได้เพียงคนเดียวแต่ต้องดูแลสมาชิกทั้งครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการดำรงชีวิตในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายหลายด้าน และการประเมินเงินเดือนที่เหมาะสมจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าค่าอาหารในแต่ละวัน

กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ค่าครองชีพแตกต่างกันมากแค่ไหน?

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คำตอบเรื่องเงินเดือนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คือสถานที่อยู่อาศัย เพราะแม้จะมีรายได้เท่ากัน แต่คนที่ทำงานในกรุงเทพมหานครอาจมีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าคนที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันบางประเภท

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า ครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและ 3 จังหวัดปริมณฑล มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 30,464 บาท ขณะที่ภาคกลางอยู่ที่ 23,047 บาท ภาคเหนือ 17,748 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17,829 บาท และภาคใต้อยู่ที่ 21,429 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลสูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 12,635 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ค่อนข้างมาก

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากลักษณะการใช้ชีวิตและโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมือนกัน เช่น คนทำงานในกรุงเทพฯ อาจต้องจ่ายค่าเช่าห้องพักใกล้สถานที่ทำงาน มีค่าโดยสารรถไฟฟ้า รถโดยสาร หรือค่าน้ำมัน ขณะที่คนต่างจังหวัดบางส่วนสามารถอาศัยอยู่กับครอบครัว มีบ้านเป็นของตัวเอง หรือเดินทางไปทำงานด้วยรถจักรยานยนต์ในระยะทางที่ไม่ไกลมาก

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนต่างจังหวัดทุกคนจะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าคนกรุงเทพฯ เสมอไป เพราะบางครอบครัวมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งเงินให้พ่อแม่ หรือมีค่าใช้จ่ายด้านการเกษตรและการประกอบอาชีพเพิ่มเติม

ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินเดือนระดับใดเรียกว่าอยู่สบาย จึงควรเริ่มต้นจากการประเมินค่าครองชีพในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขเงินเดือนของคนอื่นแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน

เงินเดือน 15,000 บาท อยู่ได้หรือไม่?

สำหรับผู้ที่มีรายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นระดับรายได้ที่ต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในเมืองใหญ่และต้องเช่าที่พักเอง เพราะเพียงค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร และค่าเดินทางก็อาจกินสัดส่วนรายได้ไปมากแล้ว

หากเป็นคนโสด ไม่มีหนี้สิน และอาศัยอยู่กับครอบครัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในบ้านมากนัก รายได้ระดับนี้อาจเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้ แต่หากต้องเช่าห้อง ส่งเงินกลับบ้าน หรือมีภาระผ่อนชำระต่าง ๆ การเก็บเงินให้ได้อย่างสม่ำเสมออาจเป็นเรื่องยาก

สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้จ่ายตามความต้องการโดยไม่คำนึงถึงรายได้ เช่น การซื้อสินค้าแบบผ่อนชำระ การใช้บัตรเครดิตเกินกำลัง หรือการสั่งอาหารและเครื่องดื่มราคาแพงเป็นประจำ เพราะค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันสามารถสะสมจนกลายเป็นภาระก้อนใหญ่ได้

เงินเดือน 20,000 บาท เริ่มมีความคล่องตัวมากขึ้นหรือยัง?

เมื่อรายได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน ความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายก็มีโอกาสดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีหนี้สินก้อนใหญ่และไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าครองชีพสูงมาก

รายได้ระดับนี้อาจเพียงพอสำหรับการจ่ายค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัว พร้อมแบ่งเงินบางส่วนไว้เป็นเงินออมได้ แต่ก็ยังต้องระมัดระวังหากมีภาระดูแลสมาชิกในครอบครัวหรือมีค่าใช้จ่ายประจำจำนวนมาก

สำหรับคนที่มีเป้าหมายอยากซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือสร้างเงินก้อนในอนาคต เงินเดือน 20,000 บาทอาจต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะการมีรายได้เหลือใช้ในแต่ละเดือนไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับเป้าหมายทางการเงินระยะยาวเสมอไป

เงินเดือน 25,000–30,000 บาท ระดับที่เริ่มหายใจได้คล่องขึ้น

สำหรับผู้ที่มีเงินเดือนประมาณ 25,000–30,000 บาท ถือเป็นระดับรายได้ที่เริ่มมีโอกาสจัดสรรเงินได้หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะคนโสดที่ไม่มีภาระหนี้สินสูง สามารถแบ่งรายได้ออกเป็นค่าใช้จ่ายประจำ เงินออม เงินสำหรับพักผ่อน และเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้

อย่างไรก็ตาม คำว่าเริ่มคล่องตัวไม่ได้หมายความว่าจะใช้เงินได้อย่างไม่จำกัด เพราะหากต้องอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เช่าคอนโดราคาแพง ใช้รถยนต์ส่วนตัว หรือมีภาระส่งเงินให้ครอบครัว รายได้ระดับนี้ก็อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตอย่างสบายใจ

ในทางกลับกัน หากเป็นคนที่มีบ้านอยู่แล้ว ไม่มีหนี้สิน และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เงินเดือน 25,000–30,000 บาทก็อาจทำให้มีเงินเหลือเก็บได้ค่อนข้างดี

เงินเดือน 30,000–40,000 บาท อยู่สบายแล้วหรือยัง?

เมื่อพูดถึงระดับเงินเดือนที่หลายคนเริ่มมองว่าอยู่สบาย ตัวเลข 30,000–40,000 บาทต่อเดือนถือเป็นช่วงรายได้ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนโสดที่ไม่มีภาระครอบครัวมากนัก

ผู้ที่มีรายได้ระดับนี้อาจสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายประจำได้โดยไม่ต้องกังวลมากเท่ากับผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า อีกทั้งยังมีโอกาสแบ่งเงินไปลงทุน พัฒนาทักษะ เพิ่มประสบการณ์ หรือเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดได้

แต่สิ่งสำคัญคือการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายได้ เพราะหากเพิ่มระดับการใช้ชีวิตตามเงินเดือนที่สูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น เปลี่ยนรถบ่อย ซื้อสินค้าแบรนด์เนม หรือเลือกที่พักที่มีค่าใช้จ่ายสูง เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นก็อาจไม่ได้ช่วยให้มีเงินเก็บมากขึ้นอย่างที่คาดหวัง

สำหรับคนโสดที่ไม่มีหนี้สินมากนัก เงินเดือนประมาณ 30,000–40,000 บาทจึงอาจเป็นระดับที่เริ่มใช้ชีวิตได้ค่อนข้างสบายในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือมีภาระครอบครัว ตัวเลขดังกล่าวอาจยังต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

เงินเดือน 40,000–60,000 บาท เริ่มสร้างความมั่นคงได้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่มีรายได้ประมาณ 40,000–60,000 บาทต่อเดือน ถือว่ามีโอกาสจัดการทางการเงินได้ยืดหยุ่นมากขึ้น หากไม่มีหนี้สินจำนวนมากหรือภาระค่าใช้จ่ายที่เกินกำลัง

รายได้ระดับนี้สามารถนำไปจัดสรรได้ทั้งค่าใช้จ่ายประจำ เงินออม เงินลงทุน ประกันสุขภาพ และเงินสำหรับดูแลครอบครัว นอกจากนี้ยังมีโอกาสรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้ดีกว่าผู้ที่มีรายได้จำกัด

อย่างไรก็ตาม คนที่มีลูกเล็ก ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือดูแลพ่อแม่สูงอายุ อาจพบว่ารายได้ 40,000–60,000 บาทไม่ได้เหลือมากอย่างที่คิด เพราะค่าใช้จ่ายของครอบครัวสามารถเพิ่มขึ้นได้ตามจำนวนสมาชิกและช่วงวัย

ดังนั้น เงินเดือนระดับนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นรายได้ที่มีโอกาสสร้างความมั่นคงทางการเงินได้มากขึ้น แต่จะอยู่สบายจริงหรือไม่ก็ยังขึ้นอยู่กับการบริหารรายได้และภาระหนี้สินเป็นสำคัญ

เงินเดือน 60,000–100,000 บาทขึ้นไป จำเป็นต้องมีหรือไม่ถึงจะอยู่สบาย?

สำหรับผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 60,000 บาทไปจนถึง 100,000 บาทขึ้นไป ถือเป็นระดับที่มีโอกาสสร้างความยืดหยุ่นทางการเงินได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีภาระหนี้สินสูงและสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี

รายได้ระดับนี้อาจช่วยให้สามารถวางแผนซื้อบ้าน สร้างเงินลงทุน ดูแลครอบครัว และจัดสรรงบประมาณสำหรับการพักผ่อนได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสสะสมเงินสำรองเพื่อรองรับช่วงเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

แต่ก็ไม่ควรเข้าใจว่าผู้ที่มีเงินเดือนหลักแสนจะไม่มีปัญหาทางการเงิน เพราะบางคนมีภาระผ่อนบ้านราคาแพง ผ่อนรถหลายคัน จ่ายค่าเล่าเรียนบุตร และดูแลสมาชิกในครอบครัวหลายคน จนรายได้ที่ดูสูงกลับไม่เพียงพอกับรายจ่าย

ในท้ายที่สุด การมีรายได้สูงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้ชีวิต แต่ความมั่นคงที่แท้จริงต้องมาจากการมีเงินเหลือ มีทรัพย์สินที่เหมาะสมกับกำลัง และไม่สร้างภาระหนี้เกินความสามารถในการชำระ

ลองคำนวณค่าใช้จ่ายจริง เงินเดือนเท่าไรจึงจะมีเงินเหลือเก็บ?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองสมมติว่าคนโสดคนหนึ่งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง โดยมีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนดังนี้

ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 6,000 บาท ค่าเช่าที่พัก 4,000 บาท ค่าเดินทาง 2,000 บาท ค่าน้ำและค่าไฟ 1,000 บาท ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต 500 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 1,500 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก 1,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน

หากมีเงินเดือน 20,000 บาท และเป็นจำนวนเงินที่ได้รับจริงหลังหักรายการต่าง ๆ แล้ว จะเหลือเงินประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสามารถนำไปเก็บออมหรือสำรองไว้ใช้ยามจำเป็นได้

แต่หากมีเงินเดือน 30,000 บาท ภายใต้ค่าใช้จ่ายชุดเดียวกัน จะเหลือเงินประมาณ 14,000 บาท ทำให้มีความยืดหยุ่นในการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

ส่วนผู้ที่มีเงินเดือน 40,000 บาท จะมีเงินเหลือประมาณ 24,000 บาท หากยังรักษาระดับค่าใช้จ่ายเดิมได้ ซึ่งสามารถแบ่งไปเป็นเงินออม เงินลงทุน หรือใช้สำหรับเป้าหมายอื่น ๆ ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการจำลองค่าใช้จ่ายของคนโสด ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของประชากรไทย และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถใช้ชีวิตด้วยงบประมาณดังกล่าวได้ เพราะราคาที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหารแตกต่างกันตามพื้นที่

นอกจากนี้ เงินเดือนที่กล่าวถึงควรพิจารณาว่าเป็นรายได้สุทธิหรือรายได้ก่อนหักภาษีและเงินสมทบประกันสังคมด้วย เพราะเงินเดือนตามสัญญาจ้างอาจไม่ใช่จำนวนเงินที่ได้รับเข้าบัญชีจริง

มีเงินเดือนสูง แต่ไม่มีเงินเก็บ เกิดจากอะไร?

ปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงานคือการมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่กลับไม่มีเงินเหลือเก็บมากขึ้นตามไปด้วย สาเหตุหนึ่งมาจากการเพิ่มระดับการใช้ชีวิตตามรายได้ที่สูงขึ้น เช่น เมื่อได้รับเงินเดือนเพิ่มก็เปลี่ยนโทรศัพท์ ซื้อรถใหม่ ย้ายไปอยู่คอนโดที่มีค่าเช่าสูงขึ้น หรือเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อความสะดวกสบาย

อีกปัจจัยหนึ่งคือภาระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้ที่ต้องชำระเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล หากมีภาระผ่อนชำระหลายรายการพร้อมกัน เงินเดือนที่ดูเหมือนสูงก็อาจถูกหักออกไปก่อนที่จะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่หลายคนมองข้าม เช่น ค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันภัย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ และค่าเล่าเรียนของบุตร ซึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน แต่เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายก็สามารถกระทบต่อเงินเก็บได้อย่างมาก

เพราะฉะนั้น การประเมินว่าตัวเองมีรายได้เพียงพอหรือไม่ ไม่ควรดูเพียงจำนวนเงินเดือน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าในแต่ละเดือนมีเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไร

อยากอยู่สบายจริง ต้องแบ่งเงินออมอย่างไร?

หนึ่งในหลักการสำคัญของการบริหารเงินคือการแบ่งรายได้ออกเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน ไม่ควรรอให้ใช้จ่ายทุกอย่างเสร็จแล้วจึงค่อยนำเงินที่เหลือมาเก็บ เพราะในหลายกรณีเงินอาจหมดไปก่อนที่จะถึงขั้นตอนการออม

แนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้คือการแบ่งเงินเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น เงินออม เงินสำหรับความต้องการส่วนตัว และเงินสำรองฉุกเฉิน โดยอาจเริ่มจากการออมประมาณ 10% ของรายได้สุทธิ หากยังมีภาระค่าใช้จ่ายมาก แล้วค่อยเพิ่มสัดส่วนเมื่อรายได้สูงขึ้นหรือภาระหนี้ลดลง

ตัวอย่างเช่น หากมีเงินเดือนสุทธิ 30,000 บาท การออม 10% จะเท่ากับ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี จะมีเงินออมรวม 36,000 บาท โดยยังไม่รวมดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการลงทุน

ส่วนเงินสำรองฉุกเฉินควรค่อย ๆ สะสมให้ได้ประมาณ 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน และอาจต้องมีมากกว่านั้นหากเป็นผู้มีรายได้ไม่แน่นอนหรือมีสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแล

ตัวอย่างเช่น หากมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 15,000 บาท การมีเงินสำรองประมาณ 45,000–90,000 บาท จะช่วยให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ดีขึ้น เช่น การตกงาน การเจ็บป่วย หรือการหยุดทำงานชั่วคราว

สิ่งสำคัญคือเงินสำรองฉุกเฉินควรเก็บไว้ในรูปแบบที่สามารถนำออกมาใช้ได้สะดวกและมีความเสี่ยงต่ำ ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เพราะอาจไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้ในช่วงเวลาที่จำเป็น

ข้อมูลค่าจ้างขั้นต่ำบอกอะไรเกี่ยวกับรายได้คนไทย?

อีกหนึ่งข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณาคืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนระดับค่าจ้างพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เงินเดือนที่รับประกันว่าผู้ทำงานทุกคนจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย

กระทรวงแรงงานประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำฉบับที่ 14 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดอัตราแตกต่างกันตามพื้นที่และประเภทธุรกิจ เช่น กรุงเทพมหานครมีอัตราวันละ 400 บาท ขณะที่จังหวัดนครราชสีมามีอัตราวันละ 359 บาท และบางจังหวัดมีอัตราต่ำกว่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำของไทยยังมีความแตกต่างกันตามพื้นที่ อีกทั้งค่าจ้างรายวันกับเงินเดือนประจำก็ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันโดยตรง เพราะยังมีเรื่องจำนวนวันทำงาน ชั่วโมงทำงาน วันหยุด และสวัสดิการเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การมีรายได้สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้หมายความว่าจะอยู่สบายโดยอัตโนมัติ เพราะค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเกณฑ์ด้านแรงงาน ขณะที่ความสามารถในการดำรงชีวิตยังขึ้นอยู่กับค่าครองชีพและภาระส่วนบุคคลด้วย

แล้วตัวเลขค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสมอยู่ที่เท่าไร?

นอกจากข้อมูลค่าใช้จ่ายของสำนักงานสถิติแห่งชาติแล้ว ยังมีแนวคิดเรื่อง Living Wage หรือค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นการประเมินรายได้ที่เพียงพอต่อการมีมาตรฐานชีวิตที่เหมาะสม ครอบคลุมอาหาร ที่อยู่อาศัย การศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ รวมถึงการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ข้อมูลจาก Global Living Wage Coalition ระบุค่าอ้างอิง Living Wage สำหรับประเทศไทยในเขตเมืองปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 15,292 บาทต่อเดือน โดยเป็นค่าประมาณที่คำนวณตามแนวทางของ Anker Methodology และมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินค่าจ้างสำหรับมาตรฐานการดำรงชีวิตที่เหมาะสม ไม่ใช่เกณฑ์เงินเดือนสำหรับการใช้ชีวิตหรูหราหรือมีเงินเหลือเก็บจำนวนมาก

ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิตกับเงินเดือนที่ทำให้รู้สึกว่าอยู่สบายเป็นคนละเรื่องกัน การมีรายได้เพียงพอสำหรับความจำเป็นพื้นฐานไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับซื้อบ้าน ซื้อรถ เดินทางท่องเที่ยว หรือสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

สรุป 

หากพิจารณาจากค่าครองชีพ ข้อมูลค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทย และรูปแบบการใช้ชีวิตโดยทั่วไป อาจประเมินได้ว่า คนโสดที่ไม่มีภาระหนี้สินมากนักและอาศัยอยู่ต่างจังหวัด เงินเดือนประมาณ 20,000–30,000 บาทอาจเพียงพอต่อการดำรงชีวิตและมีโอกาสเหลือเงินเก็บ ขณะที่ผู้ที่ต้องเช่าที่พักและทำงานในเมืองใหญ่อาจต้องการรายได้ประมาณ 30,000–40,000 บาทขึ้นไปเพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

สำหรับคนที่มีครอบครัว มีลูก หรือมีภาระดูแลพ่อแม่ เงินเดือนประมาณ 40,000–60,000 บาทขึ้นไปอาจช่วยให้บริหารค่าใช้จ่ายได้สะดวกกว่า แต่หากมีภาระหนี้สินจำนวนมากก็อาจยังไม่เพียงพอ ส่วนผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 60,000–100,000 บาทขึ้นไปจะมีโอกาสสร้างความมั่นคงและวางแผนอนาคตได้มากขึ้น หากไม่เพิ่มภาระการใช้จ่ายเกินตัว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเดือนทั้งหมดนี้เป็นการประเมินเพื่อประกอบการวางแผน ไม่ใช่เกณฑ์รายได้อย่างเป็นทางการ และไม่ใช่คำตอบตายตัวสำหรับทุกครัวเรือน

ท้ายที่สุดแล้ว การอยู่สบายไม่ได้วัดกันที่ใครมีเงินเดือนมากกว่ากันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าหลังจากจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ยังมีเงินเหลือสำหรับออมและใช้ชีวิตหรือไม่ สามารถรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้แค่ไหน และต้องกังวลกับหนี้สินในแต่ละเดือนมากเพียงใด

เพราะคนที่มีเงินเดือนหลักแสนแต่ใช้จ่ายเกินตัวอาจไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ขณะที่คนที่มีรายได้หลักสองหมื่นแต่รู้จักวางแผน ไม่มีหนี้สินเกินกำลัง และมีเงินสำรองอย่างสม่ำเสมอ ก็อาจมีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจมากกว่า

แหล่งที่มา

ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ ถ้าชอบก็อย่าลืมกดไลน์ กดแชร์และกดติดตามด้วยนะครับเพื่อที่ท่านจะได้ไม่พลาดข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และสาระความบันเทิง

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
หนึ่งล้านเรื่องเล่า's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 4 ครั้ง
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
นักเขียนคอนเทนต์สาระน่ารู้ ครอบคลุมชีวิต สังคม สุขภาพ ความเชื่อ เลขเด็ด และเรื่องลี้ลับ เน้นข้อมูลน่าเชื่อถือ อ่านง่าย เข้าใจไว
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 อันดับ อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1.1 พันล้านบาทเปิดพิกัดทางหลวง 117 ถนนสายยาวผ่านพิจิตร กับปริศนาทางตรงเกือบ 100 กิโลเมตรประเทศที่ไม่มีสนามบินมีประเทศอะไรบ้างแม่ทำเนียมลอตเตอรี่เปิด 10 อันดับเลขขายดี! เสริมเลขมงคลจากประวัติศาสตร์และงานสำคัญ งวด 16 พ.ย. 2569ทำไมฟันจึงขึ้นเป็นฟันคุดประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?เสือตกถัง อ.พล ขอนแก่น ชูเลขเด่นวงกลม พร้อมชุดสองตัวบน-ล่างและ 3 ตัวทอง งวด 16 พฤศจิกายน 2569"เพกาซัส" คืออะไร ? ทำไมแค่รู้เบอร์โทรก็เจาะมือถือได้แล้ว!10 จังหวัดที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดในไทย ปี 2569เปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่วิเคราะห์เลขเด็ดนกตาทิพย์! งวด 16 พ.ย. 69 เลข 2 เด่น จับตา 22-23-26-28หวยซอง สามตัวตรงพารวย งวด 16 พ.ย 69
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
10 จังหวัดที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดในไทย ปี 2569ทำไมฟันจึงขึ้นเป็นฟันคุดประเทศที่ไม่มีสนามบินมีประเทศอะไรบ้างวิเคราะห์เลขเด็ดนกตาทิพย์! งวด 16 พ.ย. 69 เลข 2 เด่น จับตา 22-23-26-28
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
อายุเท่าไรจึงเรียกว่าแก่ไปทำงานต่างประเทศที่ไหนคุ้มที่สุด10 จังหวัดที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดในไทย ปี 2569ทำไมเงินเดือนแต่ละประเทศไม่เท่ากัน
ตั้งกระทู้ใหม่