หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

กฎบางข้อของความร่ำรวย

เขียนโดย machete007

Morgan Housel ผู้เขียน The Psychology of Money ชวนสำรวจด้านที่คนอยากรวยอาจยังไม่ทันคิด ผ่านข้อสังเกต 9 ข้อเกี่ยวกับความมั่งคั่งและความสุขครับ

.

ก่อนอื่นเริ่มจากตัวเลขชวนคิดครับ

ในบรรดาบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 10 คน มีประวัติการหย่าร้างรวมกัน 13 ครั้ง และ 7 ใน 10 คนเคยหย่าร้างมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

แน่นอนว่าการพบสองสิ่งเกิดขึ้นร่วมกันไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่ง อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างนี้ก็เล็กมาก

แต่เมื่อสถิติสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศมากขนาดนั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นรากฐานสำคัญของความสุข และเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่ใครต่อใครอิจฉาชีวิตของพวกเขา

เรื่องนี้ก็น่าคิดอยู่ไม่น้อย

.

……………….

.

หนทางสู่ความร่ำรวยมีเป็นล้านวิธี ส่วนใหญ่อาศัยความได้เปรียบในตลาดเฉพาะกลุ่มและโอกาสที่เกิดขึ้นเฉพาะครั้ง ยังไม่นับเรื่องโชค การจะหากฎสากลที่บอกว่าทำอย่างไรจึงจะรวยจึงเป็นเรื่องยาก

.

แต่เรื่องราวของการสูญเสียเงิน การมีเงินแล้วสูญเสียความสุข หรือการกลายเป็นทาสของเงิน กลับมักมีปัจจัยร่วมคล้ายกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยเสียจนเรียกเป็นกฎได้เลย

.

การวัดความร่ำรวยเป็นเรื่องง่าย แค่นับว่ามีเท่าไรก็พอ

.

แต่การวัดด้านเสียบางอย่างของความร่ำรวยนั้นยากกว่าและมีรายละเอียดซับซ้อนกว่ามาก บางอย่างละเอียดอ่อนและวัดได้ยากเสียจนหลายคนไม่เชื่อด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่จริง

.

…………..

.

ความร่ำรวยมีข้อเสียด้วยหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร?

.

Morgan Housel เสนอว่า การที่ผู้คนรู้สึกว่าการพูดถึงข้อเสียของความร่ำรวยเป็นเรื่องเหลวไหล อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายว่าทำไมความร่ำรวยจึงไม่ได้ทำให้มีความสุขเท่าที่เคยคิดไว้

.

เมื่อข้อดีของเงินมองเห็นได้ชัดเจน แต่ข้อเสียกลับซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน ข้อเสียที่ไม่ได้เตรียมใจรับจึงอาจสร้างแรงสะเทือนมากกว่าความยินดีจากข้อดีที่คาดหวังเอาไว้อยู่แล้ว

.

แน่นอนว่า Morgan เองก็อยากมีเงินมากขึ้น คนเกือบทุกคนก็เช่นกัน แม้จะมีเหตุผลแตกต่างกันไป

.

เขาไม่ได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อต่อต้านความร่ำรวย สิ่งที่เขาต้องการรวบรวมคือด้านเสียที่ละเอียดอ่อนและถูกมองข้ามได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นกฎที่แท้จริงเพียงชุดเดียวของการร่ำรวย

.

…………….

.

  1. สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับเงิน และการมารู้ความจริงข้อนี้หลังจากรวยแล้วอาจเป็นเรื่องเจ็บปวด

.

Will Smith เขียนไว้ในอัตชีวประวัติว่า ตอนที่ยังยากจนและซึมเศร้า เขายังสามารถฝันถึงอนาคตที่มีเงินมากขึ้น และเชื่อว่าเงินจะช่วยทำให้ปัญหาต่างๆ หายไป

.

แต่เมื่อร่ำรวยขึ้นมา ความหวังแบบนั้นกลับหายไป

.

เขามีเงินมากเท่าที่จะต้องการแล้ว แต่ยังคงซึมเศร้า และชีวิตก็ยังเต็มไปด้วยปัญหา

.

Rick Rubin เคยพูดถึงเรื่องคล้ายกันว่า

.

“ก่อนความฝันจะเป็นจริง คนเราอาจยังไม่รู้สึกหดหู่ถึงที่สุด แต่เมื่อความฝันเป็นจริงแล้ว และพบว่าตัวเองยังรู้สึกเหมือนเดิม ความสิ้นหวังก็จะตามมา”

.

ความสุขเป็นเรื่องซับซ้อน แต่หากลองแยกออกมาเป็นสิ่งพื้นฐาน เช่น ครอบครัวที่รักใคร่กัน สุขภาพที่ดี มิตรภาพ การได้นอนเต็มอิ่มแปดชั่วโมง ลูกที่เติบโตอย่างมั่นคงทางอารมณ์ และการได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ก็จะเห็นว่าบทบาทของเงินมีขอบเขตจำกัดเพียงใด

.

เงินมีบทบาทอยู่ เพียงแต่อาจน้อยกว่าที่เคยคิดไว้มาก

.

Morgan ชวนให้ลองเปรียบเทียบระหว่างการมีรายได้ปีละ 100,000 ดอลลาร์ พร้อมคู่ชีวิตที่รัก ลูกที่ชื่นชม เพื่อนดีๆ สุขภาพแข็งแรง และจิตใจที่ไม่ต้องแบกความรู้สึกผิด กับการมีรายได้ปีละ 1,000,000 ดอลลาร์ แต่ไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย

.

คำตอบแทบไม่ต้องคิด

.

แน่นอนว่าคนคนหนึ่งอาจยากจนและทุกข์ใจ หรือร่ำรวยและมีความสุขก็ได้ แต่คนที่รวยแล้วจึงจะได้รู้จากประสบการณ์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุขนั้นเปราะบางเพียงใด

.

เงินที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาชีวิตคู่ ไม่ได้ทำให้เพื่อนชอบเขามากขึ้น และไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเติมเต็มกว่าเดิม ความหวังที่เคยช่วยปลอบใจว่าเงินจะทำอะไรให้ได้บ้าง จึงถูกแทนที่ด้วยความจริงอันชัดเจนว่าเงินทำอะไรให้ไม่ได้บ้าง

.

บางครั้งสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีคือการมีความฝัน แต่เมื่อไปถึงเป้าหมาย ความฝันนั้นก็หมดลง และเจ้าตัวอาจกลับรู้สึกซึมเศร้าเสียเอง

.

ดังที่ Malcolm Forbes เคยกล่าวไว้ว่า

.

“กว่าจะประสบความสำเร็จ เราก็หมดสภาพไปเสียแล้ว”

.

…………….

.

  1. สิ่งที่คิดว่าเป็นความชื่นชมในความสำเร็จ อาจเป็นความอิจฉา

.

Drake เคยกล่าวไว้ว่า

.

“ผู้คนชอบคุณตอนกำลังพยายามไขว่คว้าบางสิ่ง มากกว่าตอนที่คุณได้มันมาแล้ว”

.

ช่วงเวลาที่ความรู้สึกของคนอื่นเปลี่ยนจากอย่างหนึ่งไปเป็นอีกอย่างหนึ่งนั้นสังเกตได้ยาก และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนรวยจะคิดว่าตัวเองกำลังได้รับความชื่นชม ทั้งที่ความรู้สึกจริงๆ ของคนรอบข้างคือความอิจฉา

.

Robert Greene เคยเขียนไว้ว่า

.

“อย่าโง่พอที่จะเชื่อว่า การอวดคุณสมบัติที่ทำให้ตัวเองเหนือกว่าคนอื่นจะเรียกความชื่นชมได้ การทำให้คนอื่นตระหนักว่าตนอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่า มีแต่จะกระตุ้นความชื่นชมที่เจือความทุกข์ใจ หรือความอิจฉา ซึ่งจะกัดกินพวกเขาจนลงมือบ่อนทำลายคุณด้วยวิธีที่คุณคาดไม่ถึง”

.

เรื่องนี้ยิ่งเห็นได้ชัดในคนที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการนำเสนอความสำเร็จของตัวเอง จนทำให้ผู้อื่นอยากเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน

.

เมื่อความชื่นชมกลายเป็นความอิจฉา แรงสนับสนุนก็ลดลง พร้อมกับความอดทนที่ผู้คนมีต่อความผิดพลาดของเขา

.

หากนักข่าวที่ไม่มีใครรู้จักเขียนหนังสือที่ปกป้อง Sam Bankman-Fried อยู่กลายๆ ก็คงไม่มีใครสนใจนัก บางคนอาจถึงขั้นแสดงความยินดีกับผู้เขียนด้วยซ้ำ แต่เมื่อคนที่เขียนคือ Michael Lewis เสียงประณามกลับถาโถมเข้ามา

.

Thoreau เคยกล่าวไว้ว่า

.

“ความอิจฉาคือภาษีที่ความโดดเด่นทุกรูปแบบต้องจ่าย”

.

……………

.

  1. ยิ่งร่ำรวย ยิ่งมีคนกล้าบอกน้อยลงว่ากำลังคิดผิด เพี้ยน ใจร้าย หรือไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

.

Matt Damon เคยกล่าวไว้ว่า

.

“พัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์ของคุณจะชะงักลงทันทีที่มีชื่อเสียง ประสบการณ์ที่คุณได้รับจากโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

.

เรื่องเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับคนที่ร่ำรวย และอาจพบได้บ่อยกว่ามากด้วย

.

ไม่มีใครปฏิบัติต่อเขาเหมือนเดิมอีกแล้ว ส่วนที่แย่ที่สุดคือเจ้าตัวอาจไม่รู้เลยว่ามันเกิดขึ้น

.

ศิลปิน Damien Hirst เคยเล่าว่า

.

“ทุกคนรักคุณ ธนาคารรักคุณ นักบัญชีก็รักคุณ เพราะพวกเขากำลังได้เงินจากคุณ ทุกปีจะมีคนเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ คนหนึ่งหักไป 10 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีอีกคนหักไป 10 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็อีกคนหักไป 10 เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างกลายเป็นงานเลี้ยงใหญ่ แม้แต่คนที่ให้วงเงินเบิกเกินบัญชีก็เป็นเพื่อนซี้ คอยยิ้มให้และบอกว่าคุณยอดเยี่ยมแค่ไหน เพื่อให้คุณทำแบบนั้นต่อไป”

.

บางครั้งผู้คนตั้งใจเข้ามาหาประโยชน์และเอาเปรียบ บางครั้งพวกเขาก็จริงจังกับคำพูดของคนรวยในเรื่องที่ไม่ควรจริงจังด้วย

.

ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของภาวะฟองสบู่คือ ผู้คนมักเชื่อมโยงความมั่งคั่งเข้ากับสติปัญญาโดยอัตโนมัติ ความคิดเพี้ยนๆ จำนวนมากจึงได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง เพียงเพราะคนที่พูดกำลังร่ำรวยอยู่ชั่วคราว

.

Warren Buffett เคยอธิบายไว้ว่า

.

“ช่วงที่ผมให้คำแนะนำทางการเงินได้ดีที่สุดคือตอนอายุ 21 ปี แต่ไม่มีใครฟัง ต่อให้ผมขึ้นไปพูดสิ่งที่ฉลาดที่สุด ก็แทบไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้ผมสามารถพูดเรื่องโง่ที่สุดในโลกออกมา แล้วก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่ามันต้องมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่แน่ๆ”

.

…………..

.

  1. บางครั้งสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือความวิตกกังวล และเมื่อรวยแล้วก็สลัดมันไม่หลุด

.

Morgan มองว่าสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากต้องการจากเงินคือ ความสามารถที่จะเลิกคิดเรื่องเงิน

.

พวกเขาอยากมีเงินมากพอที่จะไม่ต้องกังวลกับมันอีก และหันไปสนใจเรื่องอื่นในชีวิตได้

.

นี่เป็นความสัมพันธ์ที่ประหลาดอยู่เหมือนกัน ผู้คนหมกมุ่นกับการหาเงิน โดยหวังว่าสักวันจะสามารถเลิกใส่ใจมันได้อย่างสิ้นเชิง

.

ความหมกมุ่นนั้นมีความเครียดและความวิตกกังวลเป็นเชื้อเพลิง มันมักแสดงออกมาในรูปของความทะเยอทะยานในอาชีพ การลงทุนเชิงรุก และแรงขับแบบคนที่จริงจังกับความสำเร็จและชอบแข่งขัน หรือบุคลิกแบบ Type A

.

แต่เมื่อร่ำรวยขึ้นมา พวกเขากลับพบว่าตัวเองปล่อยความเครียดนั้นไปไม่ได้ เพราะมันฝังตัวเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนไปแล้ว

.

บางคนทำงานสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมง เพราะอยากไปถึงวันที่ไม่ต้องทำงานอีกเลย

.

แต่พอมีเงินมากพอจะเกษียณ กลับลดการทำงานลงไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตทำอะไรอย่างอื่นนอกจากทำงาน

.

นักวางแผนการเงินหลายคนที่ Morgan เคยพูดคุยด้วยเล่าว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งคือการทำให้ลูกค้ายอมใช้เงินหลังเกษียณ แม้จะเป็นจำนวนที่เหมาะสมและเผื่อความปลอดภัยไว้อย่างรอบคอบแล้วก็ตาม

.

ความประหยัดและการออมกลายเป็นส่วนสำคัญของตัวตนเสียจนพวกเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตไม่เป็น

.

Morgan คิดว่าสำหรับบางคน การเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะการได้เฝ้าดูเงินเติบโตแบบทบต้นทำให้มีความสุขมากกว่าการนำเงินไปใช้เสียอีก

.

แต่สำหรับคนที่มีเป้าหมายสูงสุดคือการเลิกคิดเรื่องเงิน พวกเขากลับติดอยู่ในกับดัก

.

การไม่ยอมรับว่าตัวเองไปถึงเป้าหมายแล้ว อาจเลวร้ายพอๆ กับการไปไม่ถึงเป้าหมายตั้งแต่แรก

.

…………….

.

  1. เรื่องความร่ำรวยกับลูก ไม่มีวิธีจัดการที่ง่าย

.

เพื่อนผู้ร่ำรวยคนหนึ่งเคยถาม Charlie Munger ว่า การทิ้งเงินก้อนโตไว้ให้ลูกจะทำลายแรงผลักดันและความทะเยอทะยานของพวกเขาหรือไม่

.

“แน่นอนว่าทำลาย” Charlie ตอบ “แต่ก็ยังต้องให้”

.

“ทำไมล่ะ?” เพื่อนถาม

.

“เพราะถ้าไม่ให้เงิน ลูกก็จะเกลียดเอา” Charlie ตอบ

.

Morgan มองว่าบทสนทนานี้คล้ายคำแนะนำหลายอย่างของ Munger คือถูกถ่ายทอดให้ฟังแล้วจำได้ทันที และน่าจะจริงสัก 80 เปอร์เซ็นต์

.

แต่โดยรวมแล้ว Munger ก็พูดถูก ทางเลือกของคนรวยมักหนีไม่พ้นสองทาง คือปล่อยให้มรดกบั่นทอนความทะเยอทะยานของลูก หรือเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งบางอย่างจากการไม่ยอมมอบชีวิตที่สุขสบายให้พวกเขา

.

Warren Buffett เคยกล่าวว่า เขามักได้ยินคนรวยพูดถึงอันตรายของสังคมสวัสดิการ ว่ามันสร้างคนรุ่นใหม่ที่เอาแต่พึ่งพาคูปองอาหารและเงินช่วยเหลือผู้ว่างงาน

.

แต่ Buffett ตั้งข้อสังเกตว่า

.

“คนกลุ่มเดียวกันนี้กลับทิ้งคูปองอาหารที่ใช้ได้ตลอดชีวิตและมากกว่านั้นไว้ให้ลูก เพียงเปลี่ยนจากเจ้าหน้าที่สวัสดิการมาเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลกองทรัสต์ และเปลี่ยนจากคูปองอาหารมาเป็นหุ้นกับพันธบัตรที่คอยจ่ายผลตอบแทนให้”

.

แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น ลูกคนรวยบางคนได้รับมรดกแล้วความทะเยอทะยานก็ยังไม่ลดลง แต่ข้อยกเว้นเหล่านั้นส่วนใหญ่มักเกิดจากตัวเด็กเองที่มีคุณสมบัติพิเศษ มากกว่าจะเป็นผลจากการตัดสินใจอันชาญฉลาดของพ่อแม่

.

ต่อให้ Bill Gates ในวัย 18 ปีได้รับมรดก 1,000 ล้านดอลลาร์ เงินก้อนนั้นก็คงไม่หยุดความทะเยอทะยานของเขา Steve Jobs และ Elon Musk ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน

.

Mark Zuckerberg ได้รับข้อเสนอซื้อ Facebook ด้วยเงินสด 1,000 ล้านดอลลาร์ตอนอายุ 22 ปี เขาไม่สะทกสะท้าน และไม่แม้แต่จะเก็บข้อเสนอนั้นไปพิจารณา

.

แต่คนแบบนี้หาได้ยาก คนส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยความกลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเป็นแรงผลักดัน

.

Chris Davis เพื่อนของ Morgan เติบโตมาในครอบครัวที่มั่งคั่ง ปู่ของเขาคือ Shelby Davis นักลงทุนระดับตำนานที่เปลี่ยนเงิน 50,000 ดอลลาร์ให้กลายเป็นเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์

.

แต่ Chris ถูกบอกตั้งแต่ยังเด็กว่า เขาจะไม่ได้รับเงินก้อนนั้นแม้แต่แดงเดียว เพราะครอบครัวไม่ต้องการพรากโอกาสที่เขาจะสร้างความสำเร็จด้วยตัวเอง

.

Chris จึงพูดติดตลกว่า

.

“จะพรากโอกาสของผมไปสักหน่อยก็ได้นะ”

.

เรื่องนี้ไม่เคยง่ายเลย

.

………….

.

  1. ความมั่งคั่งที่ได้มาเร็ว เป็นความมั่งคั่งที่เปราะบาง

.

Morgan ชอบแนวคิดที่ว่า ระยะเวลาที่ใช้สร้างความร่ำรวยเป็นเหมือน “ครึ่งชีวิต” ของมัน กล่าวคืออาจบอกได้ว่าใช้เวลานานแค่ไหน ความมั่งคั่งนั้นจึงจะหายไปครึ่งหนึ่ง

.

หากเงินเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าได้ภายในหนึ่งปี ก็ไม่ควรแปลกใจเมื่อมันลดลงครึ่งหนึ่งได้รวดเร็วพอกัน

.

ขยายธุรกิจแบบสายฟ้าแลบ ก็อาจล้มเหลวแบบสายฟ้าแลบได้เช่นกัน

.

ความร่ำรวยที่มาเร็วและเปราะบางมักมีสองเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน

.

เรื่องแรกคือ เงินที่ได้มาง่ายมักถูกใช้ไปง่ายเช่นกัน

.

เมื่อเงินมาเร็ว ความรู้สึกเสียดายตอนเอาไปถลุงกับของไร้สาระก็มีน้อย คนเรามักระมัดระวังกับสิ่งที่รู้สึกว่ามีคุณค่าต่อตัวเอง

.

การใช้เงินที่ได้มาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ลงแรงหรือใช้เวลามากนัก อาจให้ความรู้สึกคล้ายความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน คือปล่อยตัวไปตามอารมณ์ แล้วมีโอกาสมานั่งเสียใจภายหลัง

.

คนที่รวยมานานมองหาช่องทางลดภาษี

.

ส่วนคนที่เพิ่งรวยมองหา Lamborghini

.

เรื่องที่สองคือ ยิ่งความร่ำรวยเกิดขึ้นเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่มันมาจากโชค ซึ่งอาจพลิกกลับได้รวดเร็วพอกัน

.

เมื่อนำสองเรื่องนี้มารวมกัน ทุกครั้งที่เกิดกระแสคนรวยเร็วขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ก็พอมองเห็นได้ว่าเรื่องจะจบไม่สวย คริปโตในปี 2021 เป็นตัวอย่างที่ดี

.

เพราะโชคกำลังเปลี่ยนเป็นความเสี่ยง และการใช้จ่ายอวดฐานะที่ใครๆ มองเห็น กำลังเปลี่ยนเป็นหนี้จากวิถีชีวิตที่ไม่มีใครมองเห็น

.

…………..

.

  1. ชื่อเสียงมีแรงส่งทั้งขาขึ้นและขาลง เพราะผู้คนอยากอยู่ข้างผู้ชนะและหลีกหนีผู้แพ้

.

ยิ่งประสบความสำเร็จ ผู้คนก็ยิ่งอยากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเป็นเรื่องดี

.

แต่แรงดึงดูดนี้ทรงพลังพอกันในทิศทางตรงกันข้าม

.

คนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพอาจทำพลาดแล้วฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการย้ายไปทำงานบริษัทถัดไป

.

แต่สำหรับคนหรือบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ความผิดพลาดแต่ละอย่างจะถูกกระจายเป็นข่าว และกลายเป็นเรื่องซุบซิบไปทั่วเครือข่ายคนรู้จัก

.

ปัญหาของ Lehman Brothers ในปี 2008 กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งระดับประเทศ ขณะที่ธนาคารเล็กๆ ในชุมชนอาจกำลังจนมุมโดยแทบไม่มีใครรับรู้

.

บริษัทอย่าง Sears ก็เข้าข่ายเดียวกัน เมื่อทุกคนรู้ว่าบริษัทกำลังย่ำแย่ ก็ไม่มีใครอยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน นักลงทุน หรือผู้ขายสินค้าให้บริษัท

.

เรื่องนี้คล้ายคำพูดที่ว่า

.

“ลิงยิ่งปีนเสาสูง คนก็ยิ่งเห็นก้นมันชัด”

.

………….

.

  1. ความคาดหวังอาจโตเร็วกว่ารายได้ จนรายได้ที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้ความคาดหวังพุ่งเกินควบคุม

.

ความร่ำรวยเป็นเรื่องเปรียบเทียบ ความหรูหราก็เช่นกัน ทั้งสองอย่างเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่ตัวเองมีกับสิ่งที่คนอื่นมี

.

ความย้อนแย้งอย่างหนึ่งที่ Morgan พบเห็นบ่อยคือ คนที่ร่ำรวยที่สุดบางคนกลับเป็นกลุ่มที่เสี่ยงจะปล่อยให้ความคาดหวังพุ่งเกินควบคุมมากที่สุด เพราะพวกเขารับรู้ละเอียดเป็นพิเศษว่าคนรวยคนอื่นใช้ชีวิตกันอย่างไร

.

ในปี 1907 นักเขียน William Dawson เขียนถึงความรู้สึกมั่งคั่งว่า มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนคนหนึ่งคุ้นเคย

.

“คนที่มีการศึกษาและเคยอยู่อย่างสุขสบาย คงทุกข์ทรมานจนบรรยายไม่ถูก หากต้องย้ายไปอยู่ในห้องเดียวของอาคารเช่าที่แออัดและสกปรก แล้วดำรงชีวิตด้วยค่าจ้างอันน้อยนิดและไม่แน่นอน เขาจะถูกทรมานด้วยความทรงจำถึงสิ่งที่เคยดีกว่านี้ ซึ่งมีผู้กล่าวไว้ว่านั่นคือความเศร้าที่เจ็บปวดที่สุดในบรรดาความเศร้าทั้งหลาย

.

“ส่วนคนที่ไม่เคยรู้จักชีวิตแบบอื่น ย่อมไม่ตระหนักถึงความทุกข์ยากของสภาพที่ตนอยู่ เพราะไม่มีมาตรฐานอื่นให้เปรียบเทียบ สภาพแวดล้อมที่อาจทำให้คนซึ่งเคยมีชีวิตประณีตสุขสบายคิดฆ่าตัวตาย กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจด้วยซ้ำ คนยากจนจึงมีความสุขอยู่มากกว่าที่คนทั่วไปคิดกันมาก”

.

สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ ตัว Dawson เองก็ถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ และใช้ชีวิตสุขสบายตามมาตรฐานของยุคนั้น

.

แต่ Dawson ซึ่งเสียชีวิตในปี 1928 ใช้ชีวิตส่วนใหญ่โดยไม่มีไฟฟ้าหรือเครื่องปรับอากาศ เขาไม่เคยเข้าถึงยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด Advil หรือวัคซีนโปลิโอ ไม่เคยได้สัมผัสการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำพอจะเชื่อถือได้ หรือระบบทางหลวงระหว่างรัฐ

.

หากส่งชาวอเมริกันทั่วไปในยุคปัจจุบันย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตแบบ Dawson คนคนนั้นก็คงรู้สึก “ทุกข์ทรมานจนบรรยายไม่ถูก” แบบเดียวกับที่ Dawson เขียนไว้

.

แต่ Dawson ไม่มีชีวิตในยุคปัจจุบันให้เปรียบเทียบ ชีวิตของเขาจึงให้ความรู้สึกหรูหราแล้ว

.

สิ่งดีๆ ในชีวิตล้วนขึ้นอยู่กับช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริง

.

และเมื่อสิ่งที่ใช้เป็นหลักในการเปรียบเทียบคือชีวิตของคนรวยที่กำลังพยายามทำให้อีกฝ่ายประทับใจ ช่องว่างนั้นก็หดหายไปได้อย่างรวดเร็ว

.

…………….

.

  1. อีก 100 ปีข้างหน้า ก็ไม่มีใครจดจำคนคนนั้นแล้ว

.

Morgan Housel จึงมองว่า คนเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะทำให้มีความสุขในเวลานี้ มากกว่าจะเฝ้าคิดว่าเงินอาจซื้ออะไรให้ได้บ้างในอนาคต

.

.

มีสุภาษิตสกอตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“จงมีความสุขขณะที่ยังมีชีวิต เพราะเวลาที่ต้องเป็นคนตายนั้นยาวนานเหลือเกิน”

เนื้อหาโดย: machete007
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
machete007's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 12 ครั้ง
เขียนโดย machete007
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: machete007
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
4 จังหวัดเท่านั้นในไทย ที่เคยมีการค้นพบอุกกาบาตจากนอกโลกทำไมเราถึงจำคำติแย่ๆ ได้แม่นกว่าคำชม?5 จังหวัดในไทยที่ชาวต่างชาติชอบมากที่สุด และนิยมย้ายมาใช้ชีวิตหลังเกษียณแม่ทำเนียมลอตเตอรี่เปิด 10 อันดับเลขขายดี! เสริมเลขมงคลจากประวัติศาสตร์และงานสำคัญ งวด 16 พ.ย. 2569ทำไมเวลาซื้อลอตเตอรี่ สมองถึงมั่นใจว่าจะถูกรางวัล?รู้จัก “ปลาหวานโรยงา” อาหารแปรรูปยอดฮิต แท้จริงแล้วทำจากปลาอะไร?ไทยเสี่ยงตายโดดเดี่ยวขั้นต่ำปีละ 47,000 คน เปิดแผนรับมือผู้สูงอายุด้วย ‘3 ค’เปิด 10 อำเภอที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่ราคาประเมินเริ่มเพียง 10,000 บาทต่อไร่ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?ส่องแนวทางเลขธูปมงคล ท้าวเวสสุวรรณ 16 พ.ย. 2569ทำไมการนำภาชนะโลหะเข้าเตาไมโครเวฟจึงเป็นอันตรายเหล็กไหลหรือขี้ตะกรัน เปิดที่มาก้อนปริศนาจากเตาถลุงเหล็กโบราณ ที่ซ่อนประวัติศาสตร์ไทย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ไทยเสี่ยงตายโดดเดี่ยวขั้นต่ำปีละ 47,000 คน เปิดแผนรับมือผู้สูงอายุด้วย ‘3 ค’ทำไมเวลาซื้อลอตเตอรี่ สมองถึงมั่นใจว่าจะถูกรางวัล?ประเทศที่นิยมกินข้าวไทย และนำเข้าข้าวจากประเทศไทยมากที่สุด ไทยขายข้าวให้ชาติไหนมากเป็นอันดับหนึ่ง?เปิดพิกัดทางหลวง 117 ถนนสายยาวผ่านพิจิตร กับปริศนาทางตรงเกือบ 100 กิโลเมตรเรือพิฆาต HMS Tiger จมหลังชนกันในยามสงบเมื่อปี 1908—ซากที่ค้นพบช่วยยืนยันอะไร?ศูนย์ข้อมูล AI ในเบงกาลูรูใช้น้ำอย่างไร และชุมชนตรวจสอบผลกระทบได้แค่ไหน?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด การเงิน
สลิปเงินเดือนอ่านยังไง: เงินได้ หักอะไร เหลือเข้าบัญชีเท่าไรงบอังกฤษต่อ VAT 0% ค่าไฟบ้านถึง 30 มิ.ย. 2027 บิลลดได้แค่ไหน?แบ่งเงินเดือนแบบ 50/30/20: 50 ใช้จำเป็น 30 ใช้เพื่อความสุข 20 เก็บออมหัก ณ ที่จ่ายไม่ใช่เงินหาย เอาคืนได้ตอนยื่นภาษี
ตั้งกระทู้ใหม่